อาการก่อนการมีประจำเดือน (Premenstrual Syndrome, PMS)
เมื่อใกล้มีรอบเดือน ผู้หญิงกว่า 80%
ทั่วโลกมักเกิดความไม่สบายทั้งทางร่างกายและจิตใจ
สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นอาการป่วยชนิดหนึ่งที่เรียกว่า PMS หรือ Premenstrual
Syndrome ได้แก่อาการปวดเกร็งอย่างผิดปกติของมดลูก ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อเรียบ และ
พบว่าการหดตัวอย่างผิดปกตินี้มีความสัมพันธ์กับปริมาณของแคลเซียมที่ผิดปกติด้วย
ยังรวมถึงอาการเบาๆ เช่น อารมณ์หงุดหงิด ขี้โมโห ปวดศีรษะ
ปวดท้องที่เรียกกันว่าปวดท้องเมนส์ หรือปวดประจำเดือน
สำหรับอาการก่อนการมีประจำเดือน อาจแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ
- กลุ่มแรก อาการป่วยทางอารมณ์ ได้แก่ หงุดหงิด ขี้โมโห เครียด คิดมาก
กังวล ท้อแท้ หลงลืม บางคนอาจมีอารมณ์แปรปรวนมากกว่านี้ เช่น ซึมเศร้า เพ้อ
คลุ้มคลั่ง หรืออาจทำร้ายตัวเอง
- กลุ่มอาการที่สองคืออาการป่วยทางร่างกาย ได้แก่
อาการปวดหรือเจ็บตามบริเวณต่างๆ เช่น เจ็บทรวงอก ต่อมน้ำนมหรือหัวนม
นอกจากนี้ยังมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดหลัง บวม ท้องอืด วิงเวียนศีรษะ เป็นสิว
อ่อนเพลีย
- กลุ่มอาการที่สามคืออาการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ เช่น หน้าท้องขยาย
ร่างกายสะสมน้ำเพิ่มขึ้น ผู้หญิงบางคนอาจมีน้ำหนักเพิ่มได้ถึง 1-2
กิโลกรัมในช่วงก่อนมีประจำเดือน หลังจากนั้นน้ำหนักจะลดลงได้เอง
อาการปวดประจำเดือน (Dysmenorrhea)
เกิดขึ้นจากการที่กล้ามเนื้อทำงาน ซึ่งมีทั้งการบีบตัวและคลายตัว
มดลูกจะบีบตัวเพื่อไล่เลือดที่อยู่ในมดลูก คนส่วนมากไม่มีอาการ
แต่บางคนอาจจะเกิดอาการเหมือนคนปวดท้องถ่าย บางคนที่มีอาการปวดท้องประจำเดือนมาก
และปวดถี่ สาเหตุอาจจะเป็นเพราะมดลูกบีบตัวแรง เกิดจากกระตุ้นของสารพรอสตาแกลนดิน
(prostaglandin) หรืออาจมีโรคอื่น เช่น การมีพังผืดในมดลูก (endometriosis)
โดยอาการปวดโดยทั่วไปอาจจะปวดก่อนมีประจำเดือนหลายวัน
เมื่อประจำเดือนมาอาการปวดจะดีขึ้น
การรักษา
- ถ้าปวดไม่มาก สามารถรับประทานยาแก้ปวด เช่น แอสไพริน หรือพาราเซตามอล ครั้งละ
1-2 เม็ด เวลาปวด ซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง
- หากมีอาการปวดเป็นประจำสามารถเลือกรับประทาน วิตามิน อี 200 ยูนิต วันละ 2
ครั้ง เช้า-เย็น ก่อนมีประจำเดือน 2 วัน และกินต่อเนื่อง 5 วัน
- ถ้าปวดมาก ให้นอนพัก ใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบหน้าท้อง
และให้ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่ สเตียรอยด์ เช่น มีเฟนนามิค หรือไอบูโพรเฟน ครั้งละ 1
เม็ดหลังอาหาร
- ในรายที่เป็นอยู่ประจำ แพทย์อาจพิจารณาให้กินยาเม็ดคุมกำเนิด
(กินแบบเดียวกับใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด คือวันละ 1 เม็ด ทุกวัน)
ระยะหนึ่งเพื่อปรับสมดุลและบรรเทาอาการ
ถ้าอาการดีขึ้นอาจไม่จำเป็นต้องรับประทานต่อเนื่อง
- ถ้าพบว่าอาการปวดประจำเดือนเริ่มเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในผู้หญิงอายุมากกว่า 25
ขึ้นไป หรือมีอาการปวดมากหลังแต่งงาน หรือมีเลือดประจำเดือนออกมากกว่าปกติ
ควรแนะนำไปโรงพยาบาล อาจต้องตรวจภายใน และทำการตรวจพิเศษ เช่น อัลตราซาวนด์
การใช้กล้องส่องตรวจช่องท้อง (laparoscope) เป็นต้น เพื่อค้นหาสาเหตุให้แน่นอน
และให้การรักษาตามสาเหตุที่พบ
สารอาหารช่วยลดอาการไม ่สบายตัวก่อนมีประจำเดือน
| |
น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส Evening Primrose Oil (EPO) |
| |
|
จากการค้นคว้าวิจัยทั้งหลายพบว่า น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส
อุดมไปด้วยกรดไขมันจำเป็นชนิดไม่อิ่มตัวที่เรียกว่า กรดแกมมา-ไลโนลินิด(หรือที่เรียกว่า จี แอล เอ )
ซึ่งพบในน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสประมาณ 8-14 % กรดแกมมาไลโนลินิค เป็น
วัตถุดิบในการสร้าง Prostaglandins (PGE1, PGE3) ซึ่งออกฤทธิ์ลดการอักเสบตามร่างกาย
และช่วยขยายหลอดเลือด จึงเชื่อกันว่าช่วยลดอาการอักเสบได้บ้าง
และยังพบกรดไลโนเลอิค (หรือ แอล เอ) อยู่อีก 65-80%
กรดไลโนเลอิคเป็นองค์ประกอบในชั้นไขมันของผิวหนัง ถ้าขาดจะทำให้ผิวแห้ง เป็นขุย
หยาบกร้าน อักเสบได้ง่าย
นายแพทย์มอร์ส (P. F. Morse) และคณะ
ได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสารทางการแพทย์ของอังกฤษชื่อ British Journal of
Dermatology เมื่อปี ค.ศ.1989
โดยทดลองให้ผู้หญิงที่มีอาการไม่สบายก่อนมีประจำเดือน
รับประทานน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส แล้วดูผลของยาเปรียบเทียบกับยาหลอก (placebo)
ที่มีลักษณะเหมือนน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสแต่ไม่มีผลในการออกฤทธิ์
ผลปรากฏว่าหญิงเหล่านั้นมีอาการดีขึ้นในกลุ่มที่รับประทานน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส
โดยขนาดรับประทานครั้งละ 1,000 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง ต่อเนื่อง เพียงแค่
รอบเดือนแรก อาการไม่สบายตัวเหล่านั้นก็จะบรรเทาเบาบางลงอย่างเป็นธรรมชาติ
|
|
 |
| |
วิตามิน อี |
| |
|
มีการศึกษาพบว่าการได้รับวิตามิน อี ในขนาด 150-600 ยูนิตต่อวัน
จะลดอาการเจ็บคัดเต้านม บวม อาการปวดศีรษะ อ่อนเพลีย อาการซึมเศร้า หรือวิตกกังวล
ซึ่งสัมพันธ์กับอาการก่อนมีประจำเดือนได้ วิตามิน อี
จึงเป็นไปได้ที่การรับประทานวิตามิน อี
จะช่วยลดความรุนแรงของอาการคัดเต้านมที่สัมพันธ์กับอาการก่อนมีประจำเดือน
นอกจากนี้ยังมีการศึกษาในสหรัฐกับนักเรียนหญิงระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
พบว่าการได้รับวิตามิน อี วันละ 200 ยูนิต เป็นประจำในช่วงสัปดาห์ที่มีประจำเดือน
จะช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาของการเกิดอาการก่อนการมีประจำเดือนลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
|
|
 |
| |
แคลเซียม |
| |
|
มีการศึกษาพบว่า การได้รับแคลเซียมขนาด 1,200 มิลลิกรัม
ในผู้ป่วยที่มีอาการก่อนมีประจำเดือน จะมีผลต่อการปรับสภาพอารมณ์
และช่วยเปลี่ยนแปลงการคั่งของน้ำในร่างกาย รวมทั้งช่วยบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือน
การปฏิบัติตนเองโดยทั่วไป มีดังต่อไปนี้
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- ทำสมาธิ
- เลิกสูบบุหรี่ งดการบริโภคแอลกอฮอล์ และกาแฟ
- พักผ่อน หรือนอนให้เพียงพอ
- หลีกเลี่ยงความเครียดในที่ทำงาน หรือครอบครัว
- บริโภคอาหารที่มีประโยชน์สำหรับร่างกาย เช่น รับประทานข้าวซ้อมมือ
เพิ่มผักและผลไม้ ลดอาหารเค็ม เสริมอาหารด้วยวิตามิน โดยเฉพาะกลุ่มวิตามิน บี
รับประทานเนื้อสัตว์ หรือไขมันให้น้อยลง และดื่มน้ำมากๆ
|
ข้อแนะนำ
ควรให้ความมั่นใจแก่เด็กสาวที่เริ่มมีอาการปวดประจำเดือนว่า
โรคนี้ไม่มีอันตรายร้ายแรงแต่อย่างใด
และส่วนใหญ่เมื่ออายุมากขึ้นอาจทุเลาหรือหายได้เอง
ตลอดจนให้ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการมีประจำเดือน
แต่สำหรับผู้หญิงที่เคยมีอาการปวดประจำเดือนเป็นประจำ
ถ้าหากมีอาการปวดท้องรุนแรงผิดไปจากที่เคยเป็น ควรจะรีบไปพบแพทย์
เพื่อป้องกันอันตรายร้ายแรงที่เราคาดไม่ถึง |