ประโยชน์ของวิตามินอีจากธรรมชาติ

ประโยชน์ของวิตามินอีจากธรรมชาติ

  ทำไมควรเลือกใช้ Mixed tocopherols วิตามินอีจากธรรมชาติ?
เราสามารถพบ 'วิตามินอี' ได้มากมายจากอาหารในธรรมชาติ เช่น ไขมันจากพืช เมล็ดถั่ว ผักใบเขียว ธัญพืชต่างๆ น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันข้าวโพด ถั่วเหลือง หรือจากไขมันสัตว์ ได้แก่ น้ำนมคน น้ำนมวัว น้ำมันตับปลา เนื้อสัตว์ ไข่ ตับ
จากการค้นคว้าวิจัยในปัจจุบันพบว่าในอาหารตามธรรมชาติ เราจะพบวิตามิน อี อยู่ในรูปแบบที่เรียกว่า Mixed tocopherols ซึ่งประกอบด้วยทั้ง d-alpha tocopherol, d-beta tocopherol, d-gamma tocopherol และ d –delta tocopherol โดย Mixed tocopherols จะเป็นส่วนผสมที่กลมกลืนที่ถูกกำหนดโดยธรรมชาติ ซึ่ง tocopherol แต่ละชนิดจะช่วยกันกำจัดอนุมูลอิสระที่ต่างชนิดกัน เสริมการทำงานซึ่งกันและกัน ทำให้เชื่อได้ว่า Mixed tocopherols เป็นวิตามินอี ในรูปแบบธรรมชาติที่มีคุณค่าต่อร่างกายมนุษย์ ในการเป็นวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี รวมถึงการดูดซึมและการนำไปใช้งานโดยร่างกาย
จากแนวคิดนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์ด้านการแพทย์ พยายามค้นคว้าเทคนิคที่จะทำให้ได้มาซึ่งวิตามิน อี ในรูปแบบที่เลียนแบบธรรมชาติอย่างแท้จริง หรือที่เรียกว่า Mixed tocopherols ซึ่งในปัจจุบัน วิตามิน อีในรูปแบบ Mixed tocopherols จึงเป็นที่นิยม เพราะเป็นวิตามิน อี ที่เป็นรูปแบบที่เลียนแบบธรรมชาติได้อย่างใกล้เคียง จึงเป็นทางเลือกในการดูแลสุขภาพโดยการเข้าสู่วิถีแห่งธรรมชาติที่แท้จริง

  วิตามินอี... จุดเริ่มต้นสู่การมีสุขภาพดี
เราจะเป็นได้ว่าวิตามินอี ป็นวิตามินตัวแรกที่ได้รับการแนะนำจากแพทย์ให้ทานเสริมอยู่เสมอ มีรายงานทางการแพทย์จำนวนมากที่ยืนยันประโยชน์ของวิตามิน ชนิดนี้ว่าสามารถใช้เพื่อป้องกันร่างกายจากความเสื่อมต่างๆ ได้ เช่น ใช้ในโรคอัลไซเมอร์ พาร์กินสัน ใช้เพื่อบำรุงผิวพรรณ และยังสามารถใช้เพื่อบำรุงระบบหัวใจและหลอดเลือด ตราบใดที่เราเป็นคนหนึ่งที่ยังทานอาหาร ร่างกายมีการหายใจ การเผาผลาญอาหาร ร่างกายจะมีการผลิตสารพิษชนิดหนึ่งที่เรียกว่า 'อนุมูลอิสระ' ออกมาตลอดเวลา และหากคุณไม่สามารถเลือกรับประทานอาหารที่ให้สารต้านอนุมูลอิสระที่เพียงพอ จะทำให้มีอนุมูลอิสระส่วนเกินที่ร่างกายไม่สามารถกำจัดได้หมด และมีความเสี่ยงที่เซลล์ในร่างกายจะถูกทำลายจากอนุมูลอิสระได้อย่างไม่รู้ตัว
'วิตามินอี' เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพ และเป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์มาเป็นเวลานาน เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน ซึ่งร่างกายผลิตเองไม่ได้ จำเป็นต้องได้รับจากการทานเข้าไปเท่านั้น วิตามินอีจะช่วยปกป้องเซลล์ต่างๆ ไม่ให้ถูกทำลายจากอนุมูลอิสระ เมื่อมีการเผาผลาญเกิดขึ้นในร่างกาย ซึ่งอนุมูลอิสระจะทำให้เกิดความเสียหายแก่ เซลล์ของระบบหัวใจและหลอดเลือด เซลล์สมอง เซลล์ผิวหนัง โดยวิตามินอี จะสามารถป้องกันการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ และยังช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกายให้แข็งแรงขึ้น1

วิตามินอี... ธรรมชาติกับการต้านอนุมูลอิสระเพื่อป้องกันความเสื่อม
เนื่องจากการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน ต้องพบกับสภาพแวดล้อมหลายอย่างที่สามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างอนุมูลอิสระมาก จนเกินความสามารถที่ร่างกายจะกำจัดออก เป็นเหตุให้อนุมูลอิสระเหล่านี้ทำร้ายเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ทำให้เซลล์เหล่านี้เสื่อมโทรมลงอย่างช้าๆ โดยไม่รู้ตัว เช่น เซลล์ผิวหนัง หัวใจ สมอง ผนังหลอดเลือด ฯลฯ ทำให้ร่างกายเสื่อมโทรมลง สังเกตได้จาก ผิวพรรณที่แห้งกร้าน มีอาการคล้ายความจำสั้นลงเมื่ออายุมากขึ้น ซึ่งวิตามินอีจะมีฤทธิ์ในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันไม่ให้เซลล์ต่างๆ ถูกทำลาย และช่วยให้เซลล์ที่เกิดขึ้นใหม่แข็งแรง ไม่เสื่อมสภาพเร็วกว่าที่ควร

 วิตามินอี... ธรรมชาติกับการปกป้องผิว
มีการศึกษาโดยสมาคมการค้นคว้าโรคผิวหนัง ประเทศเยอรมัน พบว่า วิตามิน อี สามารถช่วยให้เซลล์ผิวทนต่อรังสี UV B ในแดดได้ดีขึ้น โดยการศึกษาให้อาสาสมัครรับประทานวิตามิน อี 1,000 ยูนิตสากล ร่วมกับวิตามิน ซี 2,000 มิลลิกรัม ทุกวันติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือน พบว่าเซลล์ผิวหนังสามารถทนต่อการถูกทำลายได้เพิ่มขึ้นเท่าตัว ดังนั้น การรับประทานวิตามิน อี ในปริมาณที่เหมาะสมเป็นประจำ จะช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ผิวหนัง

วิตามินอี... ธรรมชาติกับการปกป้องหัวใจ
นอกเหนือจากป้องกันผิวแล้ว วิตามินอีจะช่วยป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ และป้องกันการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ทำให้หลอดเลือดที่ไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีรายงานการวิจัยของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ของอังกฤษ พบว่าคนไข้ที่ได้รับวิตามิน อี ธรรมชาติ วันละ 400-800 หน่วยสากล จะช่วยลดการเกิดอาการโรคหัวใจวายเฉียบพลันถึง 77% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับวิตามิน อี

  วิตามินอี... ธรรมชาติกับการปกป้องสมอง
นอกจากประโยชน์ที่ช่วยป้องกันหัวใจและสมองแล้ว วิตามินอียังมีคุณสมบัติสำคัญที่ช่วยป้องกันความผิดปกติของระบบประสาท เนื่องจากวิตามินอี เป็นวิตามินที่ละลายในไขมันจึงสามารถผ่านเข้าไปที่เซลล์สมองได้
มีการศึกษาที่รวบรวมข้อมูลการวิจัยเป็นจำนวนมากสรุปผลว่าการได้รับวิตามิน อี ในขนาดปานกลางประมาณ 200-500 ยูนิตสากล จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคพาร์กินสันได้ และมีการวิจัยที่พบว่าการทานวิตามิน อี ในขนาดสูง ประมาณ 2,000 ยูนิตสากล ยังสามารถป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นของเซลล์ในสมองที่ทำงานเกี่ยวกับหน่วยความจำ ทำให้สามารถป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุ

  วิตามินอี... ธรรมชาติกับโรคมะเร็ง
มีรายงานการวิจัยว่า วิตามินอีสามารถป้องกันมิให้ไนโตรซามีน (ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งที่เรามักได้รับจากอาหาร) มาทำลายเซลล์ในร่างกาย และยังช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกายอีกด้วย รวมทั้งยังมีผลการวิจัยที่พบว่า การรับประทานวิตามิน อี ในขนาดสูง สามารถลดอัตราการเกิดโรคมะเร็งที่ต่อมลูกหมากและเต้านม

  ใครบ้างที่ควรได้รับวิตามินอีธรรมชาติเสริม
  ผู้ที่ต้องการสารต้านอนุมูลอิสระจำเป็นที่ช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์และอวัยวะต่าง ๆ
  ผู้ที่มีภาวะบกพร่องวิตามินอี ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากการผิดปกติของการดูดซึมวิตามินอีในระบบทางเดินอาหาร
  ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับผิวพรรณ เช่น ผิวขาดความชุ่มชื้น หรือผิวมีรอยแผลเป็น
  ผู้ที่ต้องการป้องกันโรคเกี่ยวกับสมอง เช่น อัลไซม์เมอร์ หรือโรคพาร์กินสัน
  ผู้ที่ต้องการป้องกันปัญหาเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด
  ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบภูมิต้านทานโรค
  ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคมะเร็ง
 ผู้หญิงที่มีปัญหาเกี่ยวกับอาการก่อนการมีประจำเดือน และมีอาการปวดประจำเดือนเป็นประจำ

  ความปลอดภัยในการรับประทานวิตามินอีธรรมชาติ
ถึงแม้ว่าวิตามินอี เป็นวิตามินที่ละลายได้ในไขมัน สามารถสะสมในร่างกายส่วนที่เป็นไขมันได้ แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีรายงานการพบอันตรายใดๆ จากการรับประทานวิตามินอีอย่างต่อเนื่อง