'แคลเซียม' กับโรคกระดูกพรุนเกี่ยวข้องกันอย่างไร

'แคลเซียม' กับโรคกระดูกพรุนเกี่ยวข้องกันอย่างไร

แคลเซียม (Calcium) คืออะไร และสำคัญกับร่างกายอย่างไร?

     แคลเซียม (Calcium) เป็นหนึ่งในแร่ธาตุสำคัญที่ร่างกายต้องการ แต่เป็นแร่ธาตุที่ร่างกายไม่สามารถสร้างได้เองจำเป็นต้องได้รับจากอาหาร และการรับประทานแคลเซียมในรูปแบบอาหารเสริมเพื่อเติมปริมาณแคลเซียมในร่างกายให้เพียงพอ หน้าที่ของแคลเซียม (Calcium) ใช้ในการสร้างกระดูกและฟัน เพิ่มความหนาแน่นให้มวลกระดูก ทำให้กระดูกมีความแข็งแรง นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ในการควบคุมการทำงานของหลอดเลือดและกล้ามเนื้อ รวมทั้งควบคุมการเต้นของหัวใจ

     ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า ในแต่ละวันคนเราควรต้องได้รับแคลเซียม (Calcium) ประมาณ 800-1,500 มก. แต่ความเป็นจริงคนส่วนใหญ่ได้รับเฉลี่ยต่อวันเพียง 361 มก.เท่านั้น ซึ่งเท่ากับว่าไม่เพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวัน และเมื่อร่างกายได้รับไม่พอก็จะดึงแคลเซียมที่สะสมไว้ในกระดูกเอามาใช้ และเมื่อแคลเซียมถูกดึงออกมาใช้มากๆ ร่างกายก็จะเสี่ยงเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า ‘กระดูกพรุน’ ส่งผลให้กระดูกมีความแข็งแรงลดลง เปราะบาง เสี่ยงกับการแตกหักได้ง่ายกว่าปกติแม้จะได้รับการกระแทกเพียงเล็กน้อย

     ในระยะแรกโรคกระดูกพรุนนี้จะไม่แสดงอาการออกมา จนกระทั่งมีความรุนแรงมากขึ้น จึงแสดงอาการออกมา เช่น ปวดหลังเรื้อรัง หลังค่อมเนื่องจากการยุบตัวของกระดูกสันหลัง หรือกระดูกสะโพกหัก ทำให้เดินไม่ได้เหมือนเดิม และเกิดภาวะแทรกซ้อน อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต


แหล่งอาหารในธรรมชาติที่มีแคลเซียมสูง

     นักโภชนาการทั่วโลกระบุว่า "เราสามารถได้รับแคลเซียมจากอาหารในธรรมชาติได้มากมาย เพราะมีอาหารบางประเภทที่อุดมไปด้วยแคลเซียมในปริมาณมาก และหากรับประทานอย่างเพียงพอก็จะดีต่อร่างกาย" อย่างเช่น

1.  นม และผลิตภัณฑ์ของนม เช่น โยเกิร์ต และชีส

2.  ปลาตัวเล็กๆ และสัตว์ทะเลขนาดเล็ก ที่รับประทานได้ทั้งกระดูกหรือเปลือก ถือเป็นแหล่งแคลเซียมชั้นดี เช่น ปลาไส้ตัน กุ้งฝอย หรือกุ้งแห้ง เป็นต้น

3.  ถั่วเหลือง ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วเหลือง และธัญพืชบางชนิด เช่น เต้าหู้อ่อน หรือเต้าหู้แข็ง (แต่ไม่รวมน้ำเต้าหู้ เพราะมีปริมาณแคลเซียมต่ำ) นอกจากนี้งาดำ สาคูเม็ดเล็ก จมูกข้าวสาลี และข้าวโอ๊ตก็ถือเป็นธัญพืชที่มีแคลเซียมสูงเช่นกัน

4.  ผักใบเขียวบางชนิด เช่น ผักกาดเขียว บล็อกโคลี่ ผักกวางตุ้ง และผักคะน้า

หากร่างกายขาดแคลเซียม (Calcium) สิ่งที่ตามมาคือ โรคกระดูกพรุน

     อย่างที่ได้อธิบายไปในข้างต้นว่าเมื่อร่างกายมีแคลเซียม (Calcium) ไม่เพียงพอก็จะเสี่ยงเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า ‘กระดูกพรุน’ ส่งผลให้กระดูกมีความแข็งแรงลดลง เปราะบาง เสี่ยงกับการแตกหักได้ง่ายกว่าปกติแม้จะได้รับการกระแทกเพียงเล็กน้อย ซึ่งจากสถิติที่มีการเก็บรวบรวมพบว่าในปัจจุบันคนไทยป่วยเป็นโรคกระดูกพรุนมากกว่า 1 ล้านคน และในจำนวนนั้นถึง 1 ใน 4 ไม่ทราบว่าโรคนี้มีโอกาสทำให้เกิดความพิการหรือเสียชีวิตได้

     ในการทางการแพทย์ถือว่าโรคกระดูกพรุน เป็นภัยเงียบที่เป็นอันตรายต่อการใช้ชีวิตและสุขภาพ เนื่องจากคนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าตัวเองตกอยู่ในภาวะของโรคนี้ จะรู้ก็ต่อเมื่อเกิดอุบัติเหตุจนกระดูกหักแล้ว ส่วนอาการที่สังเกตได้ชัดเจนคือ อาการปวดหลัง  ซึ่งเกิดจากกระดูกบางสะสมเป็นเวลานาน และอาการปวดจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อกระดูกสันหลังยุบตัว และเสี่ยงกับหลังค่อมและเตี้ยลง นอกจากกระดูกสันหลังแล้ว กระดูกในส่วนอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากโรคกระดูกพรุนก็คือ ข้อมือ และสะโพก


ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุน?

1.  ผู้ที่อายุ 30 ปีขึ้นไป
     พบว่าการสะสมแคลเซียมในกระดูกจะมีค่าเท่ากับศูนย์ นั่นคือขบวนการสะสมแคลเซียมในกระดูก
กับการสลายแคลเซียมออกจากกระดูกมีค่าเท่ากัน พออายุเพิ่มมากขึ้นความสามารถในการสะสมแคลเซียมในกระดูกจะน้อยกว่าขบวนการสลายแคลเซียมออกจากระดูกทำให้เนื้อกระดูกบางลง 
2.  เพศ
     แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ผู้หญิงมีโอกาสที่จะเป็นโรคกระดูกพรุนมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะผู้หญิงที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือน เมื่อฮอร์โมนเพศที่ลดลง ทำให้ขบวนการสลายแคลเซียมเพิ่มมากขึ้น การสูญเสียมวลกระดูกจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วส่งผลให้เกิดโรคกระดูกพรุนได้เร็วขึ้น
3.  ผู้ที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ
     เนื่องจากคาเฟอีนในกาแฟจะไปขวางการดูดซึมแคลเซียม (Calcium) เข้าสู่ร่างกาย
4.  ผู้ที่ไม่ชอบออกกำลังกาย
     จากสถิติพบว่าคนไม่ชอบออกกำลังกายมีโอกาสเป็นโรคกระดูกพรุนมากกว่าคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ
5.  ผู้ที่ดื่มสุรา และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
     มีการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากกว่า 3 แก้วต่อวัน พบว่ามีความเสี่ยงที่ทำให้มีโอกาสเป็นโรคกระดูกพรุนเร็วขึ้น
6.  ผู้ที่สูบบุหรี่
     สารพิษในบุหรี่ โดยเฉพาะนิโคติน (Nicotine) จะไปทำลายเซลล์ของมวลกระดูกให้บางลง และยิ่งคนที่สูบบุหรี่จัดมากกว่า 20 มวนต่อวัน ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงมากกว่าคนที่สูบบุหรี่ปกติ
7.  ผู้ที่ขาดแร่ธาตุแคลเซียมหรือวิตามินดี
     การขาดสารอาหารในร่างกายบางอย่าง โดยเฉพาะแคลเซียม (Calcium) และวิตามินดี รวมทั้งการรับประทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ ทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อการสร้างมวลกระดูก

รับประทานแคลเซียม (Calcium) เสริมแบบไหนที่ช่วยให้ห่างไกลโรคกระดูกพรุน

     นอกเหนือจากอาหารในธรรมชาติ เช่น นม ปลาตัวเล็ก ผักใบเขียวและธัญพืชบางชนิดแล้ว ร่างกายสามารถได้รับแคลเซียม (Calcium) เพื่อป้องกันโรคกระดูกพรุนได้จากการรับประทานแคลเซียมในรูปแบบเม็ด (ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร) ได้โดยตรง ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เลือกซื้อในรูปแบบของแคลเซียมเหลวในเม็ดแคปซูลนิ่ม (Soft Gel) เนื่องจากแคลเซียม (Calcium) เป็นแร่ธาตุที่มีปัญหาเรื่องการละลาย และมีขีดจำกัดในการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย

     ซึ่งสำหรับแคลเซียมเหลวในเม็ดแคปซูลนิ่ม (Soft Gel) จะไม่มีปัญหาเรื่องการละลายหลังจากแคปซูลนิ่มแตกตัว  และร่างกายสามารถดูดซึมได้ทันที ถือว่ารูปแบบนี้สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการได้รับแคลเซียม (Calcium) เข้าสู่ร่างกายได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญหากแคลเซียมในรูปแบบแคปซูลนิ่ม (Soft Gel) มีวิตามินดี (Vitamin D) ผสมอยู่ด้วย ยิ่งจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมของแคลเซียมได้ดีมากขึ้นเป็นสองเท่า

     โดยในแคลเซียม (Calcium) เสริมในท้องตลาดมักระบุในรูปของสารประกอบแคลเซียม ซึ่งจะให้แคลเซียมอิสระต่างกัน ซึ่งแคลเซียมคาร์บอเนต (Calcium Carbonate) เป็นรูปแบบสารประกอบแคลเซียมที่ให้ปริมาณแคลเซียมอิสระสูงสุด คือ 40 % นั่นคือ หากรับประทานแคลเซียมคาร์บอเนต 1,500 มิลลิกรัม จะได้แคลเซียมอิสระ 600 มิลลิกรัม เป็นต้น

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ นโยบายความเป็นส่วนตัวและคุกกี้