ดูแลหัวใจให้แข็งแรง เลือกน้ำมันปลาที่มี Omega-3

ดูแลหัวใจให้แข็งแรง เลือกน้ำมันปลาที่มี Omega-3

   Omega-3 สิ่งมหัศจรรย์....เพื่อหัวใจ สมอง และข้อ
         กรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว ถือว่าเป็นสารอาหารที่สำคัญยิ่งต่อร่างกาย โดยเฉพาะกรดไขมันชนิด Omega-3 ซึ่งส่วนใหญ่กรดไขมันชนิดนี้พบได้ในไขมันจากสัตว์ เช่น น้ำมันปลา ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งจากธรรมชาติที่พบมากและมีคุณภาพดี ปัจจุบันความสนใจทางการแพทย์เกี่ยวกับกรดไขมัน Omega-3 จากน้ำมันปลาเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเริ่มจากข้อมูลที่ว่า ชาวเอสกิโมมีเปอร์เซ็นต์ของผู้ที่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดอุดตันต่ำ เมื่อศึกษาถึงโภชนาการ จึงพบว่าอาหารที่ชาวเอสกิโมรับประทานในชีวิตประจำวัน คือ ปลาและแมวน้ำ ซึ่งเป็นแหล่งที่มี Omega-3 ปริมาณสูง ปัจจุบันจึงมีการยืนยันทางการแพทย์ถึงประโยชน์ที่สำคัญของกรดไขมัน Omega-3 ต่อร่างกายในการลดความเสี่ยงหรือป้องกันการเกิดโรคต่างๆ เช่น
1.  โรคหัวใจและสมองขาดเลือด
2.  ช่วยลดระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือด ลดความดันโลหิต
3.  ช่วยบรรเทาอาการอักเสบของข้อเสื่อม ข้อรูมาตอยด์
4.  ช่วยบำรุงสมอง ป้องกันสมองเสื่อม โรคซึมเศร้า และบำรุงสายตา 
5.  บรรเทาอาการของโรคผิวหนังบางชนิด เช่น สะเก็ดเงิน โรคเรื้อนกวาง
6.  ป้องกันหรือบรรเทาโรคหอบหืด
7.  ปวดไมเกรน
8.  เบาหวาน

   น้ำมันปลาเป็นสารอาหารประเภทไขมัน 
         ประกอบด้วยกรดไขมันในกลุ่ม Omega-3 (Polyunsaturated Fatty Acid) ซึ่งมีกรดไขมันที่สำคัญอยู่ 2 ชนิด คือ 
         1.  EPA (Eicosapentaenoic Acid) 
              กรดไขมัน EPA มีส่วนช่วยลดระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือด ป้องกันไขมันอุดตันหลอดเลือด ป้องกันการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุในการเกิดโรคหัวใจและสมองอุดตัน นอกจากนั้นยังมีส่วนช่วยบรรเทาอาการข้อเสื่อม ข้อรูมาตอยด์ได้เช่นกัน

         2. DHA (Docosahexaenoic Acid) 
             กรดไขมัน DHA มีบทบาทที่สำคัญและจำเป็นต่อการพัฒนาสมองและสายตา ช่วยเสริมสร้างและป้องกันความเสื่อมของสมอง การเรียนรู้ และความจำ รวมถึงระบบสายตา ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ น้ำมันปลา... สำคัญต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด
              ป้องกันโรคหัวใจและสมองขาดเลือด กรดไขมัน Omega-3 ในน้ำมันปลาจะช่วยยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือดและลดไขมันในเลือด จึงช่วยป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงส่วนต่างๆ โดยเฉพาะหัวใจและสมอง ซึ่งจากผลการวิจัยพบว่ากลุ่มผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย ที่รับประทานกรดไขมัน Omega-3 วันละ 850 มิลลิกรัม / วัน (ปริมาณ EPA+DHA) ร่วมกับวิตามินอีธรรมชาติ 300 มิลลิกรัม / วัน สามารถลดอัตราการตายเนื่องจากโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด รวมถึงโรคหลอดเลือดสมอง ลงได้ถึง 15% เมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่ไม่ได้รับประทานน้ำมันปลา
               ป้องกันโรคหลอดเลือดอุดตัน กรดไขมัน Omega-3 ในน้ำมันปลา เป็นสารตั้งต้นของสารกลุ่มไอโคซานอยด์ (Eicosanoids) ได้แก่ พรอสตาแกลนดิน-3 (Prostaglandins-3) และทรอมบอกแซน-3 (Thromboxan-3) ซึ่งสารกลุ่มนี้จะช่วยยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือด จึงมีส่วนช่วยป้องกันการอุดตันของหลอดเลือด และช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว ทำให้ระบบการไหลเวียนของเลือดในร่างกายดีขึ้น ลดการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ
               ช่วยลดระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือด ไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดสูง ถือเป็นสาเหตุหนึ่งที่สำคัญของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ที่ได้คร่าชีวิตประชากรโลกปีละหลายแสนคน หรือปีละหลายพันคนสำหรับประชากรไทย ซึ่งจากผลการศึกษาทางการแพทย์เกี่ยวกับภาวะไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดสูงและการช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดของน้ำมันปลา ซึ่งได้มีการรวบรวมผลการวิจัยตั้งแต่ปี 1990-2006 ดังนี้

ทางสมาคมโรคหัวใจของสหรัฐอเมริกา (American Heart Association; AHA) ได้แนะนำการรับประทาน กรดไขมัน Omega-3 เพื่อการป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ตามตารางดังนี้

ผลการวิจัยพบว่ากรดไขมัน Omega-3 ในน้ำมันปลาจะมีประสิทธิภาพที่ดีในการลดระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือด สามารถช่วยลดระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดได้ประมาณ 20%-50% ซึ่งประสิทธิภาพเทียบเท่ากับยาที่ใช้ในการลดระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ และถึงแม้ว่าผู้ป่วยที่มีระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์สูงถึง 500 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร น้ำมันปลาก็ยังเป็นทางเลือกที่เหมาะสม เพื่อช่วยลดระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญ คือ ความปลอดภัย ไม่มีผลข้างเคียงต่อร่างกายสามารถใช้ร่วมกับยา หรือสารสกัดจากธรรมชาติโพลีโคซานอลในการลดระดับไขมันโคเลสเตอรอล สำหรับผู้ที่มีไขมันในเลือดสูงทั้ง  2 ชนิด        

            ลดความดันโลหิต จากผลการวิจัยของ John Hopkins Medical School ได้สรุปรวบรวมผลการศึกษาจาก  17 รายงานการศึกษาทางคลีนิค พบว่าการรับประทานกรดไขมัน Omega-3 วันละ 3,000 มิลลิกรัม (ปริมาณ EPA+DHA) สามารถช่วยลดความดันล่าง (Diastolic Pressure) ได้ 3.5 มิลลิเมตรปรอท และความดันบน (Systolic pressure) ได้ถึง 5.5 มิลลิเมตรปรอท เนื่องจากกรดไขมัน Omega-3 ในน้ำมันปลา จะช่วยทำให้หลอดเลือดขยายตัว และป้องกันการอุดตันของหลอดเลือด ทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น จึงมีผลให้ความดันโลหิตลดลง โดยน้ำมันปลาจะไม่มีผลต่อความดันในผู้ที่มีความดันโลหิต

  ปกติ น้ำมันปลา.....เพิ่มคุณภาพชีวิต ลดอาการข้อเสื่อม ข้อรูมาตอยด์
         กรดไขมัน Omega-3 ในน้ำมันปลา สามารถบรรเทาอาการข้อเสื่อม (Osteoarthritis) และข้อรูมาตอย์ (Rheumatoid arthritis) เนื่องจากมีผลลดการสร้างสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบของข้อ เช่น Interleukin-1, Tumor necrosis factor และกรดไขมัน EPA (Eicosapentaenoic Acid) ในน้ำมันปลา ยังเป็นสารตั้งต้นในการสร้างสาร PGE 3 ซึ่งช่วยลดอาการอักเสบของข้อ โดยรายงานการวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Surgical Neurology  ระบุว่าน้ำมันปลาสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดคอ หรือปวดหลังเรื้อรัง โดยทำการศึกษากับผู้ป่วย 250 คน ได้รับประทานกรดไขมัน Omega-3 วันละ 2,600 มิลลิกรัม (ปริมาณ EPA+DHA) ในช่วง 2 สัปดาห์แรก หลังจากนั้นลดปริมาณลงเหลือวันละ 1,200 มิลลิกรัม (ปริมาณ EPA+DHA)  พบว่าหลังจากรับประทานน้ำมันปลา 75 วัน ผู้ป่วยประมาณ 59% สามารถเลิกรับประทานยาแก้ปวดต่างๆ ผู้ป่วยประมาณ 60% พบว่าอาการปวดหลังและปวดคอลดลง และผู้ป่วยกว่า 88% รู้สึกพึงพอใจกับผลที่ได้รับและยืนยันที่จะรับประทานน้ำมันปลาต่อ 

         ผลการศึกษาจาก Harvard Medical School ได้ทำการรวบรวม ผลการศึกษาจาก 10 การศึกษา ในผู้ป่วย ไขข้ออักเสบ 368 ราย ที่รับประทานน้ำมันปลา พบว่าช่วยลดอาการเจ็บและข้อติดตรึงในตอนเช้า ดังนั้นการรับประทานน้ำมันปลาจึงเป็นทางเลือกหนึ่งของผู้ป่วยที่มีปัญหาข้อเสื่อม ข้ออักเสบเรื้อรัง  เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวด แทนการรับประทานยาแก้ปวด NSAIDs ซึ่งจะมีผลข้างเคียงต่อกระเพาะอาหาร ตับ และไตค่อนข้างมาก 

   น้ำมันปลา... บำรุงสมอง เสริมความจำ ป้องกันโรคสมองเสื่อม 
         1. เสริมการทำงานของเซลล์สมอง ป้องกันโรคสมองเสื่อม
             จากการศึกษาพบว่า 40% ของกรดไขมันในสมอง และ 60% ของกรดไขมันในประสาทตา คือ กรดไขมัน DHA (Docosahexaenoic Acid) ทำให้กรดไขมัน DHA ในน้ำมันปลา มีบทบาทที่สำคัญและจำเป็นต่อสมอง ผลวิจัยทางการแพทย์จากมหาวิทยาลัย UCLA ของอเมริกา พบว่าการรับประทานน้ำมันปลาช่วยป้องกันสมองเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer) ได้ เนื่องจากการศึกษาเกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุกว่า 1,000 คน เป็นเวลา 10 ปี พบว่าระดับกรดไขมัน DHA ที่ลดต่ำลงก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคสมองเสื่อมได้ และยังพบว่าสำหรับคนไข้อัลไซเมอร์นั้น กรดไขมัน DHA จะช่วยเพิ่มสาร LH11ซึ่งเป็นโปรตีนที่เป็นตัวช่วยลดการเกิดการสร้าง Plaques (เส้นใย หรือ ไฟบริล) ในสมอง ซึ่งเป็นตัวการที่ทำลายใยประสาทส่วนความจำ ดังนั้นผู้สูงอายุที่มีสารนี้มากในสมอง จะทำให้ความจำเสื่อม และหลงลืมง่าย  
         2.  ลดภาวะซึมเศร้า
              จากการวิจัยพบว่าผู้ที่บริโภคปลาเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง มีอัตราเป็นโรคซึมเศร้าต่ำ เพราะสมดุลของกรดไขมันในร่างกายมีผลต่อความรุนแรงในการเกิดโรคซึมเศร้า คนที่มีระดับของกรดไขมันโอเมก้า-3 ต่ำ และโอเมก้า-6 สูง จะมีโอกาสเกิดภาวะซึมเศร้ามากกว่าปกติ ซึ่งการรักษาคนไข้ซึมเศร้าในโรงพยาบาลพบว่ากรดไขมัน DHA ให้ผลในการรักษาอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับคนไข้ที่ไม่ได้รับกรดไขมันชนิดนี้


   น้ำมันปลา... หลากหลายประโยชน์เพื่อร่างกายที่แข็งแรง
         นอกเหนือจากประโยชน์ที่ช่วยบำรุงหัวใจและสมองโดยตรงแล้ว น้ำมันปลายังมีคุณค่าอีกหลากหลาย เช่น
         ช่วยรักษาโรคเบาหวาน
            เบาหวานที่พบบ่อย คือ เบาหวานชนิดที่สองที่มักพบในผู้ใหญ่ที่อ้วน ซึ่งนักวิจัยชาวเนเธอร์แลนด์ค้นพบว่า กรดไขมัน EPA ในน้ำมันปลา จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดีขึ้นได้
         บรรเทาอาการปวดไมเกรน
            กรดไขมัน EPA ในน้ำมันปลา จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสารพรอสตาแกลนดิน และลดการหลั่งสารซีโลโทนิน ทำให้การเกาะตัวของเกล็ดเลือดลดลงในระยะที่มีการบีบตัวของหลอดเลือดในสมอง จึงมีส่วนช่วยลดอาการไมเกรนได้
          ช่วยลดต้นเหตุการเกิดโรคหอบหืด
             การทานน้ำมันปลาจะช่วยลดสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบที่เป็นตัวการสำคัญให้เกิดอาการหอบหืด คือ สารลิวโคไตรอิน และพรอสตาแกลนดิน ดังนั้นการรับประทานน้ำมันปลาอย่างต่อเนื่องจะช่วยบรรเทาอาการหอบหืดได้

   หลากหลายทางเลือกในการดูแลสุขภาพด้วยน้ำมันปลา
         เนื่องจากน้ำมันปลาที่สกัดจากปลาต่างสายพันธุ์จะให้ปริมาณของ EPA และ DHA ที่ต่างกัน ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่าควรได้รับกรดไขมันโอเมก้า -3 วันละ 300 - 500 มิลลิกรัม (ปริมาณ EPA + DHA) เพื่อการดูแลสุขภาพในแต่ละวัน ดังนั้นการเลือกน้ำมันปลาที่สกัดจากปลาทะเลน้ำลึกในเขตหนาวจากไอซ์แลนด์ ซึ่งสามารถมั่นใจได้ว่ามีปริมาณโอเมก้า-3 สูง ทางเลือกในการรับประทานน้ำมันปลาคือ

         1.  น้ำมันปลา (Omega-3) สูตรธรรมชาติจะมี อัตราส่วน EPA 18 % : DHA 12% เป็นน้ำมันปลาสูตรที่ผลการวิจัยทางการแพทย์ส่วนใหญ่เลือกที่จะนำไปศึกษากับคนไข้ จึงทำให้มั่นใจในประสิทธิภาพและความปลอดภัย
              
         2. น้ำมันปลา (Omega-3) สูตรเข้มข้นจะมี อัตราส่วน EPA 35 % : DHA 25% ที่มีความเข้มข้นของ Omega-3 สูงถึง  2 เท่า เพิ่มความสะดวกในการทาน ด้วยจำนวนแคปซูลที่น้อยลงและกลิ่นคาวปลาน้อย เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น

   หลักเกณฑ์การเลือกน้ำมันปลาที่มีคุณภาพดี ควรพิจารณาดังนี้
         1. วัตถุดิบเป็นน้ำมันปลา (Omega-3) สายพันธุ์เฉพาะจาก ประเทศไอซ์แลนด์ ที่ได้รับมาตรฐานยาและน้ำมันปลาจากยุโรป (EP GRADE & EU STANDARD) ให้ความมั่นใจในคุณภาพของน้ำมันปลาในเม็ดแคปซูล ดังนี้
ผลิตภายใต้ขบวนการที่ดี ตามมาตรฐานตำรับยายุโรป (GMP)วัตถุดิบ จากปลาในน่านน้ำที่ปราศจากมลภาวะน้ำมันปลาจากปลาสายพันธุ์ที่ถูกต้องตามมาตรฐานที่กำหนดปลอดภัยจากโลหะหนักปนเปื้อน ยาฆ่าแมลง และสารเคมีจากขบวนการผลิตที่เป็นพิษตกค้าง
         2.  ผลิตจากโรงงานผลิตแคปซูลนิ่มใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์ ที่ได้รับมาตรฐานยาระดับสากลจากประเทศออสเตรเลีย (TGA) และประเทศยุโรป (BfArM) สามารถรับประกันความมั่นใจมากกว่ามาตรฐานผลิตภัณฑ์ทั่วไป    
         3. ปราศจากสารแต่งสี แต่งกลิ่นและสารกันบูด เพื่อป้องกันการสะสมในร่างกายจากการรับประทานต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ

 ขนาดการรับประทานที่เหมาะสมของน้ำมันปลา (Omega-3)