ไขความลับเรื่อง ‘ฝ้า’ ปัญหาที่ผู้หญิงต้องเจอ

ไขความลับเรื่อง ‘ฝ้า’ ปัญหาที่ผู้หญิงต้องเจอ

ไขความลับเรื่อง ‘ฝ้า’ ปัญหาที่ผู้หญิงต้องเจอ

     ฝ้า (Melasma) ปัญหาผิวพรรณของสาวๆ ที่เมื่อเริ่มเข้าถึงวัยเลข 3 เป็นต้องกังวลทุกหลาย และการเกิดฝ้าสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกส่วนของใบหน้า แต่ส่วนใหญ่มักจะมีฝ้าบริเวณที่ถูกแดด เช่น หน้าผาก โหนกแก้ม เมื่อทำกิจกรรมกลางแจ้งในแสงแดดมีรังสีอัลตราไวโอเลตเป็นตัวกระตุ้นให้เซลล์ผิวสร้างเม็ดสีทำงานผิดปกติ และยังทำร้ายผิวให้อ่อนแออีกด้วย โดยการเกิดฝ้าสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่เจอกับแสงแดดเป็นเวลานานๆ

 

  สนใจหัวข้อไหน...คลิกเลย

  ชนิดของฝ้า

  สาเหตุของการเกิดฝ้า

  แนวทางการรักษาฝ้าและป้องกัน

  แก้ไขปัญหาฝ้าด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ

  สารอาหารจากธรรมชาติที่มีบทบาทต่อการฟื้นฟูและปรับสมดุลเม็ดสี 

ชนิดของฝ้า

“ฝ้า” แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่

1. ฝ้าตื้น : มีสีน้ำตาลดำเข้ม มีขอบชัดเจน มองเห็นได้ชัดเพราะอยู่ที่เซลล์ผิวชั้นบน

2. ฝ้าลึก : มีสีเข้มออกน้ำเงินอมม่วงหรือเทาอ่อน ขอบเขตไม่ชัดเจน อยู่ที่ผิวหนัง  ชั้นลึกลงไป จึงรักษาได้ยากกว่า

3. ฝ้าแบบผสม : มีทั้งฝ้าตื้นและฝ้าลึก เกิดอยู่ร่วมกันในบริเวณต่างๆ

สาเหตุของการเกิดฝ้า

    ฝ้า (Melasma) มีสาเหตุจากเซลล์ผิวที่อ่อนแอและเสื่อมสภาพลง โดนทำลายจากรังสี UV ในแสงแดด โดยเฉพาะรังสี UVA ที่มีผลต่อการเกิดฝ้า เพราะ UVA มีคลื่นที่ยาวกว่า UVB จึงทำให้สามารถทะลุลงลึกไปถึงชั้นเซลล์ผิวได้ ส่งผลให้เซลล์ผิวและชั้นคอลลาเจนเสียสภาพไป ไม่แข็งแรง จึงทำให้เกิดการผลิตเม็ดสีเมลานินที่มากเกินไปในบางบริเวณของผิวหนัง การกระจายตัวของเม็ดสีไม่สม่ำเสมอ ทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นเกิดฝ้ารอยสีน้ำตาลเข้มไปจนถึงเทา
     นอกจากแสงแดดที่ส่งผลกระทบต่อผิวให้เกิดฝ้าแล้ว ยังมีปัจจัยกระตุ้นหลายอย่าง เช่น แสงสว่างจ้า จากหลอดไฟ หน้าจอทีวี หน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือความร้อนต่างๆรวมทั้งความร้อนจากการเลเซอร์ผิวหน้า สารเคมีจากเครื่องสำอาง การบำรุงดูแลผิวอย่างผิดวิธี หรือการละลืมดูแลผิวให้แข็งแรงจากภายใน นอกจากนี้ยังมีเรื่องการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ มลภาวะต่างๆ ร่วมไปถึงสารอนุมูลอิสระที่อยู่ในร่างกายที่มีมากเกินไป ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยที่ทำให้เป็นฝ้าขึ้นได้


woman-have-melasma


แนวทางการรักษาฝ้า (Melasma) และป้องกัน

1.  ทาครีมกันแดด
     การทาครีมกันแดดจะสามารถปกป้องผิวของเราได้ประมาณ  2-3 ชั่วโมง ดังนั้นจึงต้องหมั่นทาครีมกันแดดระหว่างวัน อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เพื่อให้แน่ใจได้ว่าครีมกันแดดจะมีประสิทธิในการปกป้องผิวจากแสงแดดได้และป้องกันการเกิดฝ้า
2.  ทาครีมบำรุง
     เป็นอีกหนึ่งวิธีที่นิยมใช้รักษาฝ้ามากที่สุด มีส่วนผสมของ วิตามินซี อาร์บูติน (Arbutin) ที่เชื่อกันว่า สามารถทำให้ฝ้าจางลงได้ และมีผิวที่กระจ่างใสขึ้น แต่การทางครีมบำรุงต้องใช้ระยะเวลานานกว่าจะเห็นผลและไม่ได้แก้ปัญหาจากภายใน แต่ก็ยังมีครีมบำรุงบางชนิดที่ผสมสารเคมี ทำให้ผิวขาวอย่างรวดเร็ว แต่ก็มีผลเสียด้วยเช่นกัน คือการกลับมาทำให้ผิวเป็นฝ้าได้อีกครั้ง อย่างครีมที่ใส่สารสเตียรอยด์ สารไฮโดรควิโนน
3.  ฉีดเมโสรักษาฝ้า (Mesotherapy) 
     เป็นการฉีดผิวด้วยวิตามินซีเข้าไปในชั้นผิวหนังบริเวณที่เป็นฝ้า แต่ต้องมีการฉีดซ้ำทุกๆ 1-2 สัปดาห์ ต้องรักษาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ และอาจเกิดอาการแพ้ระคายเคืองได้ง่าย และต้องอยู่ในการดูแลของผู้เชี่ยวชาญ
4. การทำเลเซอร์ Fraxel
     เลเซอร์ที่ใช้พลังงานความร้อนมากระตุ้นเซลล์ผิวให้มีการผลัดเซลล์ผิวได้ไวยิ่งขึ้น และทำให้ส่วนที่เป็นฝ้าถูกผลัดออกไปด้วย แต่ก็มีผลข้างเคียงคือ อาการใบหน้าบวมแดงหลังจากทำเซเลอร์ รักษาฝ้า และยังทำให้ผิวที่เกิดใหม่อ่อนบางจนไวต่อแสงแดดได้ง่าย หากไม่มีการดูแลต่อเนื่องจะส่งผลให้กลับมาเป็นฝ้าได้ง่ายและมากขึ้นกว่าเดิม
5.  กินยารักษาฝ้าทรานซามิน (Tranexamic acid)
     การกินยาชนิดนี้ ไม่ใช่เป็นยารักษาฝ้าโดยตรง แต่เป็นยาที่ใช้ในการห้ามเลือด ปัจจุบันยังไม่มีผลการศึกษาวิจัยชัดเจนว่าสามารถรักษาฝ้าได้จริง แต่ในทางกลับกัน มีรายงานผลเสียจากการใช้ยาทรานซามิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลของยาที่จะทำให้เลือดเกิดเป็นลิ่มเลือดในร่างกาย ทำให้เกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในสมองหรือปอด ส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้และยังส่งผลให้เกิดหลอดเลือดฝอยในตาอุดตันจนอาจเสี่ยงต่อการตาบอดได้

     แต่อย่างไรก็ตาม การรักษาฝ้าอย่างยั่งยืนที่สุดคือ ‘การรักษาฝ้าจากภายใน’ ด้วยวิธีการรักษาฝ้าแบบธรรมชาติ เป็นกระบวนการฟื้นฟูเซลล์ผิวให้แข็งแรง

แก้ไขปัญหาฝ้าด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ

1.  ลดเลือน
     เนื่องจากเซลล์ผิวที่อ่อนแอ จึงส่งผลให้เซลล์เม็ดสีมีการผลิตมากผิดปกติ และมีการรวมตัวเกาะกันเป็นหย่อมๆ จึงเห็นพื้นที่ของฝ้าอย่างชัดเจนนั้น ‘กระบวนการฟื้นฟูเซลล์ผิวจะมีส่วนช่วยให้ผิวแข็งแรงขึ้นจะลดเลือนฝ้าให้จางได้ โดยอาศัยบทบาทของการต่อต้านอนุมูลอิสระ’ ตัวการที่จะทำร้ายผิวนั้น ด้วยการเสริมสารต้านอนุมูลอิสระร่วมด้วย จะส่งผลให้เซลล์ผิวแข็งแรงได้เร็วขึ้น ทำให้เซลล์เม็ดสีมีการกระจายตัวสม่ำเสมอ ไม่เกาะกลุ่ม ทำให้สีผิวกระจ่างใสเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ด้วยบทบาทสารต้านอนุมูลอิสระที่ได้จากธรรมชาติ เช่น สารสกัดจากเปลือกสนมาริไทม์ฝรั่งเศส (French Maritime Pine)
2.  บำรุงผิว
     การเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับโครงสร้างหลักของผิวเพื่อให้เซลล์เกิดความสมดุลของการสร้างเม็ดสี เป็นการแก้ปัญหาอย่างถาวร ด้วยการช่วยบำรุงและฟื้นฟูเซลล์ผิวให้กลับมาแข็งแรงมากขึ้น เพิ่มการไหลเวียนเลือดและเส้นเลือดฝอยที่อยู่ใต้ชั้นผิวหนัง ทำให้เม็ดสีก็กระจายตัวได้สม่ำเสมอ มีสีผิวที่เรียบเนียน ไม่กระดำกระด่าง รอยฝ้าดูจางลง อีกทั้งยังขาวกระจ่างอย่างเป็นธรรมชาติและช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิวดูเต่งตึง ช่วยลดริ้วรอย โดยทั้งนี้สารสกัดจากธรรมชาติที่มีผลต่อการเพิ่มการไหลเวียนเลือดดังกล่าวนั้น ได้แก่ สารสกัดจากข้าว วิตามินซี วิตามินอี และสารสกัดจากเปลือกสนมาริไทม์ฝรั่งเศส
3.  ป้องกัน
     การป้องกันผิว เพื่อไม่ให้ผิวกลับมาเป็นฝ้าซ้ำอีก โดยการป้องกันรังสี UV จากแสงแดดที่เป็นตัวกระตุ้นให้เม็ดสีทำงานผิดปกติอีกครั้งได้ ดังนั้นการหลีกเลี่ยงแสงแดดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เช่น การทาครีมกันแดด เลือกใช้ครีมกันแดดที่มีประสิทธิภาพสูงอยู่เสมอเพื่อป้องกันรังสี UVA และ UVB นอกจากนี้การรับประทานสารอาหารที่มีส่วนช่วยป้องกันรังสี UV ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะช่วยปกป้องผิวได้เช่นกัน ได้แก่สารสกัดจากมะเขือเทศที่ให้สารสำคัญอย่างไลโคปีน และสาหร่ายดีซาลีน่าที่มีให้เบต้าแคโรทีน ซึ่งทำหน้าที่ช่วยปกป้องเซลล์ใต้ชั้นผิวหนังจากการถูกทำลายของรังสี UV ทำให้ผิวแข็งแรง ทนต่อแสงแดดได้มากขึ้นเพื่อลดโอกาสการเกิดฝ้าซ้ำ

     ณ ปัจจุบันมีการศึกษาแนวคิดใหม่สำหรับการรักษาฝ้าให้ปลอดภัยและไม่มีผลข้างเคียงคือ ‘การฟื้นฟูและบำรุงเซลล์ผิวให้แข็งแรงอยู่เสมอ’ ทั้งนี้สามารถดูแลผิวให้ห่างจากการเป็นฝ้าและป้องกันการเกิดฝ้าซ้ำได้ด้วยสารอาหารจากแบบธรรมชาติที่มีบทบาทเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และยังมีผลการศึกษายอมรับกันแพร่หลาย


ingredient-nature-heal-melasma


สารอาหารจากธรรมชาติที่มีบทบาทต่อการฟื้นฟูและปรับสมดุลเม็ดสี

1.  สารสกัดจากเปลือกสนมาริไทม์ฝรั่งเศส (French Maritime Pine  Bark)

  • สารต้านอนุมูลอิสระ เสริมสร้างความแข็งแรงของเซลล์ผิว
  • ปรับสมดุลการทำงานของเซลล์ผิวสร้างเม็ดสีเป็นปกติ
  • ลดการสร้างเม็ดสีที่ผิดปกติ
  • ช่วยกำจัดของเสียออกจากเซลล์ได้อย่างหมดจด
  • เพิ่มการไหลเวียนเลือดและเส้นเลือดฝอยใต้ชั้นผิว
  • จากผลการวิจัยทางการแพทย์ การรักษาฝ้าโดยใช้สารสกัดจากเปลือกสนฝรั่งเศส ชนิดรับประทาน 75mg/day พบว่าได้ผลดี ถึง 80%

2.  วิตามินซีและวิตามินอี (Vitamin C and E)

  • ชะลอความเสื่อมและเสริมความแข็งแรงของเซลล์ผิว
  • เสริมประสิทธิภาพการทำงานของสารสกัดจากเปลือกสนมาริไทม์ฝรั่งเศส
  • เพิ่มความแข็งแรงของเส้นเลือดฝอย นำพาเลือดไปเลี้ยงเซลล์ผิวได้ทั่วถึง

3.  สารสกัดจากข้าว (Lucent)

  • อุดมไปด้วยเซราไมด์ ที่มีคุณสมบัติช่วยอุ้มน้ำ เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวเต่งตึง มีน้ำมีนวล
  • ปรับสมดุลโครงสร้างของเซลล์ผิว
  • ผิวขาวกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ

4.  สารสกัดจากสาหร่ายดีซาลีน่า

  • อุดมไปด้วยสารกลุ่มคาร์โรทีนนอยด์และเบต้าแคโรทีน
  • ป้องกันผิวจากการถูกทำลายของรังสี UVA และ UVB
  • ช่วยให้ผิวแข็งแรง ทนต่อแสงแดดมากขึ้น
  • เสริมประสิทธิภาพการทำงานของสารสกัดจากเปลือกสนมาริไทม์ฝรั่งเศส

5.  สารสกัดจากมะเขือเทศ

  • อุดมไปด้วยสารไลโคพีน ช่วยป้องกันผิวจากการถูกทำลายของรังสี UVA และ UVB
  • ช่วยให้ผิวแข็งแรง ทนต่อแสงแดดมากขึ้น
  • เสริมประสิทธิภาพการทำงานของเบต้าแคโรทีน

     นอกจากการรักษาฝ้าให้จางลงแล้ว การป้องกันฝ้าไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญ สามารถเริ่มต้นที่ตัวเองได้ หลีกเลี่ยงแสงแดด ใช้ครีมกันแดด พักผ่อนให้เพียงพอ และผ่อนคลายความเครียด เพราะสิ่งเหล่านี้จะก่อให้เกิดอนุมูลอิสระในร่างกาย อย่างไรก็ตามควรหลีกเลี่ยงเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมทำลายผิวหน้า นอกจากนี้ควรรับประทานสารอาหารที่มีประโยชน์และจำเป็นต่อผิวให้ครบถ้วนอยู่เสมอเพื่อเป็นการดูแลจากภายใน เพราะการรักษาฝ้าแบบธรรมชาติปลอดภัยกับผิวและร่างกายของเรา...ด้วยความห่วงใยจาก MEGA We care

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก :

1.  https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/14/อันตรายของ-ครีมหน้าขาว-ที่ผสม-ไฮโดรควิโนน/

2.  https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/38/ทรานซามิน-transamin-กับผิวขาว-จริงหรือ/

3.  สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย, รักษาฝ้าอย่างไรให้จางลงและปลอดภัย (ออนไลน์), แหล่งที่มา : Medical Focus (หน้า 29-31) ปีที่ 1 ฉบับที่ 8 สิงหาคม 2552 .

4.  http://dst.or.th/Publicly/Articles/119.23.9/93yYTaibQX , ค้นเมื่อ 18 มิถุนายน 2564

5.  หน่วยคลังข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, คณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข แจ้งเตือนอันตรายจากการใช้ยา “tranexamic acid”, แหล่งที่มา : ข่าวประจำสัปดาห์ที่ 1 เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2551, ค้นเมื่อ 18 มิถุนายน 2564  

 

More-information-buttoncontact-specialist-for-information-button

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ นโยบายความเป็นส่วนตัวและคุกกี้