เทรนด์สุขภาพประจำเดือน สิงหาคม 2564

เทรนด์สุขภาพประจำเดือน สิงหาคม 2564

วัคซีนคือตัวช่วย พระเอกตัวจริงคือ ‘ภูมิคุ้มกัน’

     บางทีความเชื่อ สิ่งที่ได้เห็น หรือได้ยินมาก่อนหน้านี้ อาจจะต้องทำให้เรากลับมานั่งทบทวนความเข้าใจกันใหม่

     เมื่อข่าวกรอบเล็กๆ ของ Newyork Time ตีข่าวว่าพนักงานในสนามบินชางกีในประเทศสิงคโปร์ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์อินเดีย (B.1.617) 28 คน โดย 9 คนไม่ได้รับการฉีดวัคซีนใด ขณะที่อีก 19 คนได้รับการฉีดวัคซีนชนิด m-RNA ของไฟเซอร์และของโมเดอร์นา ครบถ้วนสองโดสแล้ว (ที่มา : www.nytimes.com/2021/05/14/world/asia/singapore-covid-restrictions.html )

     ข่าวนี้อาจจะเป็นข่าวชิ้นเล็กๆ ในสายตาคนทั่วไป แต่สำหรับคนในวงการวิจัยทางการแพทย์ นี่คือผลวิจัยแบบ Match case Control ซึ่งถูกออกแบบไว้อย่างดีแต่ทำแบบไม่ได้ตั้งใจ (เพราะเป็นเหตุการณ์จริง) คือกลุ่มคนอายุใกล้กัน อยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบเดียวกัน ทำงานแบบเดียวกัน ในสถานที่เดียวกัน ได้สัมผัสโรคเท่าๆ กัน โดยที่กลุ่มหนึ่งได้วัคซีนครบแล้ว อีกกลุ่มหนึ่งไม่ได้วัคซีนเลย แล้วมาพิจารณาดูว่ากลุ่มไหนจะติดโรคมากกว่ากัน

     ปรากฎว่าทั้งสองกลุ่มติดโรคไม่ต่างกัน ผมสรุปก็คืองานวิจัย (ที่ไม่ได้ตั้งใจ) ชิ้นนี้สรุปผลได้เลยว่าวัคซีน m-RNA อาจจะไม่มีประสิทธิภาพกับไวรัสโควิดสายพันธุ์อินเดีย ซึ่งผลวิจัยที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจชิ้นนี้ได้ทำลายความเชื่อเดิมของวงการแพทย์ทั่วโลกที่ว่า ‘การออกแบบวัคซีนที่ทำมาสามารถครอบคลุมการกลายพันธุ์ได้ไปแล้ว’ เว้นเสียแต่ว่าจะมีงานวิจัยที่ใหญ่และดีกว่านี้มาหักล้าง นั่นหมายความว่าไวรัสกลายพันธุ์ตัวใหม่ๆ จะดื้อวัคซีนชนิดเก่าๆ ดังนั้นวงการแพทย์ต้องเริ่มคินค้นวัคซีนใหม่มาสู้กันอีกรอบ โดยที่ระยะเวลาของแต่ละรอบนั้นสั้นมาก เพราะการระบาดของ COVID-19 เพิ่งจะมีมาแค่สองปีนี้เอง แต่ปรากฎว่ามีไวรัสกลายพันธุ์ระดับใหญ่ๆ ที่เรียกว่า Variants Of Concern ขึ้นมาสี่สายพันธุ์แล้ว คือพันธุ์อังกฤษ แอฟริกา บราซิล และอินเดียที่สายพันธุ์ล่าสุดที่แพร่ได้เร็วกว่า อาการรุนแรงกว่า และดื้อวัคซีน

เราอาจจะต้องคิดค้นวัคซีนกันใหม่?

     จากกรณีนี้ นพ. สันต์ ใจยอดศิลป์ ศัลยแพทย์หัวใจชื่อดังผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์ครอบครัว และผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพ Welness  We care Center  ได้ให้ความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า “อนาคตจากนี้ไปวงการแพทย์ก็ต้องทำงานกันหนักขึ้น ดิ้นรนสอบสวนควบคุมโรครอบใหม่ๆ กันต่อไป และต้องพยายามคิดค้นผลิตวัคซีนตัวใหม่ๆ ออกมารองรับกันต่อไป ซึ่งระหว่างนี้คนทั่วไปก็ต้องอาศัยวิธีที่สอนกันมาจนเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกคือ ใส่หน้ากาก เว้นระยะ ล้างมือ และเลือกฉีดวัคซีนที่มีอยู่ นอกจากนี้ต้องเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันโรคของตัวเอง (personal immunity improvement) ซึ่งวิธีสุดท้ายถือว่าเป็นทางไปทางเดียวที่เหลืออยู่อย่างแท้จริงของเผ่าพันธ์มนุษย์ ขณะที่การผลิตวัคซีนไล่ตามหลังไวรัสสายพันธ์ใหม่ยังตามกันไม่จบ ซึ่งไม่รู้ว่าจะต้องตามกันไปกี่ปี หรือนานแค่ไหนซึ่งไม่อาจรู้ได้ รู้แต่ว่าสงครามระหว่างคนกับไวรัส หากไม่เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันโรคของคนให้กลับมาทำงานได้เต็มกำลังตามที่ธรรมชาติให้มายังไงเชื้อไวรัสก็จะเป็นฝ่ายชนะ”

     การเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ตัวเองเป็นสิ่งที่ทุกคนทำเองได้ด้วยหลักการง่ายๆ ตามหลักวิทยาศาสตร์การแพทย์  เพื่อเน้นการใช้ชีวิตสมดุลและสร้างภูมิคุ้มกันตัวเองด้วยธรรมชาติคือ

  • ออกกำลังกายทุกวัน
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  • จัดการความเครียดให้จิตใจผ่อนคลาย
  • ลดการกินเนื้อสัตว์ กินอาหารที่มีผักและผลไม้ที่หลากหลายเป็นหลักในรูปแบบใกล้เคียงธรรมชาติ
  • เสริมวิตามินและเกลือแร่ที่มีผลต่อการสร้างภูมิคุ้มกัน เช่น วิตามินซี, วิตามินซี และแร่ธาตุเช่นสังกะสี

 

ขอบคุณข้อมูลจากส่วนหนึ่งของบทความที่เขียนโดย :

นพ. สันต์ ใจยอดศิลป์ ศัลยแพทย์หัวใจชื่อดังผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์ ครอบครัว และผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพ Welness We care Center

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ นโยบายความเป็นส่วนตัวและคุกกี้