เทรนด์สุขภาพประจำเดือนพฤศจิกายน 2564

เทรนด์สุขภาพประจำเดือนพฤศจิกายน 2564

‘หัวใจเต้นผิดจังหวะ’ คืออะไร?

     'หัวใจเต้นผิดจังหวะ' เป็นอาการของหัวใจเต้นไม่ปกติ เร็วไปหรือช้าไป ไม่สม่ำเสมอ ทำให้การสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงยังส่วนต่างๆ ของร่างกายทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร ซึ่งบางครั้งเสี่ยงการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว และหลอดเลือดสมองอุดตันเฉียบพลัน ส่วนใหญ่จะพบได้ในเพศชายมากกว่าเพศหญิง ในช่วงอายุ 70 ปีขึ้นไป

     'หัวใจเต้นผิดจังหวะ' จะส่งผลโดยตรงทำให้การสูบฉีดเลือดจากหัวใจไปยังส่วนต่างๆ ภายในร่างกายไม่เป็นปกติ และสูบฉีดได้แบบไม่ดีเท่าที่ควร นอกจากนี้ในผู้ที่มีอาการรุนแรงหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีก็มีความเสี่ยงในการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้แบบเฉียบพลัน สามารถแบ่งเป็น หัวใจเต้นช้าผิดปกติ หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ และหัวใจเต้นจังหวะไม่สม่ำเสมอ

สาเหตุของอาการ ‘หัวใจเต้นผิดจังหวะ’

     ‘หัวใจเต้นผิดจังหวะ’ สามารถเกิดขึ้นได้ 4 ลักษณะ (ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลสมิติเวช)

1.  เกิดจากหลอดเลือดหัวใจผิดปกติ และโรคที่เกี่ยวกับหัวใจ เช่น โรคไขมันในหลอดเลือดหัวใจ โรคทางกล้ามเนื้อหัวใจเยื่อหุ้มหัวใจ หลอดเลือดหัวใจตีบ และโรคความดันโลหิตสูง

2.  เกิดจากโรคอื่นที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิด เช่น โรคไทรอยด์เป็นพิษ หรือโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ซึ่งเกี่ยวข้องกับหัวใจ เช่น โรคถุงลมโป่งพอง

3.  เกิดจากการใช้สารเสพติด ยากระตุ้นบางประเภท เช่น ยาแอมเฟตามีน หรือยาลดน้ำหนักที่มีส่วนผสมของไซบูทรามีน นอกจากนี้การดื่มเครื่องดื่มบางชนิด เช่น ชาและกาแฟในปริมาณที่มากเกินไปก็มีผลทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะเช่นกัน

4.  เกิดจากความเครียด และความวิตกกังวล

5.  เกิดขึ้นได้เองโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือพันธุกรรม

สัญญาณอาการที่บอกว่า ‘หัวใจเต้นผิดจังหวะ’

     อาการของหัวใจเต้นผิดจังหวะสามารถแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ

1. หัวใจเต้นช้าผิดปกติ : โดยจะมีอัตราการเต้นของหัวใจต่ำกว่า 60 ครั้งต่อนาที ส่งผลให้รู้สึกมึนงง ใจหวิว วูบ อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย และความดันโลหิตต่ำ หากเป็นรุนแรงมีโอกาสที่จะหมดสติ

2.  หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ : มีอัตราการเต้นของหัวใจมากกว่า 60 ครั้งต่อนาที หากอาการไม่รุนแรงจะรู้สึกเหนื่อยง่าย เพราะหัวใจเต้นเร็วเท่านั้น แต่หากมีอาการรุนแรงจะรู้สึกเจ็บหน้าอก หน้ามืด ความดันโลหิตต่ำ เสี่ยงกับหัวใจวายและเสียชีวิตโดยเฉียบพลัน ซึ่งหากมีอาการดังกล่าวต้องรีบไปโรงพยาบาลโดยด่วนที่สุด

     สรุปได้ว่าสัญญาณอาการของภาวะ ‘หัวใจเต้นผิดจังหวะ’ ทั้งแบบเต้นช้าและเต้นเร็วที่คล้ายกันก็คือ รู้สึกใจสั่นผิดปกติ วูบ หน้ามืดคล้ายจะเป็นลม จุกแน่นขึ้นคอ ลิ้นปี เจ็บแน่นหน้าอก รู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีแรง แต่ผู้ที่มีอาการรุนแรงจะเสี่ยงหมดสติ หัวใจวาย และเสียชีวิตเฉียบพลัน

วิธีดูแลสุขภาพหัวใจเพื่อป้องกัน ‘หัวใจเต้นผิดจังหวะ’

     วิธีการรักษาในปัจจุบันสามารถทำได้ในหลายวิธี เช่น การใช้ยาเพื่อควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ การใช้คลื่นไฟฟ้าเพื่อกระตุ้นหัวใจ การฝังเครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจ ต้องรักษาและอยู่ในการดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แต่วิธีป้องกันการเกิดภาวะ ‘หัวใจเต้นผิดจังหวะ’ โดยการดูแลสุขภาพหัวใจให้แข็งแรงตั้งแต่เริ่มต้น สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยหลักปฏิบัติดังนี้

1.  ออกกำลังกายเป็นประจำ
     พยายามหาเวลาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน สัปดาห์ละ 3-5 วัน เพราะการออกกำลังกายเป็นประจำ ด้วยการวิ่ง ปั่นจักรยาน หรือเดินเร็วจะช่วยให้กล้ามเนื้อปอด และหัวใจแข็งแรง แต่การออกกำลังกายไม่จำเป็นต้องหักโหม  หรือเล่นกีฬาหนักๆ จนเกิดอาการเหนื่อยหอบจนเกินไป เพราะเพียงแค่การเคลื่อนไหวร่างกายต่อเนื่องเป็นประจำ
ให้เหงื่อออก ให้เลือดได้ไหลเวียนสูบฉีด และให้หัวใจได้เต้นแรงขึ้นก็สามารถมีหัวใจที่แข็งแรง และลดปัจจัยเสี่ยงสำหรับการเกิดโรคหัวใจได้

2.  ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
     การรับประทานที่มีประโยชน์ ถือเป็นพื้นฐานของการมีสุขภาพดี และดูแลความแข็งแรงในอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย ดังนั้นในแต่ละวันจึงจำเป็นจะต้องได้รับสารอาหารที่สำคัญผ่านอาหารแต่ละมื้อให้ครบถ้วน ทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน (ชนิดดี) วิตามิน แร่ธาตุ และเกลือแร่ให้ได้อย่างเพียงพอ

3.  งดรับประทานอาหารหวาน มัน เค็ม และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์ในการกระตุ้นหัวใจ
     ‘หวาน มัน เค็ม’ อาหาร 3 ประเภทนี้ ถือเป็นสิ่งที่ต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานเข้าสู่ร่างกาย เพราะมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคต่างๆ นอกจากนี้การดื่มเครื่องดื่มประเภทชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำในปริมาณมาก ย่อมจะส่งผลโดยตรงกับการเต้นของหัวใจ เพราะเครื่องดื่มประเภทนี้จะมีฤทธิ์โดยตรงในการกระตุ้นให้หัวใจสูบฉีดเลือดมากกว่าปกติ

4.  ตรวจสุขภาพหัวใจเป็นประจำ
     การตรวจสุขภาพหัวใจอย่างน้อยปีละครั้ง ถือเป็นเรื่องสำคัญมากๆ เพราะหากพบความผิดปกติภายในร่างกายจะได้ทำการรักษาได้ทันท่วงที โดยการตรวจสุขภาพหัวใจในปัจจุบันก็สามารถทำได้ เช่น การตรวจคลื่นหัวใจหาความผิดปกติต่างๆ การตรวจความแข็งแรงของหัวใจขณะออกกำลังกาย (exercise stress test; EST) การตรวจคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (echocardiogram) หรือการตรวจระบบการนำไฟฟ้าภายในหัวใจ (cardiac electrophysiology study)

5.  รับประทานวิตามินเสริม
     ในปัจจุบันความนิยมในการรับประทานวิตามินเพื่อเสริมสุขภาพในด้านต่างๆ เป็นที่นิยมมากยิ่งขึ้น การดูแลหัวใจก็เช่นเดียวกัน แพทยผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศระบุว่า สารอาหารบางอย่างสามารถช่วยให้สุขภาพหัวใจแข็งแรงขึ้นได้ รวมทั้งลดโอกาสในการเป็นโรคต่างๆ เกี่ยวกับหัวใจได้เช่นกัน  

     ไม่ว่าจะเป็น Omega-3 ในน้ำมันปลา โดยสมาคมโรคหัวใจ ประเทศสหรัฐอเมริกา (The American Heart Association)รวมทั้งการศึกษาในต่างประเทศพบว่า กรดไขมันชนิดนี้ มีส่วนช่วยลดไขมันไตรกลีเซอไรด์ ช่วยเพิ่มไขมันคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL-Cholesterol) นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยลดความดันโลหิตสูงได้

     นอกจากนี้ยังมี 'โคเอนไซม์ คิวเทน' (Coenzyme Q10) ที่มีความสำคัญในการสร้างพลังงานพื้นฐานของเซลล์ ทำให้เนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ ของร่างกายทำงานเป็นปกติ พบมากในอวัยวะที่ต้องการพลังงานสูง โดยเฉพาะหัวใจ หากขาดโคเอนไซม์ คิวเทน จะทำให้ร่างกายขาดพลังงานไปอย่างมาก ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจลดลง และ ‘โคเอนไซม์ คิวเทน’ (Coenzyme Q10) ยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องและชะลอการเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย จึงมีการนำมาใช้ เพื่อประโยชน์ต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคหัวใจคั่งเลือด (Congestive Heart Failure) อาการเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือด (Angina Pectoris) ความดันโลหิตสูง โดยพบว่าช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจทำงานดีขึ้น


ขอบคุณข้อมูลจาก :

1.  โรงพยาบาลกรุงเทพฯ https://www.bangkokhearthospital.com/content/what-causes-irregular-heartbeat
2.  โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ https://www.siphhospital.com/th/news/article/share/arrhythmia
3.  โรงพยาบาลสมิติเวช https://www.rajavithi.go.th/rj/?p=4626

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ นโยบายความเป็นส่วนตัวและคุกกี้