ทำอย่างไรให้เด็กเปิดเทอมอย่างปลอดภัย แม้ยังไม่มีวัคซีนโควิด-19

ทำอย่างไรให้เด็กเปิดเทอมอย่างปลอดภัย แม้ยังไม่มีวัคซีนโควิด-19

     คงปฏิเสธไม่ได้ว่า “การเรียนออนไลน์ ไม่ได้เหมาะสำหรับเด็กเล็ก” แต่จะทำอย่างไรให้เด็กเล็กเปิดเทอมได้อย่างปลอดภัย ไม่ต้องกังวลเรื่องการติดเชื้อ แม้จะยังไม่มีและไม่ได้รับการฉีดวัคซีนโควิด-19!!

     การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของทุกคนบนโลก ไม่เว้นแม้แต่เด็กๆในวัยเรียน เพื่อป้องกันการติดเชื้อทำให้เด็กในวัยเรียนต้องปรับตัวด้วยการเรียนออนไลน์อยู่ที่บ้าน ห่างหายจากการไปโรงเรียน ไม่ได้เล่นสนุกกับเพื่อนๆ ทำให้เด็กหลายคนเกิดความเครียด ต้องสูญเสียการเรียนรู้ทักษะตามวัยหลายอย่างไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งทักษะทางวิชาการ ทักษะทางสังคมและทางอารมณ์ จากข้อมูลพบว่าการเรียนออนไลน์ของเด็กระดับอนุบาลและประถม แทบจะไม่ได้ผลหรือได้ผลเพียงแค่ 10-20% เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมาก ผู้เชี่ยวชาญยอมรับว่าเด็กแทบจะไม่ได้เรียนรู้อะไรเลยจากการเรียนออนไลน์ และด้วยเหตุผลนี้เองทำให้ทุกฝ่ายพยายามเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ เพื่อให้กลับมาเปิดเทอมตามปกติได้เร็วที่สุด แม้จะทราบดีว่าการเปิดเทอมนั้นมีความเสี่ยงต่อการระบาดของโควิด-19 ได้ แต่สำหรับเด็กๆแล้วก็ถือว่าการเรียนแบบออนไซค์ (On site) ดีกว่าการเรียนแบบออนไลน์ (Online)

     เพื่อเตรียมความพร้อมรับเปิดเทอมจึงได้มีการเร่งฉีดวัคซีนโควิดให้กับเด็กนักเรียนอายุ 12-18 ปี คำถาม คือ แล้วเด็กนักเรียนที่อายุน้อยกว่า 12 ปี ซึ่งก็มีความเสี่ยงติดเชื้อไม่น้อยกว่าเด็กโต แต่ไม่สามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิดได้ ควรเตรียมความพร้อมด้านสุขภาพอย่างไรสำหรับการเปิดเทอม? มีวัคซีนโควิดสำหรับเด็กเล็กแล้วหรือยัง? แล้วจะอันตรายแค่ไหนหากเด็กเล็กติดเชื้อโควิด? เพื่อความสบายใจของพ่อแม่ผู้ปกครอง บทความนี้จาก MEGA We care มีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับวิธีดูแลสุขภาพลูกน้อย เมื่อยังไม่มีวัคซีนโควิด-19 สำหรับเด็กเล็ก รวมถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องอื่นๆ มาบอกกัน

        สนใจหัวข้อไหนคลิก...

        มีวัคซีนโควิด-19 สำหรับเด็กเล็กแล้วหรือยัง?

        ทำไมการติดเชื้อโควิด-19 ในเด็กเล็กจึงน่ากลัว?

        ดูแลสุขภาพลูกน้อยอย่างไร เมื่อยังไม่มีวัคซีนโควิด-19?

        สารอาหารใดบ้างที่จำเป็นต่อสุขภาพของเด็กเล็ก?

        ทำไมวิตามินเสริมอาหารจึงจะเป็นสำหรับเด็ก?

มีวัคซีนโควิด-19 สำหรับเด็กเล็กแล้วหรือยัง?

     เปิดเทอมแล้วพ่อแม่ผู้ปกครองเกือบทุกคนคงกำลังกังวลใจเกี่ยวกับเรื่องวัคซีนโควิด-19 สำหรับลูกที่ยังอยู่ในวัยเรียน โดยเฉพาะเด็กเล็กที่อายุน้อยกว่า 12 ปี และหากถามว่าทำไมเด็กเล็กจึงยังฉีดโควิดไม่ได้? คำตอบคือ ตอนนี้ยังไม่มีวัคซีนโควิด-19 ที่เหมาะสมกับการฉีดให้กับเด็กเล็ก เนื่องจากเป็นเชื้อไวรัสที่ใหม่มากต้องใช้เวลาในการคิดค้นพัฒนาเพื่อให้ได้วัคซีนที่มีคุณภาพ คือต้องสามารถลดความรุนแรงของโรคได้ ที่สำคัญต้องมีความปลอดภัยสำหรับการฉีดให้เด็กเล็ก ซึ่งวัคซีนโควิด-19 ที่ถูกพัฒนาขึ้นในปัจจุบัน ยังเป็นการทดลองในระยะสั้น และยังไม่มีผลการวิจัยที่รองรับมาตรฐานมากเพียงพอ สำหรับการฉีดให้กับเด็กเล็ก

ทำไมการติดเชื้อโควิด-19 ในเด็กเล็กจึงน่ากลัว?

     จากข้อมูลทางสถิติพบว่า จำนวนเด็กที่ติดเชื้อโควิด คิดเป็น 11% ของจำนวนคนที่เป็นโควิดทั้งหมด (อ้างอิงจากรายงานของ CDC ประเทศอเมริกา) และมีเด็กจำนวนไม่มากนักที่ติดเชื้อโควิดแล้วจะมีอาการรุนแรง โดยอาการที่พบในเด็กที่ติดเชื้อส่วนใหญ่ คือ มีไข้ ไอ เจ็บคอ จาม ท้องเสีย อาเจียน ขณะที่เด็กบางรายก็แทบจะไม่แสดงอาการใดๆ แต่ก็ใช่ว่าเด็กทุกคนจะโชคดี เพราะเด็กบางกลุ่มก็มีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะมีอาการรุนแรง ได้แก่ เด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี, เด็กที่คลอดก่อนกำหนด, เด็กที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน รวมถึงเด็กที่มีโรคปอดเรื้อรังหรือโรคประจำตัวอื่นๆ

     และแม้จำนวนเด็กเล็กที่ติดเชื้อและป่วยด้วยโควิด-19 จะมีไม่มากนัก แต่ก็ยังน่าเป็นห่วงหากไม่มีผู้ปกครองเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด อีกทั้งหากเด็กได้รับเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายแล้ว ยังสามารถแพร่เชื้อให้คนอื่นที่อยู่รอบตัวได้ ซึ่งจะเป็นอันตรายสำหรับกลุ่มผู้ที่มีโรคประจำตัว รวมถึงผู้สูงอายุที่หากติดเชื้อหรือป่วยแล้วจะมีอาการรุนแรงหรืออาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

ดูแลสุขภาพลูกน้อยอย่างไร เมื่อยังไม่มีวัคซีนโควิด-19?

        ให้เด็กพักผ่อนอย่างเพียงพอ แนะนำว่าควรเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ หรือไม่ควรนอนดึกเกิน 3 ทุ่ม เพราะการนอนดึกส่งผลเสียต่อระบบภูมิคุ้มกัน
        ควรเน้นย้ำกับเด็กๆ ว่าขณะอยู่ที่โรงเรียน ให้ใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา ล้างมือบ่อยๆ และไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับคนอื่นๆ
        ควรเน้นย้ำกับเด็กๆ ว่าเมื่อออกนอกบ้านให้เว้นระยะห่างกับคนอื่นๆ และหลีกเลี่ยงการไปเล่นหรือคลุกคลีกับเด็กคนอื่นๆ
        ผู้ปกครองควรหลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ หรือสถานที่ที่มีผู้คนแออัด
        เสริมภูมิคุ้มกันให้เด็กๆ จากภายใน คือ ควรให้เด็กกินอาหารที่มีประโยชน์ครบทั้ง 5 หมู่ ในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย กินอาหารที่หลากหลายเพื่อให้ได้สารอาหารที่จำเป็นอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะอาหารที่ให้ช่วยกระตุ้นพัฒนาการ และช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้กับเด็กได้
 

สารอาหารใดบ้างที่จำเป็นต่อสุขภาพของเด็กเล็ก?

     พ่อแม่ผู้ปกครองควรพิถีพิถันในการเลือกอาหารสำหรับเด็กวัยเรียนเป็นพิเศษ เพื่อให้เขาเติบโตได้อย่างสมวัย มีพลังกายและพลังสมองพร้อมที่จะเปิดรับการเรียนรู้ใหม่ๆในห้องเรียน โดยเฉพาะในยุคที่เต็มไปด้วยโรคระบาดเช่นนี้ ควรเลือกอาหารที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้กับเด็กๆได้ สำหรับสารอาหารที่จำเป็นสำหรับเด็กวัยเรียน มีดังนี้

        ดีเอชเอ (DHA) เป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ในด้านการบำรุงสมองสำหรับเด็กเล็กไปจนถึงเด็กโต เพราะเป็นกรดไขมัน โอเมก้า-3 ชนิดหนึ่ง ที่จำเป็นต่อร่างกาย หากสมองมีสารอาหาร ดีเอชเอ (DHA) ที่มากพอจะช่วยเสริมพัฒนาการทางสมอง และสายตาให้เด็ก ป้องกันโรคสมาธิสั้น ทำให้เด็กๆจดจ่อกับสิ่งที่ทำได้มากขึ้น จึงส่งผลดีต่อพัฒนาด้านการเรียนรู้ และอีกหนึ่งบทบาทที่สำคัญของ ดีเอชเอ (DHA) คือ ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย โดยกรดไขมันดีเอชเอ จะช่วยในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงขึ้น โดยช่วยให้การดักจับเชื้อโรคของเซลล์เม็ดลือดขาวดีขึ้น รวมถึงช่วยลดการอักเสบของร่างกาย ถ้าหากมีการติดเชื้อเกิดขึ้นได้ ทำให้ป้องกันการเกิดโรคต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง (อ่านข้อมูลเพิ่มเติมคลิกที่นี่) 

        วิตามินซี (Vitamin C) ได้รับการยอมรับและยกย่องว่าเป็นวิตามินที่จำเป็นที่สุดชนิดหนึ่ง มีประโยชน์ในการช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ทำให้ไม่ป่วยบ่อย มีส่วนช่วยให้เม็ดเลือดขาวแข็งแรงขึ้น ทำให้ร่างกายสามารถต่อสู้และกำจัดเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เนื่องจากร่างกายของเราไม่สามารถสังเคราะห์วิตามินซีขึ้นเองได้ จำเป็นต้องได้รับเข้าสู่ร่างกายจากการกินผักผลไม้และอาหารที่มีวิตามินซีสูง ที่สำคัญคือต้องกินให้ได้ในปริมาณที่มากเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย (อ่านข้อมูลเพิ่มเติมคลิกที่นี่) 

        วิตามินสำหรับเด็กวัยเรียนโดยเฉพาะ เป็นอีกทางเลือกที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ เพราะมีวิตามินและสารอาหารที่จำเป็นอย่างครบถ้วน โดยมีทั้ง ลูทีน แคโรทีนอยด์ ตัวช่วยเพื่อการบำรุงดวงตา มีเลซิติน ดีเอชเอ วิตามินบี ซึ่งเป็นตัวช่วยเพื่อการบำรุงสมอง รวมทั้งมีวิตามินซี แร่ธาตุสังกะสี เหล็ก ตัวช่วยเสริมภูมิคุ้มกันร่างกายและมีส่วนช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกายด้วย (อ่านข้อมูลเพิ่มเติมคลิกที่นี่) 

ทำไมวิตามินเสริมอาหารจึงจะเป็นสำหรับเด็ก?

     เด็กเล็กไปจนถึงเด็กโตที่อยู่ในวัยเรียน เป็นช่วงวัยที่ต้องการสารอาหารที่จำเป็นอย่างครบถ้วนในปริมาณที่เพียงพอ เพื่อบำรุงร่างกายในทุกส่วน และเพื่อช่วยเสริมความแข็งแรงของสุขภาพโดยรวม แต่เนื่องจากเด็กวัยนี้ส่วนใหญ่มักชอบกินอาหารฟาสต์ฟู๊ด กินผักผลไม้น้อย ทำให้ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอต่อร่างกาย ส่งผลให้มีสารอาหารไปหล่อเลี้ยงร่ายกายไม่พอ ทำให้ป่วยง่าย ป่วยบ่อย เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคต่างๆได้ง่าย ด้วยเหตุนี้เองพ่อแม่ผู้ปกครองที่พิถีพิถันในการเลือกอาหารที่มีประโยชน์ จึงเลือกเสริมความแข็งแรงให้กับร่างกายของลูกด้วยวิตามินเสริมอาหารจากแบรนด์ที่เชื่อถือได้ มีมาตรฐานการผลิตที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

ด้วยความห่วงใยจาก_ MEGA We care

 

More-information-buttoncontact-specialist-for-information-button

ขอบคุณข้อมูลจาก

1. www.ecdc.europa.eu/en/publications-data/children-and-school-settings-covid-19-transmission
2. www.bbc.com/thai/international-59115806
3. www.thairath.co.th/scoop/theissue/2194475
4. www.virajsilp.com/วัคซีนโควิด-19-สำหรับเด็ก/

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ นโยบายความเป็นส่วนตัวและคุกกี้