10 ประโยชน์ของน้ำปลาคุณค่าจากท้องทะเลสู่สุขภาพของมนุษย์

10 ประโยชน์ของน้ำปลาคุณค่าจากท้องทะเลสู่สุขภาพของมนุษย์

     น้ำมันปลา (Fish Oil) คือ น้ำมันที่ได้จากกระบวนการสกัดเอาน้ำมันออกมาจากส่วนต่างๆ ของปลา เช่น เนื้อปลา หนังปลา หางปลา หัวปลา โดยปลาทะเลที่นำมาสกัดจะเป็นปลาที่อยู่ในทะเลน้ำลึกของเขตประเทศหนาวเย็น เช่น ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน และฟินแลนด์ ซึ่งปลาในแถบนั้นจะให้กรดไขมัน Omega-3 ในปริมาณที่มากกว่าและเข้นข้นกว่าปลาน้ำจืด โดยปลาที่นิยมนำมาสกัดเพื่อนำมาทำเป็นน้ำมันปลา (Fish Oil) อย่างเช่น ปลาแองโชวี่ ปลาแมคเคอเรล หรือปลาทูน่า ซึ่งปลาทั้ง 3 ประเภทนี้จะมีไขมันกลุ่ม Omega-3  สูงถึง 1-4 กรัม ต่อเนื้อปลา 100 กรัม

     ในกรดไขมัน Omega-3 ประกอบด้วยกรดไขมันสำคัญ 2 ชนิด ก็คือ EPA และ DHA โดยมีจากการศึกษาผลวิจัยทางการแพทย์มากมายสรุปอย่างชัดเจนว่าน้ำมันปลา (Fish Oil) มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่าง เช่น มีส่วนช่วยลดความดันโลหิตสูง ลดไขมันคอเลสเตอรอลชนิดร้าย (LDL-Cholesterol) และลดโอกาสการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ สมองอุดตัน นอกจากนี้ยังช่วยบำรุงสมองและหัวใจ จึงทำให้มีการคาดการณ์ว่าตลาดความนิยมในการซื้อน้ำมันปลา (Fish Oil) มาบริโภคทั่วโลกคาดว่าจะมีมูลค่าสูงมหาศาลถึง 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2569 ซึ่งหากพิจารณาจากความนิยมนี้สามารถสรุปได้ว่าน้ำมันปลา (Fish Oil) สร้างความเชื่อมั่นได้ว่าสามารถช่วยเรื่องสุขภาพของมนุษย์ได้จริง

 

10 ประโยชน์สูงสุดจากน้ำมันปลาสู่ร่างกายของมนุษย์

     จากผลการวิจัยทางการแพทย์ทั้งในและต่างประเทศที่ทำการศึกษากันมาเป็นระยะเวลาหลายสิบปี ยืนยันตรงกันว่า น้ำมันปลา (Fish Oil) ถือเป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับสุขภาพมนุษย์สามารถช่วยป้องกันการเกิดโรค บรรเทาความผิดปกติของระบบต่างๆ ในร่างกาย และบำรุงอวัยวะสำคัญได้   
1.  ประโยชน์ต่อระบบหัวใจและสมอง
     น้ำมันปลา (Fish Oil) มีส่วนช่วยยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือดและลดไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือด จึงช่วยป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงส่วนต่างๆ โดยเฉพาะหัวใจและสมอง นอกจากนี้น้ำมันปลา (Fish Oil) ยังใช้ป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) และการอุดตันของหลอดเลือดแดง อาการเจ็บแน่นหน้าอก หัวใจเต้นผิดจังหวะ รวมถึงคนที่ได้รับการผ่าตัดบายพาสเส้นเลือดหัวใจ หัวใจเต้นเร็ว และป้องกันลิ่มเลือดอุดตัน ก็สามารถเลือกรับประทานได้อย่างปลอดภัย

2.  ประโยชน์เกี่ยวกับความดันโลหิตของร่างกาย
     เนื่องจากกรดไขมัน Omega-3 ในน้ำมันปลา (Fish Oil) มีส่วนช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวจึงส่งผลทำให้ระบบการไหลเวียนของเลือดภายในร่างกายดีขึ้น ส่งผลต่อการลดลงของความดันโลหิตสูง แต่ก็มีหลายคนสงสัยว่าแล้วแบบนี้น้ำมันปลา (Fish Oil) จะเป็นสาเหตุทำให้ผู้ที่มีความดันโลหิตปกติกลายเป็นผู้ที่ความดันโลหิตต่ำหรือไม่ ซึ่งก็มีคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญสรุปว่าไม่มีผลวิจัยชิ้นใดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันระบุว่าน้ำมันปลา (Fish Oil) คือ ไม่มีผลลดความดันในผู้ที่มีความดันโลหิตปกติ ดังนั้นผู้ที่มีความดันโลหิตปกติสามารถรับประทานน้ำมันปลา (Fish Oil) ได้อย่างปลอดภัย

3.  ช่วยลดระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือด
     น้ำมันปลา (Fish Oil) เป็นสารอาหารจำเป็นที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง เพราะจากผลวิจัยทางการแพทย์ระบุไว้ว่า Omega-3 ในน้ำมันปลา (Fish Oil) สามารถช่วยลดไขมันไตร์กลีเซอไรด์ ลงได้ 20-50% เทียบเท่ากับการรับประทานยาลดไขมันไตรกลีเซอไรด์ และที่สำคัญคือ ปลอดภัย ไม่มีผลข้างเคียงต่อร่างกายเหมือนยา สามารถใช้ร่วมกับยาในการลดระดับไขมันไตร์กลีเซอไรด์ในผู้ที่มีไขมันในเลือดสูงมากๆ ได้

4.  ลดปัญหาอาการข้ออักเสบรูมาตอยด์
     หนึ่งในประโยชน์ที่สำคัญของกรดไขมัน Omega-3 ในน้ำมันปลา (Fish Oil) ก็คือ มีคุณสมบัติพิเศษที่สามารถช่วยลดอาการอักเสบปวด บวม อาการตึงแน่น ในผู้ที่มีอาการข้ออักเสบรูมาตอยด์ เนื่องจากคุณสมบัติของ EPA ที่มีอยู่ในน้ำมันปลา (Fish Oil) จะไปช่วยลดสารที่ก่อให้เกิดอาการอักเสบ ปวด บวมข้อ นอกจากนั้นยังช่วยเพิ่มการสร้างสารที่มีคุณสมบัติทำให้อาการอักเสบต่างๆ ของข้อลดลงได้

5.  ช่วยเสริมการทำงานของเซลล์สมอง
     น้ำมันปลา (Fish Oil) นอกจากจะบำรุงสมองแล้ว ยังสามารถช่วยป้องกันสมองเสื่อม การรับประทานน้ำมันปลาจะมีส่วนป้องกันสมองเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์ได้ เพราะ DHA จากกรดไขมัน Omega-3 ในน้ำมันปลา (Fish Oil) ช่วยเพิ่มสารที่ไปยับยั้งการสร้างเส้นใยบางชนิดในสมอง อันเป็นตัวการไปทำลายเซลล์สมองส่วนความจำได้

6.  ช่วยป้องกันปัญหาภาวะซึมเศร้า
     โรคซึมเศร้า (Depression) ถือเป็นโรคที่ได้รับการพูดถึงมาตลอดในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งน้ำมันปลา (Fish Oil) ก็คือสารอาหารที่ช่วยป้องกันโรคนี้ได้เช่นกัน จากผลการวิจัยพบว่าผู้ที่บริโภคปลาเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง จะมีอัตราการเป็นโรคซึมเศร้าลดต่ำลง เพราะสมดุลของกรดไขมันในร่างกายมีผลต่อการเกิดโรคซึมเศร้าได้เช่นกัน และจากการวิจัยในครั้งนี้ยังพบอีกว่า คนที่มีระดับกรดไขมัน Omega-3 ต่ำ แต่กลับมีระดับกรดไขมัน Omega-6 สูง จะมีโอกาสเกิดภาวะซึมเศร้ามากกว่าปกติ

7.  ลดความเสี่ยงการเป็นโรคเบาหวาน
     นักวิจัยพบว่ากรดไขมัน EPA ในน้ำมันปลา (Fish Oil) จะมีส่วนช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีประโยชน์อื่นต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน ซึ่งบางครั้งพบว่าผู้ป่วยโรคเบาหวาน มักจะพบระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงร่วมด้วย ซึ่งน้ำมันปลา (Fish Oil) มีส่วนช่วยลดระดับของไขมันชนิดนี้ได้

8.  ลดอาการปวดศีรษะไมเกรน
     กรดไขมัน Omega-3 ในน้ำมันปลา (Fish Oil) จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของพรอสตาแกลนดิน และลดการหลั่งสารซีโลโทนิน ทำให้การเกาะตัวของหลอดเลือดลดลงในระยะที่มีการบีบตัวของหลอดเลือดในสมอง จึงอาจช่วยลดอาการปวดไมเกรนได้

9.  ช่วยบรรเทาอาการหอบหืด
     การรับประทานน้ำมันปลาจะช่วยลดสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบ และสารสำคัญที่ทำให้เกิดอาการหอบหืด ดังนั้นการรับประทานน้ำมันปลา (Fish Oil) อย่างต่อเนื่อง จะมีส่วนช่วยบรรเทาอาการหอบหืดได้เช่นกัน

10.  แก้ปัญหาโรคผิวหนังบางชนิดได้
     การรับประทานปลาที่มีกรดไขมันจำเป็นอย่าง Omega-3 มากเพียงพอ อาจจะช่วยบรรเทาอาการของโรคผิวหนังได้ เช่น สะเก็ดเงิน โรคเรื้อนกวาง โดยลดอาการคัน ทำให้ผื่นแดงน้อยลง มีบทความชิ้นหนึ่งที่ถูกตีพิมพ์เมื่อปี 2018 ใน Marine Drugs วารสารชื่อดังเกี่ยวกับการวิเคราะห์และพัฒนาสารอาหารทางทะเลของประเทศนิวซีแลนด์ โดยในบทความชิ้นนั้นได้กล่าวสรุปว่า มีข้อมูลที่เชื่อถือได้แน่นอนว่า Omega-3 ในน้ำมันปลา (Fish Oil) สามารถช่วยดูแลสุขภาพโดยรวมของผิวหนังได้ ไม่ว่าจะเป็นรักษาสภาวะสมดุล ยับยั้งการอักเสบของผิวหนังอันเนื่องมาจากสาเหตุของแสงยูวี และมีส่วนช่วยเรื่องการสมานผิวได้

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

1.  https://hd.co.th/supplement-fish-oil

2.  www.medicalnewstoday.com/articles/fish-oil-for-skin

3.  www.megawecare.co.th/content/5219/the-best-benefits-fish-oil-for-your-health

4.  www.webmd.com/hypertension-high-blood-pressure/guide/omega-3-fish-oil-supplements-for-high-blood-pressure

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ นโยบายความเป็นส่วนตัวและคุกกี้