วิตามินต้านสิว เปลี่ยนหน้าเสียให้เป็นหน้าใส

วิตามินต้านสิว เปลี่ยนหน้าเสียให้เป็นหน้าใส

ปัญหาผิวอันดับหนึ่งคือ... เรื่องสิว

     สารพันปัญหาผิวหน้าที่ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายต้องเจอตั้งแต่วัยรุ่นก็คือ สิว (Acne) โดยปัญหาสิว ถือเป็นปัญหาโรคผิวหนังที่พบบ่อยมากที่สุด บางคนเป็นๆ หายๆ แต่บางคนเป็นเรื้อรัง หรืออักเสบบ่อยครั้ง ซึ่งก็สร้างความรำคาญใจ และลดทอนความมั่นใจให้น้อยลง

ปัญหาสิวเกิดจากอะไร?

     ต้นเหตุปัญหาของสิวที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสรุปมาเกิดได้จาก 4 สาเหตุสำคัญด้วยกัน คือ

1.  ปัญหาการอุดตันของต่อมไขมันและรูขุมขน
     ความไม่สมดุลของฮอร์โมนเพศคือสาเหตุที่ทำให้เกิดการอุดตันของต่อมไขมันและรูขุมขน ทำให้ฮอร์โมนแอนโดรเจน จะไปกระตุ้นการสร้างผิวชั้นนอก และไปกระตุ้นการทำงานของต่อมไขมันให้สร้างไขมันและขับออกมามากผิดปกติ จนทำให้เกิดการอุดตันของต่อมไขมันที่เรียกว่า คอมมิโดน (comedone) และเมื่อต่อมไขมันที่อุดตันมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นจะเห็นเป็นเม็ดเล็กๆ เรียกว่า 'สิวหัวขาว' หรือสิวหัวปิด แต่เมื่ออากาศผ่านเข้าสู่หัวสิวจนทำปฏิกิริยากันจะกลายเป็น 'สิวหัวดำ' หรือสิวหัวเปิด

2.  ปัญหาต่อมไขมันผลิตไขมันมากผิดปกติ
     สาเหตุหลักของปัญหาสิวในเพศชายมักเกิดจากเนื่องจากฮอร์โมนเพศในร่างกายที่มีแตกต่างกัน โดยเฉพาะฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (Testosterone) ที่มีมากเกินไปจะส่งผลทำให้ต่อมไขมันขยายใหญ่และหลั่งน้ำมันออกมามากขึ้น

3.  ปัญหาการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย
     สิวที่เกิดการอุดตัน ถ้ามีการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น  Propionibacterium acne (P.acne) จะทำให้เชื้อแบคทีเรียในรูขุมขนมีเพิ่มขึ้นจำนวนมาก และแบคทีเรียเหล่านี้จะย่อยสลายไขมันเปลี่ยนเป็นกรดไขมันส่งผลให้ผิวหน้าเกิดอาการระคายเคือง เป็นตุ่มนูนแดง หรือเป็นหนองเกิดการอักเสบในที่สุดเรียกว่า 'สิวอักเสบ'

4.  ปัญหาการรับประทานอาหารบางชนิด ขาดสารอาหาร และอื่นๆ            
     แต่ไม่ว่าจะเป็นสิวประเภทใด สิ่งหนึ่งในชีวิตประจำวันที่เป็นสาเหตุของการเกิดสิวได้ นั่นก็คืออาหารที่รับประทานเข้าไปในแต่ละวัน เพราะอาหารบางประเภทที่มีไขมันสูง เช่น เค้ก นม เนย คุกกี้ กะทิ อาหารทอด ช่วยกระตุ้นการเกิดสิวได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ความเครียด การขาดสารอาหาร และปัญหาภาวะทางสุขภาพบางอย่างเช่น ท้องผูก ก็มีส่วนทำให้เกิดปัญหาสิวได้เช่นกัน 
     ถ้าหากวินิจฉัยแล้วว่าสิวที่เกิดขึ้นมาจากปัจจัยเหล่านี้ก็สามารถแก้ไขได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ เช่น เมื่อเกิดความเครียดก็ควรหาเวลาออกกำลังกาย เพื่อผ่อนคลาย ถ้าเป็นคนท้องผูกก็ควรรับประทานอาหารที่มีเส้นใยสูงประเภทผักผลไม้ให้มากขึ้น รวมทั้งดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว

ประเภทของสิวที่พบได้บ่อยมีกี่ประเภท?

1.  สิวเสี้ยน สิวผด หรือสิวเทียม
     เป็นลักษณะสิวที่เป็นผดเม็ดเล็กๆ พบได้มากบริเวณหน้าผากและแก้ม จะมีดูเป็นสิวที่มีลักษณะชัดเจน

2.  สิวหัวเปิด หรือสิวหัวดำ
     เป็นลักษณะของสิวที่มีรูปเปิดออก บริเวณผิวภายนอก สามารถสังเกตเห็นเป็นจุดสีดำ มกจะไม่มีการอักเสบ และสามารถหลุดออกได้เอง

3.  สิวอุดตัน หรือสิวหัวขาว
     เป็นลักษณะของสิวที่เกิดจากการสะสมของไขมันเป็นก้อนอุดตันอยู่ภายในที่เรียกว่า คอมิโดน (Comedone) ซึ่งเป็นต้นเหตุของสิวอักเสบในเวลาต่อมา

4.  สิวอักเสบ
     เป็นลักษณะของสิวอุดตันหรือสิวหัวขาวที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียที่เรียกว่า P. Acne ซึ่งเป็นสิวที่ทำให้เกิดการอักเสบ เห็นเป็นรอยนูนแดงได้อย่างชัดเจน แต่ถ้ามีการอักเสบที่รุนแรงขึ้นจนลึกลงไปใต้ชั้นผิวหนังจนเป็นหนองฝังอยู่ภายในก็จะเรียกว่า 'สิวหัวช้าง'

วิตามินต้านสิว คืออะไร?

     หนึ่งในวิธีในการนำมาแก้ปัญหาสิวที่เห็นผลและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแนะนำก็คือ การรับประทานวิตามินและแร่ธาตุที่ช่วยลดการอักเสบ และการเกิดสิวจากภายใน รวมทั้งยังช่วยป้องกันรอยดำและรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิว นอกจากนี้ยังสามารถป้องกันการเกิดสิว ลดการอุดตันของรูขุมขนซึ่งที่มาของปัญหาสิว และวิตามินต้านสิวยังช่วยให้หน้าใสได้อีกด้วยโดยสารอาหารที่มีบทบาทแก้ปัญหาสิวในสูตรวิตามินต้านสิวได้แก่

1.  แร่ธาตุสังกะสี (Zinc)
     เป็นแร่ธาตุสำคัญที่มีบทบาทเสมือนเป็นวิตามินต้านสิว มีส่วนช่วยลดการอักเสบ และการติดเชื้อของสิว และทำให้แผลที่เกิดจากสิวอักเสบหายเร็วขึ้น  และยังมีอีกคุณสมบัติที่ดีในการช่วยลดความมันบนใบหน้า และยังช่วยลดปัญหาสิวจากฮอร์โมนได้อีกด้วย มีการศึกษาวิจัยในต่างประเทศพบว่าแร่ธาตุสังกะสี (Zinc) มีประสิทธิภาพในการลดความรุนแรงของการเกิดสิว ได้ถึง 70% เทียบเท่าการใช้ยาปฏิชีวนะ ไม่ดื้อยา และปลอดภัยมากกว่า

2.  วิตามินซี (Vitamin C)
     เป็นวิตามินที่ขึ้นชื่อในการดูแลผิวพรรณ จัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระตัวหนึ่งในสารอาหารที่แนะนำของสูตรวิตามินต้านสิว โดยจะช่วยเสริมคอลลาเจนทำให้แผลเป็นที่เกิดจากสิวดูตื้นยิ่งขึ้น และช่วยยับยั้งการทำงานที่ผิดปกติของเม็ดสี สามารถช่วยทำให้รอยดำคล้ำจากสิวลบเลือนได้ จึงทำให้ใบหน้าหลังจากเกิดสิวไร้รอยแผลเป็น และผิวหน้าขาวเนียนใส

3.  วิตามินอีจากธรรมชาติ (Natural Vitamin E)
     ด้วยบทบาทของวิตามินอีในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จึงมีส่วนช่วยชะลอความเสื่อม พร้อมช่วยสร้างเซลล์ผิว ทำให้แผลเป็นหายเร็วยิ่งขึ้น รวมทั้งไปช่วยเสริมสร้างการทำงานของสารอาหารอื่นๆ ในสูตรวิตามินต้านสิว เช่น เบตาแคโรทีน และวิตามินซี ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

4.  เบต้าแคโรทีนจากธรรมชาติ (Natural Betacarotene)
     เป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยวิตามินเอที่ได้จากธรรมชาติ โดยเบต้าแคโรทีนถือเป็นอีกหนึ่งสารต้านอนุมูลอิสระที่จะไปช่วยปกป้องผิวหน้าจากอนุมูลอิสระในแสงแดดอันเป็นสาเหตุหนึ่งในการเกิดสิว จึงเป็นอีกหนึ่งสารอาหารในสูตรวิตามินต้านสิวที่มีบทบาทมากต่อการต่อต้านป้องกันสิว  และมีความปลอดภัยมากกว่าวิตามินเอ หรือกรดวิตามินเอ

5.  แร่ธาตุโครเมี่ยม (Chromium Picolinate)
     แร่ธาตุชนิดนี้จะช่วยในการปรับสภาพผิวโดยเฉพาะมีคุณสมบัติที่ดีในการช่วยควบคุมความมันบนใบหน้าอันต้นเหตุของการเกิดสิว นอกจากนี้ยังช่วยสมานผิวจากรอยแผลเป็น รวมถึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำของแร่ธาตุสังกะสี (Zinc) และวิตามินอื่นๆ ในสูตรวิตามินต้านสิวอีกด้วย 

มีผลการศึกษาวิจัยในการแร่ธาตุสังกะสีร่วมกับสารต้านอนุมูลอิสระ ภายใต้สูตร APC กับกลุ่มคนที่เป็นสิวอักเสบต่อเนื่อง 3 เดือน 
พบว่าร้อยละ 79 ของคนที่เป็นสิว อาการสิวดีขึ้นกว่า 80-100%
(Ref : An observational study of methioninebound zinc with antioxidants for mild to moderate acne vulgaris
Dermatologic Therapy,Vol. 23, 2010, 411–418 Printed in the United States · All rights reserved)

เจลแต้มสิว (Acne Gel) อีกหนึ่งสิ่งสำคัญในการแก้ปัญหาร่วมกับวิตามินต้านสิว

     นอกเหนือจากวิตามินต้านสิวที่สามารถแก้ปัญหาสิวอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว แพทย์ผู้เชี่ยวชาญยังแนะนำให้ผู้ที่เป็นสิว ใช้เจลแต้มสิวควบคู่ไปกับการรับประทานกลุ่มวิตามินต้านสิว เพื่อผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้นเป็นสองเท่า ซึ่งเจลแต้มสิวที่จะให้ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาสิวบนใบหน้าที่ดีต้องประกอบไปด้วย

1.  ไฟโตสปินโกซีน (Phytospingosine)
     สารที่ได้จากธรรมชาติชนิดนี้ จะช่วยป้องกันแบคทีเรีย อันเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดสิว โดยไม่สร้างความระคายเคืองให้กับผิวหน้า

2.  ซิงค์ พีซีเอ (Zinc PCA)
     มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และช่วยปรับการหลั่งไขมัน จากต่อมไขมันที่ผิว

3.  กรดซาลิไซลิค (Salicylic Acid)
     มีคุณสมบัติเด่นในการช่วยลดการอุดตันบริเวณรูขุมขน และเร่งการหลุดลอกของเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ที่สำคัญยังช่วยลดรอยด่างดำที่เกิดจากสิวได้เป็นอย่างดี

4.  อาเลนโทน (Allantoin)
     หนึ่งในส่วนประกอบของเจลแต้มสิวที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยบรรเทาการอักเสบ ลดการระคายเคืองผิวและสมานผิวให้กลับมาเกลี้ยงเกลานุ่มนวล

ประสิทธิภาพของวิตามินแต้มสิว + เจลแต้มสิวในการแก้ปัญหาสิว

     มีงานวิจัยที่จัดทำขึ้นในกลุ่มชายหญิงอายุระหว่าง 18-45 ปี โดยบริษัท Spincontrol Asia Co., Ltd. ได้ทำการทดสอบเพื่อประเมินประสิทธิภาพของการใช้วิตามินต้านสิวกับยาแต้มสิวในการรักษาปัญหาสิว โดยวิธีการวิจัยจะแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 เป็นผู้ที่มีปัญหาสิวหัวหนองชนิดหัวเปิด กลุ่มที่ 2 เป็นผู้ที่มีสิวอักเสบและมีหนอง และกลุ่มสุดท้ายเป็นผู้ที่มีสิวอักเสบที่มีหนอง และมีหนองลึกลงไปใต้ผิวหนัง ในการศึกษาต่อเนื่องเป็นเวลา 2 เดือน

     ซึ่งผลการวิจัยพบว่า 95% พอใจในวิธีการรักษา 91% พอใจในการลดลงของการอักเสบ 100% จำนวนสิวลดลงอย่างชัดเจน 100% การอักเสบของสิวลดลง และ 100% รอยแผลที่เกิดจากสิวลดลงอย่างชัดเจน ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนว่า การแก้ปัญหาด้วยการรับประทานวิตามินต้านสิวควบคู่กับการใช้เจลแต้มสิว เป็นวิธีที่ให้ผลลัพธ์สูงสุดในการแก้ปัญหาสิวทุกประเภทได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรวดเร็วยิ่งขึ้น_ ด้วยความห่วงใยจาก MEGA We care

 

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ นโยบายความเป็นส่วนตัวและคุกกี้