“ โควิดยังไม่หาย PM 2.5 หวนกลับมาซ้ำ ” สถานการณ์แบบนี้ ดูแลตัวเองอย่างไรให้ปลอดภัย ?

“ โควิดยังไม่หาย  PM 2.5 หวนกลับมาซ้ำ ”  สถานการณ์แบบนี้ ดูแลตัวเองอย่างไรให้ปลอดภัย ?

โควิดยังไม่หาย "PM 2.5" หวนกลับมาซ้ำ  

 สนใจหัวข้อไหน...คลิกเลย

  ไม่เพียงแค่โควิด-19 แต่คนไทยยังต้องเผชิญกับฝุ่น PM 2.5

   สถานการณ์แบบนี้ ควรดูแลตัวเองอย่างไรให้ปลอดภัย  ?

   จุดเริ่มต้นสุขภาพดี คือระบบภูมิคุ้มกันที่ดีจากภายใน 

    เมื่อภูมิคุ้มกันของเราเองคือสิ่งที่สำคัญที่สุด

    เสริมภูมิคุ้มกัน เพิ่มภูมิต้านทานให้แข็งแรง

   ท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 โดยเฉพาะสายพันธุ์ “โอไมครอน” (Omicron) ที่กลับมาระบาดอีกครั้งในประเทศไทย นับตั้งแต่หลังเทศกาลปีใหม่ที่ผู้คนเดินทางกลับภูมิลำเนา ท่องเที่ยว หรือจัดกิจกรรมเฉลิมฉลอง จนทำให้กระทรวงสาธารณสุขต้องยกระดับเตือนภัยโควิด-19 เป็นระดับ 4 เพื่อให้ประชาชนปฏิบัติตัวตามมาตรการอย่างเคร่งครัด

   แนวโน้มการติดเชื้ออาจจะก้าวกระโดดเพิ่มระดับขึ้นมากเรื่อย ๆ เนื่องจากเชื้อโอไมครอนมีความสามารถแพร่กระจายได้เร็วถึง 70 เท่าเมื่อเทียบกับสายพันธุ์เดลต้า และสามารถเข้าสู่ระบบร่างกายมนุษย์ได้ง่ายขึ้น หลบภูมิคุ้มกันดีขึ้น ซึ่งคนที่เคยติดเชื้อโควิด – 19 มีโอกาสติดเชื้อซ้ำได้จากสายพันธุ์โอไมครอน ไม่เพียงเท่านั้นเชื้อโอไมครอนยังมีแนวโน้มต้านประสิทธิภาพวัคซีน อีกทั้งยังสามารถแพร่เชื้อได้ทั้งทางอากาศ ทางน้ำ เรียกว่าเชื้อโอไมครอนสามารถแพร่กระจายได้ในทุกที่

   อีกประเด็นที่น่าเป็นห่วงไม่แพ้กันคือผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนโดยเฉพาะเด็กเล็ก ซึ่งในขณะนี้ไทยพบแนวโน้มผู้ป่วยเด็กเพิ่มขึ้นในการระบาดระลอก 5 รวมถึงกลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มที่มีโรคประจำตัว หากติดเชื้อโควิดไม่ว่าจะสายพันธุ์ใดก็ตามก็อาจจะมีอาการรุนแรงหรืออาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ และแน่นอนว่าหากมีการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว ทำให้มีการติดเชื้อใหม่ที่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก สิ่งที่ตามมาคือระบบสาธารณสุขจะไม่สามารถรองรับความหนาแน่นของผู้ป่วยที่ติดเชื้อเป็นจำนวนมากขึ้น ร่วมถึงบุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้ป่วย            

ไม่เพียงแค่โควิด-19 แต่คนไทยยังต้องเผชิญกับฝุ่น PM 2.5

   นอกจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 แล้ว คนไทยยังต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่นPM 2.5 ที่เวียนมาตามฤดูกาลและเริ่มส่งผลให้คุณภาพอากาศในพื้นที่ต่างๆ เกินค่ามาตรฐานในหลายพื้นที่แล้ว ซึ่งงานวิจัยจากต่างประเทศหลายฉบับและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในประเทศไทยเผยว่า ฝุ่น PM2.5 อันตรายมากกว่าที่คิด เนื่องจากมีขนาดที่เล็กมากสามารถเข้าไปสู่ระบบทางเดินหายใจได้ เมื่อร่างกายเราได้รับฝุ่น PM2.5 เป็นจำนวนมากจึงก่อก่อให้เกิดการระคายเคือง แสบจมูก ไอ จาม มีเสมหะ หอบหืด หัวใจวายเฉียบพลัน หลอดเลือดสมองตีบ และที่อันตรายที่สุดอาจถึงขั้นเป็นมะเร็งปอดได้

    อย่างในกรณีคนไข้ชายอายุ 34 ปี ตรวจพบมะเร็งปอดระยะลุกลาม ซึ่งไม่มีโรคประจำตัว ไม่สูบบุหรี่ สุขภาพร่างกายแข็งแรง  คุณหมอเจ้าของคนไข้สันนิษฐานว่าปัจจัยที่ทำให้เกิดมะเร็งปอดนี้เกิดจากมลภาวะทางอากาศหรือสภาพแวดล้อมแปรปรวน ซึ่งถือว่าเกี่ยวพันกับปัญหาสุขภาพได้เช่นกัน  

สถานการณ์แบบนี้ ควรดูแลตัวเองอย่างไรให้ปลอดภัย  ?

   คงต้องยอมรับว่าสถานการณ์ในขณะนี้ คนไทยจะต้องรับศึกหลายด้านพร้อมกันทั้งปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ถึงแม้อัตราการเสียชีวิตของโอไมครอนคือ 0.09% นั้นต่ำกว่าอัตราการเสียชีวิตของเดลต้าซึ่งเสียชีวิต 0.8% ต่างกันถึง 9 เท่า  นอกจากนี้ปัญหาฝุ่น PM 2.5  ซึ่งปัญหาเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อปัญหาสุขภาพโดยตรง แน่นอนว่าเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และยังคงต้องดำเนินชีวิตต่อไป แต่เราสามารถที่จะป้องกันและเตรียมความพร้อมให้ดีที่สุด คือการป้องกันและดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัด คือล้างมือเป็นประจำ ใส่หน้ากากสม่ำเสมอ เลี่ยงเปิดหน้ากากอนามัยเวลาอยู่กับคนอื่น และมีการประเมินตนเอง หรือตรวจ ATKเป็นประจำ  เเละสิ่งสำคัญเพื่อร่างกายที่แข็งแรงยั่งยืนก็คือการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้มีประสิทธิภาพอยู่เสมอ เพราะภูมิต้านทานจะเป็นด่านสำคัญในการต่อสู้กับเชื้อโรคทุกชนิดและทำหน้าที่ป้องกันโรคต่างๆ  

จุดเริ่มต้นสุขภาพดี คือระบบภูมิคุ้มกันที่ดีจากภายใน

   ระบบภูมิคุ้มเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทุกคนต้องดูแลเป็นอย่างดี เพราะระบบภูมิคุ้มกันเปรียบเสมือนป้อมปราการหรือทหารด่านหน้าที่คอยปกป้องตรวจจับสิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรคชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา เป็นต้น หากร่างกายเรามีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง ก็จะสามารถรับมือกับสิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรคชนิดต่างๆได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นถ้า “อยากมีสุขภาพที่ดีแข็งแรงก็ต้องเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ดีก่อนอยู่เสมอ”

เมื่อภูมิคุ้มกันของเราเองคือสิ่งที่สำคัญที่สุด

    ป้อมปราการที่คุ้มกันเราจากการเสียชีวิตจากการติดเชื้อได้ดีที่สุด นอกจากฉีดวัคซีนให้ครบสองเข็มแล้ว ก็คือระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย (immunity system) ของเราเอง  วันนี้เมก้า วีแคร์ขอแชร์วิธีดูแลภูมิคุ้มกันของเราให้แข็งแรงมากขึ้น  โดย นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์  7 ข้อต่อไปนี้

 1. กินอาหารพืชเป็นหลัก แบบกินให้หลากหลาย ทั้งผัก ผลไม้ ถั่ว นัท สมุนไพร เครื่องเทศ และธัญพืชไม่ขัดสี
2. ออกกำลังกายทุกวัน
3. ดูแลการนอนหลับให้ดี
4. ดูแลน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ อย่าอ้วน
5. จัดการความเครียด อย่าเครียด
6. ออกแดดทุกวัน
7. เมื่อรับประทานอาหารไม่ครบถ้วน แนะนำทานวิตามินและอาหารเสริมช่วย โดยเลือกซื้อกินสารในสามกลุ่มต่อไปนี้ซึ่งมีหลักฐานวิทยาศาสตร์ว่าช่วยระบบภูมิคุ้มกันได้ คือ

(1) วิตามินที่ช่วยระบบภูมิคุ้มก้นได้แก่ วิตามิน A, B6, B12, C, D, E, และโฟเลท

(2) แร่ธาตุที่ช่วยระบบภุมิคุ้มกันคือสังกะสี เหล็ก เซเลเนียม ทองแดง แมกนีเซียม

(3) อาหารเสริมที่ช่วยระบบภูมิคุ้มกันคือ

(3.1) ไขมันโอเมก้าสาม

(3.2) สารออกฤทธิ์พิเศษจากพืชที่เรียกว่า Phytochemicals เช่น carotinoids, polyphenols

(3.3) สารแอนติ้ออกซิแด้นท์ เช่น lycopene, lutein

(3.4) สารในกลุ่ม Prebiotic เช่น กากใย และ probiotics เช่น คีเฟอร์ โยเกิร์ต เซาร์ครูท คอมบูชา โฮลวีท ขนมปังซาวโด ถั่วเน่า เทมเป้ มิโสะ กิมจิ เป็นต้น  

เสริมภูมิคุ้มกัน เพิ่มภูมิต้านทานให้แข็งแรง

   การสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงสามารถทำได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดการทำลายภูมิคุ้มกันของร่างกายให้อ่อนแอลง และยังมีอีกหนึ่งวิธีที่เป็นที่นิยมในปัจจุบันคือการรับประทานวิตามินควบคู่ไปพร้อมกัน เพื่อเป็นการการันตีว่าร่างกายจะมีภูมิต้านทานที่แข็งแรงยิ่งขึ้น และแร่ธาตุวิตามินที่ถือว่ามีคุณสมบัติโดดเด่นในการช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานก็คือ วิตามินซี (Vitamin C) วิตามินดี (Vitamin D) และ ซิงค์ ( Zinc )

 1. วิตามินซี (Vitamin C) : วิตามินซีเป็นอีกหนึ่งวิตามินที่ต้องยกให้เป็นพระเอกโดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งคุณสมบัติของวิตามินซีมีบทบาทหลากหลายด้าน แต่ที่โดดเด่นคือวิตามินซีจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว โดยมีผลทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานที่แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย อีกทั้งยังป้องกันหวัดและช่วยลดระยะเวลาและความรุนแรงของโรคหวัด และสร้างคอลลาเจนและซ่อมแซมเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกาย  ซึ่งการรับประทานวิตามินซีให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อร่างกายควรพิจารณาวิตามินซีปริมาณสูงสูตรธรรมชาติที่ช่วยให้ทำให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้อย่างเต็มที่ และอยู่ในร่างกายได้นาน และเลือกวิตามินซีที่ไม่มีสารตกค้างภายในร่างกาย ซึ่งควรรับประทานวิตามินซีขนาด 1,000 – 3,000 มิลลิกรัมต่อวัน จึงจะได้ประสิทธิภาพต่อร่างกายสูงสุด 

2 . วิตามินดี (Vitamin D) : วิตามินดีเป็นอีกหนึ่งวิตามินที่สำคัญต่อหลายระบบภายในร่างกาย ทั้งกระดูก สมอง ระบบทางเดินหายใจ ระบบไหลเวียนเลือด กล้ามเนื้อ รวมไปถึงตับ วิตามินดียังมีบทบาทสำคัญในขบวนการตอบสนองของภูมิคุ้มกันของร่างกายทำให้เม็ดเลือดขาวตอบสนองต่อเชื้อโรค และสิ่งแปลกปลอมได้ดี หากขาดวิตามินดีอาจทำให้ติดเชื้อไวรัสในทางเดินหายใจได้ง่ายขึ้น และเมื่อติดเชื้อแล้วกลไกในการกำจัดเชื้อ หรือ immune response ของร่างกายในคนที่มีวิตามินดีเพียงพอจะทำได้ดีกว่าคนที่ขาดวิตามินดี ซึ่งการรับประทานวิตามินดีให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อร่างกายควรรับประทาน เป็นประจำทุกวัน 5000 IU เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากวิตามินดี 3 อย่างคุ้มค่า

3. สังกะสี หรือ ซิงค์ (Zinc) : เป็นแร่ธาตุที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ จึงมีความจำเป็นที่ต้องได้รับเพิ่ม เพราะแร่ธาตุสังกะสีนั้นมีส่วนช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างปกติ รวมถึงกระตุ้นและเสริมสร้างการทำงานของเม็ดเลือดขาว (T- Cell) ให้มีความแข็งแรงและมีความสามารถต่อการปกป้องร่างกายให้พร้อมต่อสู้กับเชื้อโรค การรับประทานซิงค์เพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์สูงสุดวันละ 20-50 มิลลิกรัมต่อวัน  

   นอกจากการดูแลตัวเองด้วยวิตามินสำคัญอย่างวิตามินซี ( Vitamin C ) วิตามินดี ( Vitamin D ) และ ซิงค์ ( Zinc ) แล้วสิ่งสำคัญคือการใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง อยู่บนความไม่ประมาท สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนหรือผู้ที่มีโรคประจำตัวก็ยังต้องระมัดระวังอย่าเคร่งครัด ด้วยความห่วงใยจาก MEGA We care 

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก:
https://www.tnnthailand.com/news/social/99409/
https://drsant.com/2022/01/หลักฐานวิทยาศาสตร์.html
https://drsant.com/2022/01/ข่าวดีปีใหม่-2022-ทางด้านวิ.html

 
 

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ นโยบายความเป็นส่วนตัวและคุกกี้