6 สารอาหารบำรุงดวงตา แก้ปัญหาเสื่อมก่อนวัย

6 สารอาหารบำรุงดวงตา แก้ปัญหาเสื่อมก่อนวัย

6 สารอาหารบำรุงดวงตา แก้ปัญหาเสื่อมก่อนวัย

   “ดวงตา” เป็นอวัยวะที่สำคัญสำหรับทุกคน เพราะถือเป็นอวัยวะรับสัมผัสที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตมากที่สุด ดวงตามีความละเอียดอ่อนเป็นอย่างมาก และเป็นอวัยวะที่ซ่อมแซมได้ยาก เพราะไม่มีอะไหล่ซ่อม จึงต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษไม่น้อยกว่า อวัยวะอื่น ๆ     

    หลายคนส่วนใหญ่ใช้สายตาหนักในแต่ละวัน และไม่ได้ใส่ใจกับการทะนุถนอมและบำรุงดวงตาเท่าที่ควร ไม่ว่าจะเป็นจากการทำงานหรือการเรียนที่ต้องจ้องหน้าจอนานกว่า 8 - 10 ชั่วโมง การใช้ชีวิตประจำวันที่ต้องเผชิญกับรังสียูวีของแสงแดดและดวงไฟ หรือแม้แต่อายุที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดอันตรายและส่งผลเสียต่อสุขภาพดวงตาเป็นอย่างมาก 

    ดังนั้น การดูแลรักษาสุขภาพดวงตาตั้งแต่เนิ่นๆ ถือเป็นสิ่งสำคัญและควรทำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ดวงตาของเราแข็งแรงสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยลดโอกาสของการเกิดโรคตาบางชนิดได้อีกทางหนึ่งด้วยเช่นกัน ...

 

 

8 พฤติกรรมเสี่ยงทำร้าย "ดวงตา"

  ติดจอ : แสงของหน้าจอมีผลต่อสุขภาพเลนส์ตาและจอประสาทตา
  ดื่มน้ำน้อย : การดื่มน้ำไม่เพียงพอ จะส่งผลให้ดวงตาขาดความชุ่มชื้น เสี่ยงอาการตาแห้ง ตาแดง  
  รับประทานผัก ผลไม้น้อย : ทำให้ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ขาดวิตามิน ซึ่งจำเป็นต่อดวงตา
  ไม่สวมแว่นตากันแดด : แสงยูวีส่งผลกระทบต่อดวงตาโดยตรง เสี่ยงเป็นต้อลมและต้อเนื้อ
  สูบบุหรี่จัด : สารอันตรายในบุหรี่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพตา เสี่ยงเป็นต้อกระจก ต้อหิน จอประสาทตาเสื่อม โรคตาแห้ง ม่านตาอักเสบ
  ไม่ควบคุมน้ำตาล : คนที่เป็นเบาหวานทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมา คือ เบาหวานขึ้นตา การมองเห็นพร่ามัว
  หยอดตาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ : ผู้ที่ใช้ยาหยอดตาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์เป็นประจำ ซึ่งอาจส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง และยังเป็นอันตรายต่อดวงตาส่งผลให้เกิดต้อหิน
  ไม่เคยตรวจสุขภาพตา : การตรวจสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญควรทำเป็นประจำทุกปี เพราะโรคตาบางชนิดไม่แสดงอาการเจ็บป่วย เช่น ต้อหิน

9 โรคอันตรายจากการใช้สายตาที่มากเกินไป

    จากพฤติกรรมการใช้สายตาที่ไม่เหมาะสมประกอบกับความเสื่อมโทรมของดวงตา  ล้วนก่อให้เกิดอันตรายและส่งผลเสียต่อสุขภาพดวงตาเป็นอย่างมาก และอาจเกิดภาวะเสี่ยงของโรคตาบางชนิดที่ไม่แสดงอาการ หรือมีอาการ ดังนี้ 

โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม : Computer Vision Syndrome หรือ โรค CVS เกิดจากพฤติกรรมการจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ แท็บเล็ต หรืออุปกรณ์ดิจิตอลต่างๆ ติดต่อกันเป็นเวลานานมากกว่า 2-3 ชั่วโมงต่อวัน โดยอาการเหล่านี้จะเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ หากจ้องหน้าจอในที่ที่มีแสงน้อย หรือมีท่าทางที่ไม่เหมาะสมขณะใช้คอมพิวเตอร์
  อาการของโรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม
• ตาล้า
• ตาพร่า
• ปวดกระบอกตา
• ตาแห้ง
• ระคายเคืองตา
• เจ็บตา
• ปวดศีรษะ
• ปวดไหล่
  ใครบ้างที่เสี่ยง
• วัยรุ่น
• นักเรียน
• นักศึกษา
• วัยทำงาน
• ผู้ใหญ่

2.โรควุ้นในตาเสื่อม : พบมากในผู้มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากความเสื่อมของเซลล์ตามอายุที่เพิ่มขึ้น รวมถึงวุ้นลูกตาที่เกิดการเสื่อมและกลายเป็นน้ำบางส่วน ประกอบการใช้สายตาอย่างหนัก รวมถึงปัจจัยอื่นๆ เช่น สายตาสั้นมาก มีภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน และภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดดวงตา  
  อาการของโรควุ้นในตาเสื่อม
• เห็นเงาดำลอยไปมาในตา
• เห็นเงาดำจุดใหม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
• มองไม่ชัด สายตาฝ้าฟาง เหมือนมีหยากไย่ในลูกตา
• เห็นแสงวาบในตา
• เห็นเงาคล้ายม่านบังตาบางส่วน
  ใครบ้างที่เสี่ยง
•  วัยทำงาน
•  ผู้ใหญ่
•  ผู้สูงอายุ

3. โรคตาแห้ง : เกิดจากการทำงานอยู่หน้าจอ การอยู่ในที่ที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอ และการเสพติดการใช้งานอยู่หน้าจอสมาร์ทโฟน ซึ่งการใช้สายตาในลักษณะนี้จะส่งผลให้เกิดภาวะที่น้ำตาไม่เพียงพอหล่อเลี้ยงผิวตา จึงทำให้เกิดอาการตาแห้ง นอกจากนี้อาการตาแห้งยังสามารถเกิดได้จากสาเหตุเหล่านี้ การทำงานผิดปกติของต่อมไขมันที่เปลือกตา การใส่คอนแทคเลนส์เป็นเวลานาน การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนหรือโรคบางชนิด และการรับประทานยาบางชนิด  
  อาการของโรคตาแห้ง
• ไม่สบายตา ระคายเคืองตา เหมือนมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในดวงตา
• แสบตาหรือน้ำตาไหล                
  ใครบ้างที่เสี่ยง
•  คนสูงวัย
• วัยทำงาน

 4. โรคจอประสาทตาเสื่อม : เกิดจากจุดรับภาพบริเวณกลางจอประสาทตาเสื่อมส่วนใหญ่มักเกิดกับผู้สูงอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป แต่ในยุคปัจจุบันจอประสาทตาเสื่อมสามารถเกิดขึ้นได้กับผู้ที่มีอายุน้อยเช่นกัน โดยเฉพาะคนทำงานที่ใช้สายตาอย่างหนัก ซึ่งในอนาคตเสี่ยงต่อการตาบอด
  อาการของโรคจอประสาทตาเสื่อม
• มองภาพไม่ชัด เห็นบิดเบี้ยว
• ตาพร่ามัว มีจุดดำ หรือเงาตรงกลางภาพ
  ใครบ้างที่เสี่ยง
• ผู้ใหญ่
• วัยทำงาน
• ผู้สูงอายุ 

5.โรคต้อกระจก : เกิดจากความเสื่อมของเลนส์ตา ส่วนใหญ่มักเกิดกับผู้สูงอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่สัมผัสแสงยูวี รวมถึงแสงแดดเป็นเวลานาน  
  อาการของโรคต้อกระจก
• มองเห็นภาพลักษณะคล้ายหมอก หรือมีควันขาวๆบังสายตา
•  การโฟกัสทำได้ไม่ดีเหมือนเดิม  และตามัวลง
  ใครบ้างที่เสี่ยง
• ผู้สูงอายุ

6. โรคต้อลม : เกิดจากดวงตาสัมผัสแสงยูวีเป็นประจำ โดยไม่ป้องกันหรือสัมผัสกับฝุ่นควัน ลม สารเคมี และมลภาวะ
  อาการของโรคต้อลม
• ระคายเคือง  แต่ยังมองเห็นเป็นปกติ มักพบบริเวณหัวตามากกว่าหางตา
  ใครบ้างที่เสี่ยง
•  ผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง

7.โรคต้อเนื้อ : เกิดจากความเสื่อมสภาพของเยื่อบุตา ทำให้เนื้อเยื่อผิดปกติ เป็นเยื่อสีแดงยื่นเข้าไปในตาดำและลุกลามจนบังปิดรูม่านตา
  อาการของโรคต้อเนื้อ
• ตาแดง ระคายเคือง  ไม่สบายตา ถ้าอาการรุนแรงจะเห็นภาพไม่ชัด
  ใครบ้างที่เสี่ยง
•  ผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง

8.โรคต้อหิน : เกิดจากความเสื่อมสภาพของเส้นประสาทดวงตา ความดันลูกตาสูง สุดท้ายสูญเสียการมองเห็น
  อาการของโรคต้อเนื้อ
• ปวดตา  ตามัวลง และเห็นรุ้งรอบดวงไฟ
• ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน
  ใครบ้างที่เสี่ยง
•  คนทั่วไปอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป

9.โรคเบาหวานขึ้นตา : เกิดจากน้ำตาลในเลือดสูง ทำให้หลอดเลือดและระบบประสาทเสื่อมลง ทำให้ชั้นจอประสาทในลูกตาเสื่อม
  อาการของโรคเบาหวานขึ้นตา
•  ตามัว และมีโอกาสตาบอดได้ หากไม่ได้รับการรักษา
  ใครบ้างที่เสี่ยง
•  คนที่เป็นโรคเบาหวาน

วิธีการป้องกันหรือชะลอการเกิดโรคตาต่างๆ

1. หมั่นพักสายตาเป็นระยะ โดยใช้กฎ 20-20-20 โดยมีเทคนิคให้พักสายตาจากหน้าจอทุก 20 นาที ด้วยการมองออกไปที่ระยะ 20 ฟุต (หรือไกลกว่านั้น) เป็นเวลาประมาณ 20 วินาที เพื่อเป็นช่วยให้สายตาได้ผ่อนคลาย      
2. กะพริบตาบ่อยๆ จะเป็นการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตา ป้องกันตาแห้งและอาการระคายเคือง
3. ปรับแสงให้เหมาะสมกับการทำงาน เพราะแสงสีฟ้าหรือ Blue Light เป็นสาเหตุที่ทำร้ายดวงตาโดยตรง ซึ่งจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจึงกล่าวว่า “การปรับแสงสว่างหน้าจอให้พอดีไม่จ้าจนเกินไปมีผลในการช่วยถนอมสายตาได้” เช่นกัน
4. หลีกเลี่ยงการใช้สายตาในที่มืดหรือแสงน้อย
5. การใช้คอมพิวเตอร์ควรให้สายตาอยู่ห่างจากหน้าจอในระยะ 20-26 นิ้ว รวมทั้งปรับแสงและระดับของหน้าจอให้เหมาะกับการมองเห็น
6. บริหารดวงตา ด้วยการกรอกตาไปมาซ้ายไปขวา และเปลี่ยนมากรอกตาจากบนลงล่าง โดยสามารถทำต่อเนื่องกัน 5-10 ครั้งสม่ำเสมอ
7. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ เพราะเป็นอีกปัจจัยที่ทำลายสุขภาพดวงตา
8. พักผ่อนให้เพียงพอ การนอนหลับไม่เพียงพอจะส่งให้เราต้องใช้สายตาอย่างหนัก ซึ่งส่งผลให้ดวงตาอ่อนล้า
9. สวมแว่นกันแดด โดยเฉพาะผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้งเป็นประจำ เพื่อปกป้องการทำร้ายของแสงแดดรวมถึงการป้องกัน อาการตาแห้ง แสบตา ระคายเคืองตา จากการที่ดวงตาสัมผัสกับลมและฝุ่นได้อีกด้วย
10. พบจักษุแพทย์ เพื่อตรวจเช็กสายตาปีละครั้ง

 6 สารอาหารบำรุงดวงตา แก้ปัญหาเสื่อมก่อนวัย

     อย่างที่ทราบว่ามีสารอาหารมากมายในธรรมชาติที่สามารถดูชะลอความเสื่อมสภาพและบำรุงสุขภาพตาได้ที่สำคัญเป็นสารอาหารที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกให้การยอมรับ เนื่องจากมีผลการวิจัยที่ชัดเจน อันประกอบไปด้วย

ลูทีนและซีแซนทีน (Lutein and Zeaxanthin) : ลูทีนและซีแซนทีน เป็นสารธรรมชาติที่พบได้ในบริเวณที่ตรงบริเวณเลนส์ตาและเลนส์ตา มีหน้าที่สำคัญในการกรองแสงสีฟ้าและป้องกันดวงตาจากแสงแดดหรือรังสี UV ซึ่งเป็นอันตรายต่อจอประสาทตา นอกจากนี้ลูทีนยังช่วยต่อต้านสารอนุมูลอิสระ และชะลออาการจอประสาทตาเสื่อมทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ได้ด้วย

บิลเบอร์รี่สกัด (Bilberry Extract) : บิลเบอร์รี่ อุดมไปด้วยสารสำคัญแอนโธไซยาโนไซด์ ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง ช่วยบำรุงดวงตาให้แข็งแรง เพิ่มความแข็งแรงให้กับหลอดเลือดฝอยในดวงตา และช่วยให้การมองเห็นในที่มืดดีขึ้น   

     ดังนั้นจึงมีการใช้บิลเบอร์รี่เพื่อป้องกันโรคที่อาจจะเกิดกับดวงตา เช่น เช่น ต้อกระจก ต้อเนื้อ ต้อหิน โรคจอประสาทตาเสื่อม และช่วยบำรุงอาการของโรคจอตาที่เกิดจากเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง และยังช่วยฟื้นฟูอาการตาล้าจากการทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ 

เบต้าแคโรทีน (Beta Carotene ) : เบต้าแคโรทีนจะเปลี่ยนไปเป็นวิตามินเอ ซึ่งร่างกายจะนำไปใช้สร้างสารโรดอปซินในดวงตาส่วนเรตินา ทำให้ตามีความสามารถในการมองเห็นในตอนกลางคืนได้ และยังลดความเสื่อมของเซลล์ของลูกตา ลดความเสี่ยงต่อการเป็นต้อกระจก นอกจากนี้ยังป้องกันโรคตาบอดตอนกลางคืน ช่วยให้ดวงตาชุ่มชื้นขึ้นด้วย

แอสตาแซนธิน (Astaxanthin) : แอสตาแซนธิน  เป็นสารต้านอนุมุลอิสระที่อยู่ในกลุ่มของแคโรทีนอยด์ มีคุณสมบัติที่โดดเด่นในการชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ โดยเฉพาะจอประสาทตา ซึ่งแอสตาแซนธินมีส่วนช่วยในการปรับกล้ามเนื้อเลนส์ตาทำให้การมองเห็นภาพชัดเจนขึ้น ลดการมองเห็นภาพซ้อนได้ และสามารถป้องกันการเสื่อมของดวงตาที่แม้อาจจะมีอาการมาแล้วได้อย่างมีประสิทธิภาพ    

    จากการศึกษางานวิจัยเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของสารแอสตาแซนธิน  พบว่าการรับประทานแอสตาแซนธิน (Astaxanthin) วันละ 6 มิลลิกรัม เป็นระยะเวลานาน 4 สัปดาห์ ช่วยลดอาการตาล้า ตาแห้ง ลดอาการปวดกระบอกตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ  โดยแอสตาแซนธินจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อตา เพิ่มการไหลเวียนของเลือดเพื่อไปเลี้ยงกล้ามเนื้อตาได้ดีขึ้น และช่วยลดการอักเสบของของกล้ามเนื้อตาได้อีกด้วย

OMEGA – 3 : โอเมก้า-3 เป็นกรดชนิดไม่อิ่มตัวที่ประกอบด้วยดีเอชเอ (DHA) และอีพีเอ (EPA)  ซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญของเนื้อเยื่อจอประสาทตา จึงมีส่วนช่วยในการทำงานของดวงตาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โอเมก้า-3 มีบทบาทสำคัญต่อประสิทธิภาพการมองเห็นของจอรับภาพในตา ช่วยบำรุงสายตา ช่วยการมองเห็นทั้งในที่สว่างและที่มืดได้ดีขึ้น นอกจากนี้โอเมก้า-3 ยังมีผลควบคุมต่อการควบคุมความชุ่มชื้นของดวงตา ลดภาวะตาแห้งจากการจ้องจอนาน ๆ ทำหน้าที่การอักเสบทำให้อาการตาแห้งดีขึ้น และช่วยปรับชั้นไขมันในน้ำตา ทำให้น้ำตาระเหยน้อยลง มีการสร้างน้ำตาเพิ่มขึ้น  นอกจากนั้นยังมีส่วนช่วยปรับสมดุลความดันในลูกตาได้อีกด้วย

สารต้านอนุมูลอิสระปริมาณสูง  : เมื่ออนุมูลอิสระเกาะติดเลนส์ตาเป็นจำนวนมาก เสี่ยงที่จะทำให้เส้นเลือดบริเวณดวงตาแข็งส่งผลเลนส์ตาขุ่นและมีโอกาสเกิดต้อกระจก เซลล์ตาเสื่อม และทำให้เสี่ยงกับการมีปัญหาสายตาเมื่ออายุมากขึ้น   มีการศึกษาในต่างประเทศพบว่าการรับประทานสารต้านอนุมูลอิสระร่วมกัน จะช่วยชะลอการเสื่อมของดวงตาได้ เช่น การศึกษาเรื่องโรคจอประสาทตาเสื่อมที่สัมพันธ์กับอายุ (AREDS) พบว่า การรับประทานสารต้านอนุมูลอิสระปริมาณสูงร่วมกัน ได้แก่ แร่ธาตุสังกะสี วิตามินอี  วิตามินซี ทองแดง และเบต้าแคโรทีน มีผลช่วยลดการกำเริบของโรคจอประสาทตาเสื่อมได้อย่างมีนัยสำคัญ

   จะเห็นได้ว่า “ดวงตา” มีความสำคัญต่อทุกวัย ฉะนั้นการเริ่มต้นดูแลรักษาสุขภาพดวงตาตั้งแต่เนิ่นๆ ถือเป็นสิ่งสำคัญ โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อป้องกันอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับดวงตาและชะลอการเกิดโรค โดยเฉพาะอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่ดีต่อสุขภาพดวงตา ก็ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยสร้างความแข็งแรงและถนอมดวงตาของเราให้อยู่ได้อีกนาน ด้วยความปรารถนาดีจาก MEGA We care

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้