เรื่อง 'มะเร็ง' รู้ไว้จะได้รับมือทัน

เรื่อง 'มะเร็ง' รู้ไว้จะได้รับมือทัน

'มะเร็ง' คือเซลล์เนื้อร้าย ที่เจริญเติบโตผิดปกติ แผ่แทรกซึม เบียดเข้าไปในเซลล์ดีที่อยู่รอบด้าน ไม่อยู่ในระเบียบแบบแผนของร่างกายกินเข้าไปในหลอดโลหิตและน้ำเหลือง กระจายไปทั่วอวัยวะอื่นๆ และ ไปเจริญเติบโตขึ้นผิดที่ ทำให้เนื้อเยื่อของอวัยวะนั้นเสียไป ถ้าเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่สำคัญของร่างกาย เช่น ปอด ตับ สมอง ก็จะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็ว สาเหตุของการเกิดมะเร็ง ในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดมะเร็งบางชนิดในสัตว์ เช่น หนู แฮมสเตอร์และกระต่าย คือ ไวรัส เช่น โปลิโอมาไวรัส ที่ทำให้เป็นหวัดในคน สามารถทำให้เกิดมะเร็งในหนูได้ ส่วนในคนนั้นเรายัง ไม่เคยแยกเชื้อไวรัสจากมะเร็งได้เลย เชื่อกันว่าการที่จะเกิดมะเร็งนั้น มีสาเหตุร่วมอยู่ด้วย ได้แก่ สารเคมีบางชนิด การกระทบกระแทก แผลเรื้อรัง รังสี แสงแดด ปรสิตบางชนิด สำหรับสารเคมีที่สามารถทำให้เกิดมะเร็งในสัตว์ทดลองได้หรือสารก่อมะเร็งนั้นเราเรียกว่า คาร์ซิโนเจน (Carcinogen) ซึ่งเป็นตัวที่ไปทำให้โครโมโซม ที่อยู่ในนิวเคลียสของเซลล์ปกติของร่างกายพิการไป โดยทำให้เซลล์มีการแบ่งตัวออกไปเรื่อยๆ ไม่หยุด จนเป็นก้อนมะเร็งลุกลามออกไปจนเป็นอันตรายต่ออวัยวะนั้นและแตกกระจายออกไปสู่อวัยวะอื่น เป็นอันตรายต่อร่างกายในที่สุด

   ลักษณะอาการ

         มะเร็งในระยะเริ่มแรกไม่แสดงอาการ ลักษณะของอวัยวะต่างๆ ก็ไม่มีอาการให้เห็นด้วยตาเปล่า ดังนั้นผู้ที่เป็นจึงไม่รู้ว่าตัวเองเป็นโรคนี้ แต่ทางการแทพย์ก็มีในการสังเกตอาการผิดปกติของตัวเองดังนี้คือ
  เป็นตุ่ม ก้อน หรือแผลที่ผิวหนัง เต้านม ริมฝีปาก กระพุ้งแก้ม หรือที่ลิ้น โตขึ้นผิดปกติ
  หูดหรือปานที่โตขึ้นผิดปกติ
  เป็นแผลเรื้อรัง ไม่รู้จักหายและโตขึ้น
  เสียงแหบอยู่เรื่อยๆ และไอ โดยหาสาเหตุไม่ได้
  ตกขาวหรือมีโลหิตออกกระปริบกระปรอยทางช่องคลอด
  ท้องอืด เบื่ออาหาร และผอมลงมาก หรือกลืนอาหารลำบาก
  การเปลี่ยนแปลงในการถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะที่ผิดปกติ

   วิธีบำบัดรักษา
         ระยะเริ่มเป็นอาจจะต้องใช้การผ่าตัดหรือฉายแสง หรือจะต้องทำร่วมกันก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเห็นของแพทย์ใช้สารเคมี ฉายแสงรังสี ในรายซึ่งเป็นมากแล้วเพื่อช่วยประทังให้คนไข้มีชีวิตอยู่และบางรายก็จำเป็นต้องใช้การผ่าตัดช่วยด้วย เช่น มะเร็งของทวารหนักก็ต้องเปิดช่องทางเดินอุจจาระผ่านทางหน้าท้องผู้ป่วยก็อาจจะมีชีวิตยืนยาวขึ้น
         มะเร็งในระยะเริ่มแรก สามารถรักษาให้หายขาดได้กว่า 30% และมะเร็งในบางตำแหน่ง เช่น ผิวหนังก็อาจจะรักษาให้หายได้เกือบ 100% ที่เข้าใจว่าเป็นมะเร็งแล้วต้องตายนั้นไม่เป็นความจริงเสมอไป ในเพศชายมักจะพบว่าเป็นมะเร็งอายุระหว่าง 50-70 ปี และในเพศหญิงตั้งแต่อายุ 34-70 ปี ความสำคัญอยู่ที่ความเข้าใจของประชาชนในเรื่องของมะเร็งเพื่อที่จะได้รับพบแพทย์โดยเร็วเมื่อสงสัยว่าจะเป็นมะเร็ง ซึ่งสามารถรักษาให้หายขาดได้ในระยะเริ่มแรกเท่านั้น การตรวจสุขภาพร่างกายประจำปี ก็เป็นวิธีหนึ่งที่อาจป้องกันการสูญเสียชีวิตจากมะเร็งได้



        จากคุณสมบัติของการเป็นสารอาหารต้านอนุมูลอิสระ เนื่องจากวิตามินอี เป็นสารประกอบสำคัญของผนังเซลล์ จะช่วยป้องกันอนุมูลอิสระ (Free radical) และป้องกันไม่ให้สารไนไตรท์ (สารประกอบที่พบใน แฮม ไส้กรอก และอาหารรมควัน) กลายเป็นสารไนโตรซามีนซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง วิตามิน อี จึงได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาในฐานะเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้ร่วมกับสารต้านอนุมูลอิระตัวอื่น คือ วิตามิน ซี และวิตามิน เอ (เบต้าแคโรทีน) จะให้ผลดีกว่าการบริโภควิตามิน อี อย่างเดียวในปริมาณมาก และวิตามิน อี จะช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็งได้ ช่วยให้โรคมะเร็งลุกลามช้าลง จากรายงานในนิตยสาร Journal of the National Cancer Institute โดย นพ.ออลลี่ พี ไฮโอเน็น และคณะ จากมหาวิทยาลัยเฮลซิงกิ ได้ติดตามสุขภาพของชาย 29,000 คน เป็นเวลา 6 ปี พบว่าชายที่กินวิตามิน อี ขนาด 400 IU ทุกวันสามารถลดอัตราการเกิดของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้ 32% และลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคนี้ลงได้ 41%
        สำหรับวิตามินซี มีการศึกษาโดยนักวิจัยของมหาวิทยาลัย Oregon State University ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ได้ค้นพบกลไกในการออกฤทธิ์ของวิตามิน ซี ตีพิมพ์ในหนังสือ Proceedings of the National Academy of Sciences โดยกล่าวว่าวิตามิน ซี จะไปทำปฏิกิริยากับพิษที่เกิดจากการเผาผลาญไขมันในร่างกาย ทำให้กลายเป็นสารที่ไม่เป็นพิษต่อร่างกาย
         สำหรับใยอาหาร ในปัจจุบันมีการศึกษาเกี่ยวกับใยอาหารในการนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับสุขภาพกันมากขึ้น โดยเฉพาะเกี่ยวกับการลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ ใยอาหาร หมายถึง สารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตหรือประเภทแป้ง ที่เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วร่างกายย่อยเองไม่ได้ เมื่อย่อยไม่ได้ก็ย่อมถูกดูดซึมในทางเดินอาหารไม่ได้ ใยอาหารแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่มหลัก ได้แก่
กลุ่มแรก คือ ใยอาหารชนิดละลายในน้ำ
  ใยอาหารชนิดที่ละลายน้ำจะเข้าขัดขวางการดูดซึมน้ำดีกลับเข้าสู่ตับ ทำให้ตับต้องใช้คอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอร์ไรด์มาผลิตเป็นน้ำดีเพิ่มมากขึ้น จึงสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอร์ไรด์ในซีรัมของผู้ที่มีปัญหาภาวะไขมันในร่างกายสูงได้
กลุ่มที่สอง คือ ใยอาหารที่ไม่ละลายในน้ำ
  ใยอาหารประเภทไม่ละลายน้ำหรือเรียกว่ากากใยอาหาร เป็นใยอาหารที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ พบในในผักผลไม้ที่มีเส้นใยเหนียว เช่นแกนสับปะรด ก้านคะน้า มีหน้าที่ดึงน้ำไว้ในตัวเองทำให้การใยเหล่านี้มีน้ำหนักมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อระบบทางเดินอาหาร ทำให้ถ่ายอุจจาระได้ดีขึ้น โดยทั่วไปเมื่อเราทานอาหาร ร่างกายจะได้รับใยอาหารทั้งสองกลุ่มผสมกัน ส่งผลให้เกิดประโยชน์ครบถ้วนต่อร่างกายโดยเฉพาะมีการศึกษาว่าสามารถป้องกันมะเร็งบางชนิดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในลำไส้ใหญ่ คณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาแนะนำว่า ควรทานใยอาหารวันละ 20-35 กรัม
        ใยอาหารมีมากอยู่ในผักและผลไม้ นอกจากนี้ยังมีมากอยู่ในอาหารประเภทธัญพืชที่ไม่ขัดสี อย่างเช่น ข้าวซ้อมมือ ส่วนข้าวกล้องเองซึ่งเป็นข้าวขัดสีน้อยก็พอจะมีใยอาหารอยู่บ้าง อาหารอีก กลุ่มหนึ่งที่มีใยอาหารปนอยู่เล็กน้อยคือ พืชประเภทถั่วเมล็ดแห้งทั้งหลาย หรือสำหรับทางออกของผู้ที่ไม่มีโอกาสรับประทานอาหารเหมือนที่แนะนำมาก็สามารถเลือกใยอาหารสำเร็จรูปได้เช่นกัน

   การปฏิบัติตัวอย่างไรให้ห่างไกลจากมะเร็ง
         หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง อาหารที่มีสารก่อมะเร็ง อาหารมีสิ่งแปลกปลอม เช่น อะฟลาท็อกซิน ยาฆ่าแมลง อาหารที่มีไนเตรต ไนเตรตผสมอยู่ หลีกเลี่ยงอาหารที่เก็บไว้นาน เพราะอาจมีการปนเปื้อนเชื้อราและพิษจากเชื้อเหล่านั้นได้ ลด อาหารเค็ม เช่น เกลือ ซอสทั้งหลาย อาหารหมักดอง อาหารกระป๋องที่ใส่เกลือมาก อาหารประเภทเนื้อปรุง เช่น แฮม เบคอน ไส้กรอก หมูยอ แหนม ซึ่งอาจมีสารเจือปนอยู่ การปรุงอาหารโดยเฉพาะเนื้อสัตว์หรือปลา โดยสัมผัสโดยตรง กับเปลวไฟ เช่น ปิ้ง ย่าง เนื้อรมควัน ไม่ควรทานบ่อยเกินไป