'ตาแห้ง' โรคที่คุณสามารถรักษาได้ด้วยตัวเอง

'ตาแห้ง' โรคที่คุณสามารถรักษาได้ด้วยตัวเอง

โรคตาแห้ง (Dry eye disease)

     คือหนึ่งในปัญหาใหญ่เกี่ยวกับดวงตาของบรรดาคนทำงานที่ต้องนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน จากข้อมูลสถิติจากคนมากกว่า 42 ประเทศทั่วโลก มีคนมากกว่า 378 ล้านคนที่ต้องเข้ารับการรักษาโรคตาแห้ง ซึ่งโรคนี้เกิดจากดวงตาขาดสารหล่อลื่นและมีความชุ่มชื้นไม่เพียงพอ โดยก่อให้เกิดระคายเคืองตา ลุกลามไปจนถึงการการอักเสบของดวงตาในอนาคต
     สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคตาแห้งมีอยู่หลายปัจจัย แต่หากจะตีกรอบกลุ่มคนที่เสี่ยงเป็นโรคนี้ไปที่ ‘คนทำงาน’ หรือ ‘นักศึกษา’ สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคนี้ก็คือ การใช้สายตาจ้องจอคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน หรืออุปกรณ์ดิจิตอลในระยะใกล้ติดต่อกันเป็นเวลานาน รวมถึงการอ่านหนังสือต่อเนื่องเป็นเวลาหลายชั่วโมง สำหรับกลุ่มเสี่ยงอื่นๆ สาเหตุนอกจากนี้ก็มีปัจจัยเช่น เพศ โดยพบว่าเพศหญิงจะมีโอกาสเป็นโรคตาแห้งมากกว่าเพศชาย และคนที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปก็มีโอกาสเป็นโรคตาแห้งสูงกว่าวัยอื่น อีกทั้งปัจจัยเกี่ยวกับโรคประจำตัวก็เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคตาแห้งได้เช่นกัน
     มีผลการวิจัยในต่างประเทศเกี่ยวกับพฤติกรรมของการใช้สายตาจ้องจอคอมพิวเตอร์ในระยะใกล้เป็นเวลานาน พบว่า การกระพริบตาของคนเราจะลดน้อยลงถึง 3 เท่ากว่าภาวะปกติ (โดยปกติคนเราจะกระพริบตา 8-15 ครั้งต่อนาที)  
     หากนั่งทำงานในห้องแอร์ที่มีสภาพอากาศที่เย็นและแห้ง รวมกับแสงสีฟ้าจากจอคอมพิวเตอร์ ยิ่งเป็นการกระตุ้นให้เกิดอาการตาแห้งได้ง่าย และโดยเฉพาะการทำงานติดต่อกันมากกว่า 2 ชั่วโมงโดยไม่พักสายตา ก็ยิ่งส่งผลให้เกิดตาแห้งได้ง่ายเพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าตัว  ที่สำคัญที่สุดก็คือ หากปล่อยไว้ไม่ดูแล จะส่งผลให้เยื่อบุตาอักเสบ แสบตา ตาแดง และหากตาแห้งมาก ๆ มีโอกาสที่กระจกตาจะถลอกหรือเป็นแผลเกิดการติดเชื้อได้ง่าย

   วิธีแก้ปัญหาโรคตาแห้งด้วยตัวเอง
          มีแพทย์และผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก ต่างแนะนำวิธีแก้ปัญหาโรคตาแห้งเอาไว้ เช่นเดียวกับ Dr. Akpek Esen ศาสตราจารย์ทางด้านจักษุวิทยาและผู้อำนวยการของ Johns Hopskins Medicine สถาบันที่เชี่ยวชาญโรคตาในสหรัฐอเมริกา ได้แนะนำวิธีการแก้ปัญหาโรคตาแห้งด้วยตัวเองที่ได้ผลและทำได้ง่ายๆ โดยเริ่มจาก  

1.  การกะพริบเป็นประจำ
     การกะพริบเป็นการสร้างความชุ่มชื้นให้กับดวงตา และควรกะพริบตาในแต่ละครั้งให้ได้เฉลี่ยอย่างน้อย 8-15 ครั้งต่อนาที
2.  พักสายตาทุกๆ 20 นาที
     การนั่งจ้องจอคอมพิวเตอร์ถือเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คนทำงานเกิดอาการตาแห้งได้มากที่สุด ดังนั้นเทคนิคที่จะช่วยสุขภาพดวงตาได้ก็คือ ใช้สูตร 20-20-20 โดยสูตรนี้แนะนำให้ทุกๆ 20 นาที ละสายตามองไปไกลได้ 20 ฟุต เป็นเวลา 20 วินาที
3.  หลีกเลี่ยงการอยู่ในสภาพแวดล้อมหรืออากาศที่แห้ง
     การทำงานในห้องแอร์ที่แห้ง หรือสภาพแวดล้อมที่มีฝุ่นควัน สามารถทำให้เกิดโรคตาแห้งได้มากกว่าคนที่อยู่ในพื้นที่ปกติ ซึ่งคนทำงานส่วนใหญ่ต้องทำงานในห้องปรับอากาศ ความสะอาดของอากาศภายในห้อง ฝุ่นต่างๆ ล้วนเป็นปัจจัยทำให้เกิดโรคตาแห้งทั้งสิ้น
4.  การใช้ยาหยอดตา
     การใช้น้ำตาเทียมหยอดตาก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยแก้ปัญหาโรคตาแห้งได้ เราสามารถใช้น้ำตาเทียมหยอดตาทุกๆ 1-2 ชั่วโมง เมื่อเกิดอาการตาแห้งระหว่างทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์หรืออ่านหนังสือเป็นเวลานาน ซึ่งน้ำตาเทียมแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือชนิดที่มีสารกันเสียและชนิดที่ไม่มีสารกันเสีย หากเป็นชนิดที่ไม่มีสารกันเสียสามารถหยอดได้ตามความต้องการหรือทุกครั้งที่มีอาการ แต่หากเป็นชนิดที่มีสารกันเสีย ไม่ควรหยอดบ่อยเกินไป (4 ชั่วโมงไม่ควรหยอดเกิน 1 ครั้ง หรือไม่ควรหยอดเกินวันละ 4-6 ครั้ง)
5.  การใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประคบ
     การใช้น้ำอุ่นซึ่งมีอุณหภูมิที่พอเหมาะมาประคบดวงตาจะสามารถช่วยให้เปลือกตาผลิตไขมันมากขึ้น สามารถบรรเทาอาการตาแห้งได้ แต่ต้องแน่ใจว่าน้ำที่นำมาประคบต้องไม่ร้อนจนเกินไป เพราะหากน้ำมีความร้อนมากเกินไปอาจส่งผลให้เกิดการอักเสบแดงบริเวณเปลือกตาที่เป็นผลมาจากความร้อนได้ และผ้าที่นำมาประคบก็ต้องแน่ใจว่าสะอาดเพียงพอ เพราะโรคตาแห้งดวงตามีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายมากกว่าปกติ
6.  การทานสารอาหารที่จำเป็น
     หนึ่งในวิธีที่วงการแพทย์ยอมรับว่าสามารถป้องกันโรคตาแห้งได้ก็คือ การทานสารอาหารที่จำเป็นในการบำรุงดวงตาจากรายงานการวิจัยโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก พบว่า การได้รับสารอาหารที่มีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระสูง เช่น การบริโภคผักผลไม้หลากสีจะช่วยบำรุงดวงตาป้องกันการเสื่อมได้ โดยสารอาหารที่ช่วยดูแลดวงตาที่สำคัญหลักๆ มี 3 ชนิดได้แก่ ลูทีน (Lutein) พบมากในผักใบเขียว เช่น คะน้า ผักโขม ผักกาด ปวยเล้ง เป็นต้น โดยสารอาหารชนิดนี้จะทำหน้าที่ป้องกันรังสีจากแสงแดด ช่วยกรองแสงสีน้ำเงินที่มาทำลายดวงตาและช่วยปกป้องเซลล์ของจอประสาทตาโดยการลดอนุมูลอิสระที่ทำลายดวงตา
     สารอาหารต่อมาที่สำคัญก็คือ เบต้าแคโรทีน (Beta-carotene) เป็นสารอาหารธรรมชาติที่พบมากในแครอท ฟักทอง ร่างกายจะเปลี่ยนเบต้าแคโรทีนให้เป็นวิตามินเอ ซึ่งช่วยการมองเห็นในที่มืด ป้องกันโรคตาบอดตอนกลางคืน และสามารถต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยบำรุงดวงตา และป้องกันโรคตาหลายชนิด เช่น ต้อกระจก รวมถึงช่วยให้ผิวเยื่อเมือกในตาชุ่มชื่นขึ้น
     สารอาหารลำดับสุดท้ายที่สามารถช่วยแก้ปัญหาโรคตาแห้งได้ก็คือ บิลเบอร์รี่สกัด (Bilberry extract) ผลไม้ในตระกูลเบอร์รี่ ก็สามารถบำรุงดวงตาได้เช่นกันโดยมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยป้องกันเลนส์ตา และสร้างความแข็งแรงให้กับเส้นเลือดฝอยในตาช่วยให้ไม่เปราะแตกง่าย อีกทั้งยังปกป้องเซลล์ดวงตาไม่ให้ขุ่นมัวอันเป็นต้นเหตุของโรคต้อกระจก

     แต่ในปัจจุบันมีคนจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะทานสารอาหารบำรุงดวงตาในรูปแบบของอาหารเสริมกันมากขึ้น แต่การเลือกซื้อก็ต้องพิจารณาเลือกจากผลิตภัณฑ์ยี่ห้อที่เชื่อถือได้ ต้องคำนึงถึงมาตรฐานการผลิต เพราะปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์อาหารเสริมบำรุงดวงตาขายอย่างมากมายในตลาด มีคุณภาพบ้าง ไม่มีคุณภาพบ้าง หากเลือกยี่ห้อที่ไม่มีมาตรฐานแทนที่จะได้รับประโยชน์กลับอาจจะทำให้ร่างกายได้รับผลเสีย
     สิ่งสำคัญนอกเหนือจากการเลือกทานสารอาหารบำรุงดวงตาแล้ว เราต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ พักสายตาและปฏิบัติตามที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ ปัญหาโรคตาแห้งรับรองว่าไม่เกิดกับเราอย่างแน่นอน

 
ขอบคุณข้อมูลจาก :            
www.thailandmedical.news/news/dry-eye-syndrome:-symptoms,-causes-and-treatments-
https://med.mahidol.ac.th/ramachannel/home/article/โรคตาแห้ง-อันตรายจากการ/
https://www.everydayhealth.com/dry-eyes/do-it-yourself-ways-manage-dry-eye
https://prayod.com/บิลเบอร์รี่-บำรุงสายตา