ไขมันอุดตันในหลอดเลือด ป้องกันด้วยวิธีง่ายๆ ทำได้ทุกวัน

ไขมันอุดตันในหลอดเลือด ป้องกันด้วยวิธีง่ายๆ ทำได้ทุกวัน

       หลายคนรู้จักไขมันอุดตันเลือดที่เป็นหนึ่งในสาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันและโรคหลอดเลือดสมองตีบ อีกทั้งยังเข้าใจว่าเกิดจากไขมันคอเลสเตอรอลสูงเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุทีีเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกลุ่มนี้เช่นกัน ปัจจุบันโรคกลุ่มไขมันอุดตันหลอดเลือด เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆของคนไทยก็ว่าได้ ดังนั้นเพื่อสุขภาพที่ดี มาทำความรู้จัก เเละ เรียนรู้วิธีป้องกันอย่างถูกต้องกันเถอะ

  ทำไมไขมันคอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอร์ไรด์ จึงเป็นสาเหตุสำคัญในการเกิดโรคเหล่านี้
       ด้วยพฤติกรรมของคนในยุคนี้ ที่ค่อนข้างเร่งรีบ ทำให้ละเลยการดูเเลตนเอง ไม่ออกกำลังกาย เลือกทานอาหารจานด่วน ส่งผลให้มีระดับไขมันคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดสูงมากขึ้น จึงทำให้มีความเสี่ยงมากขึ้นในการเกิดโรคไขมันอุดตันหลอดเลือด



  วิธีง่ายๆ ช่วยป้องกันไขมันคอเลสเตอรอลและไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดสูง
       1.  รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
             - ในวงการเเพทย์ส่วนใหญ่จะประเมินค่าดัชนีมวลกายเป็นหลัก(BMI : Body mass index) เพื่อประเมินภาวะอ้วนเเละผอม ตั้งเเต่อายุ 20 ปีขึ้นไป มีวิธีการคำนวณคือ   BMI = น้ำหนักตัว(กิโลกรัม)หารด้วยส่วนสูง (เมตร)
               หากได้ค่า BMI ค่าน้อยกว่า 18.5      คือ น้ำหนักน้อยกว่ามาตรฐาน
                           ตั้งเเต่ค่า   18.5 -  22.9      คือ น้ำหนักปกติ
                           ตั้งเเต่ค่า    23.0 - 24.9      คือ อ้วน
                           ค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 30 คือ อ้วนมาก
             - ออกกำลังกายเเบบคาร์ดิโอที่เน้นการเผาผลาญไขมัน สัปดาห์ละ 3 วัน ครั้งละ 20-30 นาที ส่วนผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาเเพทย์ก่อนออกกำลังกาย เพื่อความปลอดภัยเเละได้ประโยชน์   สูงสุดด้านสุขภาพ

       2.  ควบคุมอาหาร
              - ลดอาหารมันๆ เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน, ของทอด
              - ลดอาหารเเละเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง เช่น น้ำอัดลม คุกกี้ ขนมไทย
              - จำกัดการทานเเป้ง เช่น จากการทานข้าวขาวเเละเส้นก๋วยเตี๋ยวธรรมดา เปลี่ยนเป็นข้าวกล้องหรือเส้นที่ทำจากพืช (เส้นก๋วยเตี๋ยวข้าวกล้องออร์เเกนิก) เเต่ถ้าหากทานยากสามารถทานข้าวขาวหรือเส้นก๋วยเตี๋ยวได้ในปริมาณไม่เกิน 2-3 ทัพพีต่อมื้อ ส่วนขนมปังให้ทาน 2-3 เเผ่นต่อมื้อเช่นกัน
              - ทานปลาทะเล สัปดาห์ละ 2- 3 ครั้ง เนื่องจากในไขมันปลามีกรดไขมัน Omega-3 ที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายดึงไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ไปใช้เป็นพลังงานมากขึ้น ส่งผลให้ระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดลดลงได้

       3.  งดสูบบุหรี่
              มีการค้นพบว่าการสูบบุหรี่ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคไขมันอุดตันหลอดเลือดเพิ่มขึ้น เพราะในบุหรี่มีสารนิโคตินเเละคาร์บอน ทำให้ร่างกายได้รับปริมาณออกซิเจนน้อยลง อีกทั้งยังเป็นตัวทำลายผนังหลอดเลือด  ส่งผลให้เกิดหลอดเลือดเเข็งตัว

       4.  ลดความเครียด
              ความเครียดเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ไขมันหลอดเลือดอุดตัน เพราะเมื่อมีความเครียดจะทำให้หลอดเลือดหดเเละตีบตัน อีกทั้งฮอร์โมนบางชนิดยังกระตุ้นให้ไขมันที่อยู่ตามอวัยวะต่างๆ ให้หลุดออกมา เเละเข้ากระเเสเลือด ส่งผลให้มีความเสี่ยงโรคหลอดเลือดอุดตันเพิ่มขึ้นอีก

       5.  พบเเพทย์เพื่อตรวจเช็คระดับไขมันในเลือดอย่างสม่ำเสมอ
              ควรพบแพทย์อย่างน้อย 1 ครั้ง ทุกๆ 6 เดือน แต่ถ้าในผู้ที่มีความเสี่ยง เช่น มีโรคประจำตัวเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ควรตรวจไขมันในเลือด 1 ครั้ง ทุกๆ 3 เดือนหรือตามที่แพทย์นัด



  สารอาหารที่ช่วยลดไขมันในเลือดสูง
        เมื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการทานอาหาร เเละการใช้ชีวิตแล้ว ยังมีสารอาหารจากธรรมชาติที่มีส่วนช่วยลดไขมันไตร์กลีเซอร์ไรด์ และช่วยปกป้องหลอดเลือดหัวใจและสมองจากการอุดตันของไขมันได้  อย่างเช่น กรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกายควรได้รับจากอาหารทุกวัน และแหล่งของกรดไขมันชนิดนี้ ที่เป็นที่นิยมเเละหาทานได้ง่าย ก็คือ น้ำมันปลา
          น้ำมันปลา (Fish oil)
            เป็นที่กล่าวขานกันมาตลอด กับสรรพคุณที่สามารถป้องกันไขมันคอเลสเตอรอลและลดไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์อุดตันหลอดเลือดได้ นอกจากนั้นมีการรวบรวมงานวิจัยในปี 1990 – 2006 พบว่ากรดไขมันโอเมก้า 3 มีส่วนช่วยลดระดับไขมันไตรกลีเซอรไรด์เทียบเท่ากับยาลดระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ แม้ว่าผู้ป่วยจะมีระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ที่สูงถึง 500 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ก็ยังสามารถลดระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ได้เป็นอย่างดี



  การเลือกซื้อน้ำมันปลา อย่างไรให้ได้คุณภาพและปลอดภัย
       สิ่งสำคัญที่สุดในการเลือกซื้อน้ำมันปลา คือ ตรวจดูปริมาณของ EPA เละ DHA ทั้งคู่ต้องมีมากกว่า 20% เพราะบางยี่ห้ออาจมีสาร 2 ตัวนี้น้อยเกินไป เนื่องจากอาจจะมีส่วนผสมอื่นที่นำมาตอกเป็นเม็ด ซึ่งสัดส่วนของปริมาณ EPA : DHA ควรเป็น 3 : 2 ตัวอย่างเช่น EPA180 มิลลิกรัม และ DHA 120 มิลลิกรัม เพราะเป็นสัดส่วนที่มีผลการวิจัยทางการแพทย์รองรับในประสิทธิภาพและความปลอดภัยมากที่สุด
        การเลือกแหล่งที่มาของวัตถุดิบที่นำมาสกัดเป็นน้ำมันปลา ควรเลือกแหล่งที่มาจากธรรมชาติ มีการตรวจสอบความเข้มข้นของกรดไขมันด้วย และปราศจากสารปนเปื้อนที่ติดมากับปลา มีการผ่านการมาตรฐาน GMP เนื่องจากปัจจุบันน่านน้ำทะเลจะมีสารพิษตกค้างในปริมาณที่สูง แน่นอนว่าปลาที่มาจากแหล่งธรรมชาติเหล่านี้จะมีสารพิษเจือปนด้วย รูปเเบบน้ำมันปลาควรเป็นเม็ดเจลที่ปิดสนิท เเละมีวิตามินอี เป็นส่วนประกอบ เพราะจะช่วยปกป้องให้กรดไขมันไม่อิ่มตัวไม่สลายระหว่างรอการบริโภค
         ถ้าอยากให้ผลตรวจสุขภาพของคุณในปีนี้ ห่างไกลจากไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์เเละไขมันคอเลสเตอ รอล อย่าลืมหาน้ำมันปลาที่คัดสรรตั้งเเต่วัตถุดิบที่ปลอดภัย ใส่ใจในกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน GMP ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์ที่คงคุณภาพให้กับน้ำมันปลาจนถึงมือผู้บริโภค ช่วยให้คุณมั่นใจในคุณภาพเเละความปลอดภัยของน้ำมันปลาได้อย่างเต็มร้อย 



ขอบคุณข้อมูลจาก :

https://www.thairath.co.th/news/local/1656640
https://www.si.mahidol.ac.th/project/geriatrics/knowledge_article/knowledge_healthy_6_004.html
https://www.thaihealth.or.th/Content/44137-ผลของความเครียดต่อสุขภาพ.html
http://www.thaiheartfound.org/category/details/food/263
https://www.thaihealth.or.th/Content/42955-ผลเสียที่เกิดจากบุหรี่%20.htmlmatrthan?tmpl=%2Fsystem%2Fapp%2Ftemplates%2Fprint%2F&showPrintDialog=1