วิธีเลือกซื้อน้ำมันปลาอย่างผู้รู้จริง

วิธีเลือกซื้อน้ำมันปลาอย่างผู้รู้จริง

       เป็นที่กล่าวขานกันมาอย่างยาวนานในวงการการแพทย์เกี่ยวกับสรรพคุณของ ‘น้ำมันปลา’ ที่ช่วยบำรุงสมองมีส่วนช่วยในการเรียนรู้ จดจำ และชะลอความเสื่อมของเซลล์สมองได้ดี  เนื่องจากในน้ำมันปลามีกรดไขมันที่ชื่อว่า “Omega-3” ที่ประกอบด้วยอีพีเอ (EPA) และดีเอชเอ (DHA) ซึ่งมีความจำเป็นต่อเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย  หากในแต่ละวันร่างกายได้รับในปริมาณที่เพียงพอจะช่วยให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุนี้น้ำมันปลาจึงเป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับการบำรุงสมอง ป้องกันสมองเสื่อมได้อย่างไม่ต้องสงสัย
       หากต้องการบำรุงร่างกายด้วยสารอาหารนี้  MEGA We care มีเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ที่จะช่วยให้คุณเลือกทานน้ำมันปลาได้อย่างผู้รู้จริง เพื่อให้ได้คุณค่าอย่างเต็มที่และปลอดภัยในระยะยาว

วิธีเลือกทานน้ำมันปลา


   เลือกแหล่งที่มาของปลาที่นำมาผลิต 
       เริ่มแรกควรเลือกแหล่งที่มาของปลาที่มาจากธรรมชาติและผลิตจากปลาทะเลน้ำลึก เนื่องจากปลาทะเลน้ำลึกจะมีกรดไขมันที่มีปริมาณสูง และยิ่งถ้ามาจากแหล่งน่านน้ำธรรมชาติก็จะยิ่งปราศจากสารปนเปื้อนที่อาจติดมากับปลาด้วย อีกทั้งต้องมีการตรวจสอบสารปนเปื้อนทั้งโลหะหนัก สารตะกั่ว ปรอท แคดเมียม สารหนูและผ่านมาตรฐาน GMP มาตรฐานยารองรับระดับโลก

   ตรวจดูปริมาณของ EPA และ DHA ให้ดี
       ควรดูปริมาณของ EPA และ DHA ของแต่ละยี่ห้อให้ดี บางยี่ห้ออาจระบุปริมาณของกรดไขมัน Omega-3 ว่าบรรจุ 1,000 มิลลิกรัมต่อเม็ด แต่ปริมาณของ EPA และ DHA กลับมีน้อยมาก เนื่องจากอาจมีส่วนผสมอย่างอื่นมาเจือปนด้วย ซึ่งสัดส่วนของปริมาณ EPA : DHA ที่เชื่อว่าจะมีผลในการดูแลสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด คือ 3:2 ยกตัวอย่างเช่น หากมีปริมาณ EPA 180 มิลลิกรัม จะต้องมีปริมาณ DHA 120 มิลลิกรัม

   เลือกรูปแบบเม็ดแคปซูลนิ่ม 
       ส่วนมากรูปแบบของน้ำมันปลามักจะบรรจุในเม็ดแคปซูลนิ่ม (Soft Gel) เพราะจะช่วยป้องกันไม่ให้กรดไขมัน Omega-3 สลายตัวระหว่างรอทานดีกว่าเม็ดยาในรูปแบบแคปซูลแข็ง ที่อาจมีรอยรั่วตรงขอบเม็ด ซึ่งจะทำให้อากาศเข้าไปทำปฏิกิริยากับกรดไขมัน Omega-3  เป็นเหตุให้กรดไขมันสลายตัวและปริมาณลดลง

   สังเกตขวดบรรจุภัณฑ์
       จะสังเกตได้ว่า ในท้องตลาดมีทั้งบรรจุภัณฑ์แบบขวดทึบแสงที่เป็น ‘ขวดพลาสติก’ และ ‘ขวดแก้ว’ จึงมีคำถามเกิดขึ้นว่า ควรเลือกบรรจุภัณฑ์แบบใด ซึ่งจริง ๆ แล้วบรรจุภัณฑ์ทั้งสองแบบมีข้อดีแตกต่างกัน ดังนี้

       บรรจุภัณฑ์ที่เป็นขวดพลาสติก :  ข้อดีของขวดพลาสติกคือ “เบา สะดวกต่อการพกพา” แต่ต้องดูคุณภาพของขวดชนิดนี้ให้ดีว่าเป็นขวดพลาสติกเกรดยาหรือไม่ หากเป็นขวดพลาสติกเกรดยาย่อมมีมาตรฐานดีกว่าขวดพลาสติกเกรดอาหารเสริมทั่วไป ที่ช่วยปกป้องตัวผลิตภัณฑ์ให้ทรงคุณค่าได้อย่างดีเยี่ยม
       บรรจุภัณฑ์ที่เป็นขวดแก้ว :  ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารส่วนใหญ่ถึงบรรจุในขวดแก้วสีชา ด้วยเหตุเพราะขวดแก้วไม่ทำปฎิกิริยาใดๆ กับยา แต่ขวดแก้วสีชานั้นจะไม่เหมาะกับผลิตภัณฑ์หรือยาที่ไวต่อแสง เพราะแก้วสีชาไม่สามารถป้องกันแสงได้ 100% 



       วิธีการเลือกซื้อน้ำมันปลาทั้งหมดนี้ เป็นวิธีที่จะช่วยให้คุณเลือกน้ำปลาได้อย่างมั่นใจว่าจะได้รับคุณค่าอย่างเต็มที่และปลอดภัย
       ด้วยความห่วงใยจาก MEGA We care 


ขอบคุณข้อมูลจาก :

https://medthai.com/10-อันดับน้ำมันปลา/