กลูต้าไธโอน สาเหตุหนึ่งของ โรคด่างขาว

กลูต้าไธโอน สาเหตุหนึ่งของ โรคด่างขาว

     “ผิวขาว เท่ากับ สวย” เป็นอีกหนึ่งคำนิยามที่คุ้นหูของใครหลายคน แต่จะคุ้มหรือไม่…หากความขาว ความสวยที่คุณปรารถนานั้นต้องแลกมากับปัญหาสุขภาพที่จะตามมาในอนาคต?

     MEGA We care อยากให้คุณมีผิวขาว สวย ควบคู่ไปกับการมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง บทความนี้เราจึงมีสาระน่ารู้เกี่ยวกับ “กลูต้าไธโอน” มาบอกกัน พร้อมไขข้อข้องใจที่ว่า กลูต้าไธโอนแบบกินนั้นช่วยทำให้ผิวขาวได้จริงหรือ, การฉีดผิวขาวปลอดภัยแค่ไหน พร้อมทั้งอธิบายว่าโรคด่างขาวคืออะไร แล้วจริงหรือไม่ที่กลูต้าไธโอนเป็นสาเหตุของการเกิดโรคด่างขาว?

 

  สนใจหัวข้อไหน...คลิกเลย

       ทำความรู้จักกับ “กลูต้าไธโอน”

       กลูต้าไธโอนแบบฉีด

       กลูต้าไธโอนแบบกิน

       ทำความรู้จักกับ “โรคด่างขาว”

       โรคด่างขาว (Vitiligo)

       สาเหตุการของการเกิดโรคด่างขาว

       ทำไมโรคด่างขาวจึงน่ากลัว?

       อยากมีผิวขาวอย่างปลอดภัยต้องทำอย่างไร?

       ทางเลือกใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมคือการดูแลผิวจากภายใน

 

        ทำความรู้จักกับ “กลูต้าไธโอน”

     กลูต้าไธโอน คือ โปรตีนชนิดหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยกรดอะมิโนที่สำคัญ 3 ชนิด คือ ซิสเตอิน (Cystein), ไกลซิน (Glycine) และ กลูตาเมท (Glutamate) แต่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้ว่า…ความจริงแล้วร่างกายของคนเราสามารถผลิตกลูต้าไธโอนขึ้นได้เองตามธรรมชาติ โดยจะพบมากที่บริเวณตับ และโปรตีนชนิดนี้จะทำหน้าที่ในการปกป้องเนื้อเยื่อไม่ให้ถูกทำลายโดยสารอนุมูลอิสระ มีส่วนช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย และยังช่วยตับในการขจัดสารพิษต่างๆออกจากร่างกายได้ ด้วยเหตุนี้เองทางการแพทย์จึงได้มีการนำกลูต้าไธโอนมาใช้รักษาโรคบางชนิด และต่อมาได้มีการนำกลูต้าไธโอนมาใช้ในด้านความสวยความงามอย่างแพร่หลาย เพราะเชื่อกันว่าสามารถช่วยทำให้ผิวขาวขึ้นได้

     อีกหนึ่งเรื่องที่ต้องรู้สำหรับคนอยากขาวก็คือ กลูต้าไธโอน คือตัวช่วยเพื่อผิวขาวที่มาพร้อมความเสี่ยง ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

     กลูต้าไธโอน ที่นิยมใช้เพื่อปรับสีผิวให้ดูขาวขึ้น มีด้วยกัน 2 แบบ ดังนี้

   กลูต้าไธโอนแบบฉีด

     เมื่อฉีดกลูต้าไธโอนแล้วจะทำให้สีผิวอ่อนลง ผิวดูขาวขึ้น แต่จำเป็นต้องฉีดซ้ำอยู่เรื่อยๆ เพราะให้ผลลัพธ์แค่ชั่วคราวเท่านั้น ข้อเสียของกลูต้าไธโอนแบบฉีดคือมีผลข้างเคียงต่อสุขภาพ หากได้รับกลูต้าไธโอนในปริมาณที่มากเกินไป หรือสะสมอยู่ในร่างกายเป็นเวลานาน อาจเกิดผลข้างเคียงขึ้นกับร่างกายได้ เช่น มึนงง ปวดหัว ตาพล่ามัว หรืออาจทำให้มีสารตกค้างในร่างกาย และการที่ร่างกายได้รับกลูตาไธโอนมากเกินปกติ จนทำให้เกิดความผิดปกติกับเซลล์ Melanocyte ซึ่งเป็นเซลล์สร้างเม็ดสี จึงเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคด่างขาว นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ที่ฉีดกลูต้าไธโอนบางรายอาจเกิดอาการแพ้รุนแรงถึงขั้นทำให้เสียชีวิตเฉียบพลันได้

   กลูต้าไธโอนแบบกิน

     สำหรับกลูต้าไธโอนในรูปแบบนี้ มีผลการศึกษาเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่ยืนยันว่าสามารถทำให้สีผิวอ่อนลงได้ เนื่องจากกลูต้าไธโอนแบบกินนั้นเมื่อเข้าไปในกระเพาะ จะถูกย่อยจนหมด ร่างกายไม่ได้ดูดซึมเข้าไปในรูปแบบของกลูต้าไธโอน ดังนั้นการกินกลูต้าไธโอนเข้าไปจึงไม่เกิดประโยชน์ ไม่ช่วยทำให้ผิวขาว และในระยะยาวยังส่งผลต่อตับ เสี่ยงทำให้เส้นเลือดไม่แข็งตัวจนเลือดออกตามผิวหนังได้

        ทำความรู้จักกับ “โรคด่างขาว”

  โรคด่างขาว (Vitiligo)

     โรคด่างขาว คือ โรคที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างเม็ดสีผิว (Melanocyte) ซึ่งเซลล์ดังกล่าวอาจถูกทำลายหรือหยุดการสร้างเม็ดสีผิว (Melanin) ด้วยปัจจัยหลายอย่าง จนทำให้เกิดเป็นด่างสีขาวคล้ายน้ำนมตามผิวหนัง

  สาเหตุการของการเกิดโรคด่างขาว

     ยังไม่เป็นที่แน่ชัดเพราะมีปัจจัยหลายอย่าง อาทิเช่น เกิดจากกรรมพันธุ์ เกิดจากภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เกิดจากโรคแพ้ภูมิตัวเอง เป็นอาการหนึ่งของโรคมะเร็งผิวหนังหรือมะเร็งต่อมน้ำเหลือง นอกจากนี้ยังพบว่าแสงแดด ความเครียด และสารเคมีที่เข้าสู่ร่างกายเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคด่างขาว เพราะจะส่งผลให้เซลล์ผิวหนังที่ชื่อ เมลาโนไซต์ (Melanocyte) ซึ่งมีหน้าที่ผลิตเม็ดสีผิว (Melanin) หยุดทำงานหรือถูกทำลาย สีผิวจึงเริ่มซีดและค่อยๆเปลี่ยนไป จนเป็นด่างขาว ในบางรายอาจมีผิวแดง อักเสบ มีสีผิวที่เข้มขึ้น หรืออาจมีอาการคันร่วมด้วย

 

Vitiligo

 

        ทำไมโรคด่างขาวจึงน่ากลัว?

     โรคด่างขาว ไม่ใช่แค่ทำให้สีผิวไม่สม่ำเสมอ แต่ผู้ป่วยโรคด่างขาวจะขาดเม็ดสีผิว (Melanin) ซึ่งทำให้ผิวมีความไวต่อแสงแดดมากกว่าคนทั่วไป จึงเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนัง อีกทั้งยังอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น เกิดปัญหากับดวงตา เช่น ม่านตาอักเสบ สูญเสียการได้ยินบางส่วนหรือหูตึง ทำให้ผิวแห้งและคัน เป็นต้น
     เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดโรคด่างขาว ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงที่จะไปกระตุ้นให้เซลล์ซึ่งทำหน้าที่สร้างเม็ดสีผิวถูกทำลาย หรือทำงานผิดปกติ หนึ่งในนั้นคือการฉีดผิวขาว รวมถึงการกินกลูต้าไธโอนด้วย

        อยากมีผิวขาวอย่างปลอดภัยต้องทำอย่างไร?

   อยากมีผิวขาวควบคู่ไปกับการมีสุขภาพผิวที่ดี โดยไม่ต้องกังวลเรื่องผลข้างเคียง

     ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิวในปริมาณที่พียงพอ โดยเฉพาะผักและผลไม้ที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสามารถสร้างกลูต้าไธโอนตามธรรมชาติได้ดีขึ้น เช่น ผักผลไม้ประเภทหน่อไม้ฝรั่ง อะโวคาโด และวอลนัท  รวมถึงจากจากอาหารประเภทโปรตีน ไข่ และ นม

     แต่เนื่องจากวิถีชีวิตของคนในยุคปัจจุบันที่ค่อนข้างเร่งรีบ ทำให้พฤติกรรมการกินเปลี่ยนแปลงไปด้วย หลายคนกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ กินอาหารจำเจ ส่งผลให้สุขภาพร่างกาย รวมถึงสุขภาพผิวไม่แข็งแรงเท่าที่ควร

   ทางเลือกใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมคือการดูแลผิวจากภายใน

     การดูแลผิวจากภายในด้วยกรดอะมิโนที่มีบทบาทเป็นสารตั้งต้นของกลูต้าไธโอน อย่าง L-Cysteine เพราะจะไปช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดสีฟีโอเมลานิน (เม็ดสีที่พบในคนผิวขาว) และช่วยยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์ไทโรซิเนสที่หากมีมากเกินไปจะทำให้สีผิวดูเข้มขึ้น และ สารสกัดจากมะขามป้อม (Amla extract) ที่เป็นแหล่งของวิตามินซีปริมาณสูงจากธรรมชาติ จะช่วยเสริมประสิทธิการทำงานของ L-Cysteine ช่วยกระตุ้นการสร้างกลูต้าไธโอน ได้เพิ่มขึ้น และอีกหนึ่งสารอาหาร คือ Grape seed extract หรือสารสกัดเมล็ดองุ่น ที่มี OPC เข้มข้น มีฤทธ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่แรงกว่าวิตามินซีและวิตามินอี ทั้งยังช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV ยับยั้งเอ็นไซม์คอลลาจิเนสซึ่งเป็นตัวการทำลายคอลลาเจน จึงช่วยทำให้ผิวแข็งแรง ยืดหยุ่นดีขึ้นและให้ผิวขาว สุขภาพดี แบบครบสูตรได้นั่นเอง ด้วยความห่วงใยจาก_MEGA We care

 

ข้อมูลอ้างอิงจาก

1.      https://www.pobpad.com/โรคด่างขาว
2.      http://glutathione-wiki.blogspot.com/2011/09/blog-post_9668.html
3.      https://www.phyathai.com/article_detail/3067/th/สีผิวไม่สม่ำเสมอ_สัญญาณโรคด่างขาว...โรคไม่อันตรายแต่ควรรักษาอย่างถูกวิธี

 

More-information-buttoncontact-specialist-for-information-button