ตาแห้ง ตาล้า จอประสาทตาเสื่อม 3 ภัยสุขภาพดวงตาของคนไทยยุคนี้

ตาแห้ง ตาล้า จอประสาทตาเสื่อม 3 ภัยสุขภาพดวงตาของคนไทยยุคนี้

ตาแห้ง ตาล้า จอประสาทตาเสื่อม 3 ภัยสุขภาพดวงตาของคนไทยยุคนี้  

     คนไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบันอาจจะไม่เคยนั่งนับจำนวนชั่วโมงที่แต่ละคนต้องใช้สายตาทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้สายตาทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ สมาร์โฟน และโทรทัศน์ โดยจากพฤติกรรมดังกล่าวนี้ เป็นสาเหตุของภัยสุขภาพดวงตาที่เรียกว่า ตาแห้ง ตาล้า จอประสาทตาเสื่อม

     จากสถิติพบว่า คนทำงานเป็นกลุ่มคนที่จะพบความผิดปกติกับดวงตามากที่สุด เพราะเป็นกลุ่มคนที่ในแต่ละวันต้องใช้สายตาอยู่กับจอคอมพิวเตอร์ มือถือ แทบเล็ต และ Gadgets ต่างๆ เป็นเวลาหลายชั่วโมงจนทำให้เสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพดวงตา โดยเฉพาะอาการตาแห้ง ตาล้า และโรคจอประสาทตาเสื่อม

  สนใจหัวข้อไหน... คลิกเลย

  ตาแห้ง (Dry Eyes) คืออะไร และมีอาการอย่างไร

  ตาล้า (Asthenopia) คืออะไร และมีอาการอย่างไร 

  จอประสาทตาเสื่อม (Macular Degeneration) คืออะไร และมีอาการอย่างไร

  โรคจอประสาทตาเสื่อมแบ่งออกได้กี่ประเภท

  การป้องกันหรือชะลอการเกิดโรคตาต่างๆ

  สารอาหารเพื่อการป้องกันและชะลอโรคตา

ตาแห้ง (Dry Eyes) คืออะไร และมีอาการอย่างไร

      ตาแห้ง เป็นอาการของดวงตาที่มีปริมาณน้ำตามาหล่อเลี้ยงเพื่อให้เกิดความชุ่มชื้นกับดวงตาไม่เพียงพอ จริงๆ แล้วตาแห้งเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แต่สำหรับในยุคนี้มีสาเหตุหลักมาจากการใช้สายตาผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เช่น คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน โทรทัศน์ เป็นเวลานาน

      ผู้ที่ตาแห้งจะเกิดอาการระคายเคืองตาเหมือนมีเศษผงอยู่ในดวงตาตลอดเวลา คันตา แสบตาน้ำตาไหล ตาพร่ามัวมองเห็นไม่ชัด และหากอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่มีอากาศเย็น เช่น ในห้องแอร์ หรือโดนลมก็จะรู้สึกแสบตาได้ง่ายกว่าปกติ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่ากำลังเสี่ยงกับอาการตาแห้ง

      ไม่เพียงเท่านั้นหากปล่อยไว้โดยไม่รักษาก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะปวดหัว เวียนศีรษะ ไมเกรน และหากเป็นเรื้อรังก็จะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และมีโอกาสอาจลุกลามเป็นโรคตาที่ร้ายแรงได้

ตาล้า (Asthenopia) คืออะไร และมีอาการอย่างไร

     ตาล้า อีกหนึ่งในภัยสุขภาพทางดวงตายอดฮิตที่มีสาเหตุจากพฤติกรรมการใช้สายตาอย่างหนักเช่นเดียวกัน และนี้ไม่ใช่เพียงแค่สาเหตุใช้สายตาอย่างหนักเท่านั้น อาการนี้ยังเกิดได้กับคนทำงานที่อยู่ท่ามกลางแสงจ้าเป็นเวลานาน หรือคนที่ใช้สายตาในที่มืดหรือแสงน้อยทำกิจกรรมต่างๆ เช่น อ่านหนังสือ ดูโทรทัศน์ และใช้สมาร์ทโฟนก็เสี่ยงตาล้าได้เช่นกัน

     อาการตาล้าที่พบได้บ่อยก็คือ มีอาการปวดเบ้าตา รู้สึกตาหนัก ดวงตาอ่อนล้า ตาพร่ามัวเฉียบพลัน มีอาการระคายเคืองตาและตาแห้งร่วมด้วย มีน้ำตาไหล แสบตา ตาแดง และมองเห็นไม่ชัด ซึ่งจะว่าไปแล้วอาการเหล่านี้ดูเหมือนจะไม่รุนแรง แต่หากเป็นบ่อยครั้งก็จะส่งผลต่อสุขภาพในด้านอื่นๆ โดยเฉพาะระบบการมองเห็น และกระตุ้นให้เกิดอาการปวดหัวเรื้อรัง

จอประสาทตาเสื่อม (Macular Degeneration) คืออะไร และมีอาการอย่างไร

     จอประสาทตาเสื่อม ถือได้ว่าเป็นโรคเกี่ยวกับระบบการมองเห็นซึ่งเกิดความผิดปกติบริเวณจุดกลางรับภาพของจอประสาทตา เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร (ตาบอด) ในอดีตโรคนี้ ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุตั้งแต่  50 ปีขึ้นไป  เนื่องจากจอประสาทตาจะเสื่อมตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น 

     แต่ในยุคปัจจุบันจอประสาทตาเสื่อมสามารถเกิดขึ้นได้กับผู้ที่มีอายุน้อยเช่นกัน โดยเฉพาะคนทำงานที่ใช้สายตาอย่างหนัก โดยอาการของโรคนี้จะแสดงออกมาในลักษณะ มองเห็นภาพบิดเบี้ยว มองเห็นเส้นตรงเป็นเส้นคด มองไม่เห็นส่วนกลางของภาพ การมองภาพต้องใช้แสงเพิ่มมากขึ้น และการมองเห็นสีลดลง

โรคจอประสาทตาเสื่อมแบ่งออกได้กี่ประเภท                 

1. จอประสาทตาเสื่อมชนิดแห้ง
     จะมีอาการเกิดขึ้นของโรคเกิดขึ้นอย่างช้าๆ โดยคนส่วนใหญ่ที่จอประสาทตาเสื่อมจะเป็นแบบชนิดแห้งคิดเป็นร้อยละ 85 ถึง 90     

 2. จอประสาทตาเสื่อมชนิดเปียก
     เป็นความผิดปกติของจอประสาทตาชนิดที่มีหลอดเลือดงอกผิดปกติ (neovascular AMD) เป็นการเกิดหลอดเลือดงอกใหม่ขึ้นใต้บริเวณ macular ที่เป็นจุดตรงกลางจอตาที่ทำหน้าที่รับภาพเป็นสาเหตุทำให้มีเลือดและสารน้ำภายในลูกตารั่วออกมา  ซึ่งโรคจอประสาทตาเสื่อมชนิดเปียกจะมีความรุนแรงมากกว่าชนิดแห้ง หากไม่รีบรักษามีโอกาสทำให้สูญเสียการมองเห็นในท้ายที่สุด

การป้องกันหรือชะลอการเกิดโรคตาต่างๆ

     ไม่ว่าจะเป็นอาการตาแห้ง ตาล้า หรือจอประตาเสื่อม สามารถป้องกันและชะลอการเกิดโรคให้ช้าลงได้ทั้งสิ้น ผู้เชี่ยวชาญจึงมีข้อแนะนำให้ผู้ที่เสี่ยงมีอาการดังกล่าวปฏิบัติดังต่อไปนี้

1.หมั่นพักสายตาเป็นระยะ โดยใช้กฎ 20-20-20

    โดยมีเทคนิคให้พักสายตาจากหน้าจอทุก 20 นาที ด้วยการมองออกไปที่ระยะ 20 ฟุต (หรือไกลกว่านั้น) เป็นเวลาประมาณ 20 วินาที เพื่อเป็นช่วยให้สายตาได้ผ่อนคลาย           

 2. ปรับแสงสว่างหน้าจอคอมพิวเตอร์ไม่ให้แสงจ้ามากเกินไป             

      คอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ในปัจจุบันทุกเครื่องจะมีโหมดที่สามารถปรับลดแสงบริเวรหน้าจอไม่ให้สว่างมากเกินไป ซึ่งการปรับแสงสว่างหน้าจอนี้ต้องคำนึงถึงความสว่างภายในห้องทำงานเป็นปัจจัยสำคัญด้วย อย่าให้ความสำคัญกับแสงหน้าจอเพียงอย่างเดียว เพราะการปรับแสงหน้าจอให้พอดีกับสายตาต้องใช้ความสว่างแวดล้อมประกอบด้วย 

3. ควรนั่งให้มีระยะห่างจากจอคอมพิวเตอร์กับดวงตา   

     เป็นสิ่งที่คนทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ประจำต้องคำนึงถึงก่อนจะปรับแสงสว่างบริเวณหน้าจอเสียอีก ดังนั้นก่อนจะเพิ่มหรือลดปริมาณแสงหน้าจอ ควรจะต้องจัดท่าทางการนั่งทำงานให้มีระยะห่างของจอกับดวงตาประมาณ 40-50 ซม. และควรให้จุดกึ่งกลางของหน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่ต่ำกว่าระดับสายตา ซึ่งการจัดระยะห่างในการนั่งทำงานจะทำให้ไม่ต้องใช้สายตาเพ่งมากจนเกินไป

4. พยายามกะพริบตาบ่อย ๆ

      ในขณะที่เราใช้สายตาไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ นั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือใช้สมาร์ทโฟน การกะพริบตาบ่อยๆ จะเป็นการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตา ป้องกันตาแห้งและอาการระคายเคือง

5.ไม่ควรซื้อยาหยอดตามาใช้เอง  

      ถึงแม้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะแนะนำให้ผู้ที่มีอาการตาแห้ง ตาล้า อาจใช้ยาหยอดตาเมื่อรู้สึกตาแห้งได้ แต่ก็ไม่ควรจะซื้อยาหยอดตามาใช้เองโดยเด็ดขาด ควรต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอคำแนะนำในการรักษาและดูแลดวงตาอย่างถูกวิธี เพราะยาหยอดตาบางชนิดจะมีส่วนประกอบของสเตียรอยด์ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อดวงตาได้

6.ใส่แว่นตากรองแสงคอมพิวเตอร์  

     ถึงแม้จะปรับแสงจ้าของหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือปรับระยะการนั่งทำงานแล้ว แต่แสงสีฟ้า (Blue Light) ก็ยังเป็นตัวการร้ายที่ทำลายดวงตาของเราอยู่ดี เรื่องนี้ รศ.นพ.นริศ กิจณรงค์ ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้ความรู้ไว้ว่า “แสงสีฟ้า สามารถทะลุทะลวงได้ถึงชั้นจอประสาทตา และทำลายกระจกตา รวมทั้งจอประสาทตาได้มากกว่าแสงสีอื่น คนที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน หรือใช้อุปกรณ์ที่มีแสงสีฟ้าในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น เล่นสมาร์ทโฟนในที่มืด ปิดไฟดูโทรทัศน์ ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงภัยจากแสงสีฟ้าทั้งสิ้น” 

      ในปัจจุบันคนที่ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นประจำ จึงมีการสวมแว่นตาที่มีเลนส์พิเศษ ซึ่งสามารถช่วยกรองแสงสีฟ้า ช่วยลดแสงเข้าดวงตา ทำให้รู้สึกสบายตายิ่งขึ้น ดังนั้นการสวมแว่นตา ปรับแสงหน้าจอให้เหมาะสม และปรับระยะห่างการนั่ง จึงเป็นสามสิ่งที่ควรปฏิบัติไปพร้อมกันเมื่อต้องทำงานอยู่หน้าจอฯ เป็นประจำ

 7. สวมแว่นกันแดด เพื่อเลี่ยงแสงแดดจ้า

     จริงอยู่ที่การใช้สายตาทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน เสี่ยงต่อการเกิดอาการตาแห้ง ตาล้า และจอประสาทตาเสื่อม แต่อีกหนึ่งปัจจัยในชีวิตประจำวันก็ทำร้ายดวงตาทำให้เกิดอาการเดียวกัน นั่นก็คือ แสงแดด

     ในแสงแดดประกอบไปด้วยรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ซึ่งหากรังสีชนิดนี้กระทบกับดวงตามากเกินไปก็ส่งผลกับดวงตาได้เช่นกัน  ยิ่งประเทศไทยเป็นเมืองร้อนต้องเจอกับแสงแดดเป็นประจำ ดังนั้นคนที่ทำงานกลางแจ้ง เช่น พนักงานขับมอเตอร์ไซค์ ตำรวจจราจร คนขับรถ ฯลฯ ควรจะต้องสวมแว่นกันแดดอยู่ตลอดเวลา เพื่อเป็นการถนอมดวงตา

     ข้อดีของแว่นตากันแดดสำหรับผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง ไม่เพียงแต่ช่วยดวงตาให้รอดพ้นจากการทำร้ายของแสงแดด ยังช่วยปกป้องไม่ให้เกิดอาการตาแห้ง แสบตา ระคายเคืองตา จากการที่ดวงตาสัมผัสกับลมและฝุ่นได้อีกด้วย

8. งดการสูบบุหรี่          

      ต่อไปนี้อาจจะต้องเปลี่ยนความเชื่อที่ว่าการสูบบุหรี่ไม่ดีเฉพาะแค่ปอดกับระบบทางเดินหายใจเท่านั้น เพราะรู้หรือไม่ว่าสารพิษในบุหรี่เป็นตัวการเพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อม และอาการตาแห้งได้อีกด้วย

     เนื่องจากเมื่อเราสูบบุหรี่โลหะหนักที่เป็นสารพิษจะถูกส่งผ่านเข้าทางเส้นเลือดที่มาเลี้ยงบริเวณดวงตาเมื่อดวงตาได้รับสารพิษจากควันบุหรี่เป็นเวลานานก็เสี่ยงทำให้การมองเห็นลดลงจนเกิดอาการตาบอดได้ นอกจากนี้การสูบบุหรี่ยังทำให้หลอดเลือดตีบเล็กลง และเกิดปัญหาในการหมุนเวียนเลือดไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย รวมไปถึงดวงตาด้วย การที่เลือดไปหล่อเลี้ยงดวงตาลดลง ทำให้ดวงตาขาดออกซิเจนและสารอาหาร ผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดก็คือการสูญเสียการมองเห็นไปอย่างถาวร

9. หมั่นตรวจเช็คสายตากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

     ถึงแม้เราจะปฏิบัติตามคำแนะนำในการดูแลตัวเองเพื่อสุขภาพดวงตาอย่างเคร่งครัดแล้วก็ตาม แต่การไปตรวจเช็คสุขภาพดวงตากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และโดยเฉพาะนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน และผู้สูงอายุ เพื่อเป็นการป้องกันโรคเกี่ยวกับดวงตาอื่นๆ ที่ร้ายแรง

10. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์สำหรับดวงตา

     ผลวิจัยทางการแพทย์ในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า การมีปริมาณสารอาหาร เช่น วิตามินซี วิตามินอี เบต้าแคโรทีน  โอเมก้า-3 ธาตุสังกะสี และธาตุทองแดง มีประโยชน์ในการชะลอการเสื่อมมากขึ้นของผู้ป่วยที่เป็นโรคจอประสาทตาเสื่อม  และนอกจากนี้การวิจัยของแพทย์ในอีกหลายประเทศ พบว่า การรับประทานอาหารเสริมที่มีสารอาหารดังกล่าว มีส่วนช่วยในการบำรุงสายตาได้

     อาหารจากธรรมชาติที่ช่วยบำรุงสุขภาพดวงตาได้แก่ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เช่น โกจิเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่สตรอว์เบอร์รี่ แบล็กเบอร์รี่ หรือมัลเบอร์รี่ (ลูกหม่อนของไทย) ผักใบเขียวต่างๆ เช่น ผักบุ้ง ผักคะน้า รวมทั้ง ไข่ แครอท ฟักทอง อะโวคาโด ถั่วอัลมอนด์ และปลาที่มีไขมันดีในปริมาณสูง



สารอาหารเพื่อการป้องกันและชะลอโรคตา    

      อย่างที่ทราบว่ามีสารอาหารมากมายในธรรมชาติที่สามารถดูแลและป้องกันดวงตาจากอาการตาแห้ง ตาล้า และจอประสาทตาเสื่อมได้ ที่สำคัญเป็นสารอาหารที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกให้การยอมรับ เนื่องจากมีผลการวิจัยที่ชัดเจน อันประกอบไปด้วย

1. ลูทีน และซีแซนทีน (lutein & zeaxanthin) 

      โดยปกติร่างกายของคนเราไม่สามารถสังเคราะห์ลูทีนและซีแซนทีนขึ้นมาใช้เองได้ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น การศึกษาบทบาทของลูทีนต่อดวงตาพบว่า ลูทีนพบมากอยู่ที่เซลล์รับภาพในจอประสาทตา จะทำหน้าที่สำคัญคือ ช่วยกรองแสงสีฟ้าซึ่งเป็นอันตรายต่อจอประสาทตา และเป็นแสงที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะมีอยู่ทั่วไปรอบๆตัวเรา ทั้งแสงแดดจากดวงอาทิตย์ แสงจากโทรทัศน์ แสงจากจอคอมพิวเตอร์ แสงจากหลอดไฟ ฯลฯ นอกจากนี้ ลูทีน ยังทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่จะช่วยป้องกันโรคเกี่ยวกับจอประสาทตาทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ได้ด้วย

2. บิลเบอรี่สกัด (Bilberry extract) 

     หนึ่งในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ที่ช่วยให้เส้นเลือดฝอยในตาแข็งแรงขึ้น ประสิทธิภาพการมองเห็นดีขึ้น บิลเบอร์รี่ อุดมไปด้วยสารสำคัญแอนโธไซยาโนไซด์ ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูงที่ช่วยบำรุงดวงตา ช่วยให้การมองเห็นในที่มืดดีขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นผลดีต่อผู้ที่เป็นโรคตามัวตอนกลางคืน บิลเบอร์รี่สามารถช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับหลอดเลือดฝอยในดวงตา  ช่วยลดอนุมูลอิสระในจอตา

     ดังนั้นจึงมีการใช้บิลเบอร์รี่เพื่อป้องกันการเสื่อมของดวงตา เช่น ต้อกระจก โรคจอประสาทตาเสื่อม บำรุงอาการของโรคจอตาที่เกิดจากเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง และยังช่วยฟื้นฟูอาการตาล้าจากการทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์

3. เบต้าแคโรทีน  (Betacarotene)

     เบต้าแคโรทีนจะเปลี่ยนไปเป็นวิตามินเอ ซึ่งร่างกายจะนำไปใช้สร้างสารโรดอปซินในดวงตาส่วนเรตินา ทำให้ตามีความสามารถในการมองเห็นในตอนกลางคืนได้ และยังลดความเสื่อมของเซลล์ของลูกตา ลดความเสี่ยงต่อการเป็นต้อกระจก นอกจากนี้ยังป้องกันโรคตาบอดตอนกลางคืน ช่วยให้ดวงตาชุ่มชื้นขึ้นด้วย  

4. แอสตาแซนทีน  (Astraxanthin)       

     จากการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของสารแอสต้าแซนธิน พบว่ามีคุณสมบัติช่วยลดอาการเมื่อยล้ากล้ามเนื้อสายตาจากการต้องจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ และมีคุณสมบัติในการปรับกล้ามเนื้อเลนส์ตาทำให้การมองเห็นภาพชัดเจนขึ้น ลดการมองเห็นภาพซ้อนได้  นอกจากนั้นยังมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง จึงช่วยลดอการตาล้า และชะลอโรคจอประสาทตาเสื่อม

5. น้ำมันปลา (Fish Oil)  

     น้ำมันปลาให้สารสำคัญ คือ โอเมก้า-3 เป็นกรดชนิดไม่อิ่มตัวที่ประกอบด้วยดีเอชเอ (DHA) และอีพีเอ (EPA)  ซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญของเนื้อเยื่อจอประสาทตา  จึงมีบทบาทสำคัญต่อประสิทธิภาพการมองเห็นของจอรับภาพในตา  ช่วยบำรุงสายตา  ช่วยลดอาการตาแห้ง ช่วยการมองเห็นทั้งในที่สว่างและที่มืด  และมีผลต่อการควบคุมความชุ่มชื้นของดวงตา ลดภาวะตาแห้งจากการจ้องจอนานๆ ได้ ทำหน้าที่ลดขบวนการอักเสบทำให้อาการตาแห้งดีขึ้น เชื่อว่าโอเมก้า3 ช่วยปรับชั้นไขมันในน้ำตา ทำให้น้ำตาระเหยน้อยลง มีการสร้างน้ำตาเพิ่มขึ้น  นอกจากนั้น ยังมีส่วนช่วยปรับสมดุลความดันในลูกตาได้อีกด้วย การดูดวงตา

6. สารต้านอนุมูลอิสระปริมาณสูง  

     เมื่ออนุมูลอิสระเกาะติดเลนส์ตาเป็นจำนวนมาก เสี่ยงที่จะทำให้เส้นเลือดบริเวณดวงตาแข็งส่งผลเลนส์ตาขุ่นและมีโอกาสเกิดต้อกระจก เซลล์ตาเสื่อม และทำให้เสี่ยงกับการมีปัญหาสายตาเมื่ออายุมากขึ้น   มีการศึกษาในต่างประเทศพบว่าการรับประทานสารต้านอนุมูลอิสระร่วมกัน จะช่วยชะลอการเสื่อมของดวงตาได้ เช่น การศึกษาเรื่องโรคจอประสาทตาเสื่อมที่สัมพันธ์กับอายุ (AREDS) พบว่า การรับประทานสารต้านอนุมูลอิสระปริมาณสูงร่วมกัน ได้แก่ แร่ธาตุสังกะสี วิตามินอี  วิตามินซี ทองแดง และเบต้าแคโรทีน มีผลช่วยลดการกำเริบของโรคจอประสาทตาเสื่อมได้อย่างมีนัยสำคัญ

      สุขภาพดวงตา เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คนในปัจจุบันต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด เนื่องจากดวงตาคือ หนึ่งในอวัยวะชิ้นสำคัญ ถึงแม้เราไม่สามารถจะหยุดความเสื่อมถอยของร่างกายเมื่อเราอายุเยอะขึ้นได้ แต่เราก็สามารถที่จะชะลอการเกิดโรค และความเสื่อมให้ยาวออกไปได้ ตามวิธีและข้อแนะนำตามที่กล่าวไปแล้ว โดยเฉพาะการดูแลดวงดตาด้วยสารอาหารจำเป็น ที่ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีในการถนอมดวงตา และปกป้องให้ดวงตาแข็งแรง

      อย่างไรก็ตามควรหมั่นตรวจเช็คสุขภาพตา เช็คจอประสาทตาและความผิดปกติของสายตาด้านต่างๆ  เพราะโรคตาบางอย่างจะไม่แสดงอาการจนกว่าจะถึงขั้นรุนแรง  หากตรวจพบโรคตาตั้งแต่เนิ่นๆ จะได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที  ด้วยความปรารถนาดีจาก MEGA We care

More-information-buttoncontact-specialist-for-information-button