ดูแลสุขภาพดวงตา
ด้วยสารอาหารจากธรรมชาติ

‘ดวงตา’ เป็นอวัยวะที่บอบบาง ซับซ้อน ละเอียดอ่อน และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรับรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว แต่ด้วยสภาพแวดล้อมและการดำเนินชีวิตของคนที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นจากสภาวะรอบตัว เช่น แสง อุลตร้าไวโอเลต จากแสงแดดและจากพฤติกรรมในแต่ละวัน เช่น การทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ การใช้โทรศัพท์มือถือในการสื่อสารบนสังคมออนไลน์ การดูโทรทัศน์เป็นเวลานานๆ รวมทั้งการสูบบุหรี่ ล้วนเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ดวงตามีโอกาสเสื่อมเร็วกว่าปกติทั้งสิ้น ที่สำคัญยังเป็นสาเหตุของโรคเกี่ยวกับดวงตาในอนาคตเช่น โรคจอประสาทตาเสื่อม โรคต้อกระจก ฯลฯ ดังนั้นการใส่ใจดูแลสุขภาพดวงตาจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม
image
ทำไมดวงตาถึงเสื่อมเร็วกว่าปกติ?
 

       อาการเสื่อมของดวงตามีสาเหตุอยู่หลายปัจจัย นอกเหนือจากอายุที่เพิ่มขึ้นสวนทางกับสุขภาพดวงตาที่แย่ลง พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่นำความเสื่อมมาสู่ดวงตาของเรา ไม่ว่าจะเป็น

  ทำงานจ้องจอคอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานาน มากกว่า 2-3 ชั่วโมง ต่อวัน
  ชีวิตติดจออยู่บนโลกโซเชียล แชทคุย ดูซีรี่ย์เกาหลี
  ดวงตาเผชิญกับแสงแดดเป็นประจำ เช่น เล่นกีฬากลางแจ้ง เป็นต้น (แสงอุลตร้าไวโอเลต จากแสงแดดทำลายดวงตา)
  ใช้สายตาจากการเรียน และอ่านหนังสือมาก (โดยเฉพาะการอ่านหนังสือในที่ซึ่งมีแสงน้อย)
  อายุที่เพิ่มมากขึ้น
  การสูบบุหรี่ หรืออยู่ในบริเวณที่สูบบุหรี่
  ได้รับวิตามินสารอาหารบางชนิดไม่เพียงพอ

สารอาหารที่ช่วยบำรุงดวงตา

       จากรายงานการวิจัยโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก พบว่าการได้รับสารอาหารที่มีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระสูง เช่น การบริโภค ผักผลไม้หลากสีจะช่วยบำรุงดวงตาป้องกันการเสื่อมได้ โดยสารอาหารที่ช่วยดูแลดวงตาที่สำคัญหลักๆ มี 3 ชนิดได้แก่
image
1. ลูทีน
(Lutein)

พบมากในดวงตาบริเวณจุดรับภาพ และจอประสาทตา ทำหน้าที่ป้องกันรังสีจากแสงแดด ช่วยกรองแสงสีน้ำเงิน ที่มาทำลายดวงตาและช่วยปกป้องเซลล์ของจอประสาทตาโดยการลดอนุมูลอิสระที่ทำลายดวงตา ร่างกายจำเป็นต้องได้รับลูทีนจากอาหารโดยเฉพาะจากผักใบเขียว เช่น คะน้า ผักโขม ผักกาด ปวยเล้ง เป็นต้น และในการวิจัยทางการแพทย์ พบว่าการทานสารอาหารนี้เพียงวันละ 6 มิลลิกรัม ช่วยลดความเสี่ยงของโรคจอประสาทตาเสื่อมได้ถึงสูงถึง 50%
image
2. บิลเบอร์รี่สกัด
(Bilberry extract)

มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยป้องกันเลนส์ตา และสร้างความแข็งแรงให้กับเส้นเลือดฝอยในตา ช่วยให้ไม่เปราะแตกง่าย อีกทั้งยังปกป้องเซลล์ดวงตาไม่ให้ขุ่นมัว อันเป็นต้นเหตุของโรคต้อกระจก นอกจากนี้ยังช่วยการมองเห็นในที่มืดให้ชัดเจนขึ้น
image
3. เบต้าแคโรทีน
(Beta-carotene)
สารอาหารธรรมชาติที่มีมากใน แครอท ฟักทอง ร่างกายจะเปลี่ยนเบต้าแคโรทีนให้เป็น วิตามินเอ ซึ่งช่วยการมองเห็นในที่มืด ป้องกันโรคตาบอดตอนกลางคืน และสามารถต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยบำรุงดวงตา และป้องกันโรคตาหลายชนิด เช่น ต้อกระจก รวมถึงช่วยให้ผิวเยื่อเมือกในตาชุ่มชื่นขึ้น
image

ประโยชน์สูงสุดจาก 3 ประสานอาหารดวงตา
‘ลูทีน บิลเบอร์รี่สกัด และเบต้าแคโรทีน’

  ชะลอการเสื่อมของสายตา
  ลดอาการเมื่อยล้ากล้ามเนื้อตา
  เพิ่มความแข็งแรงของเส้นเลือดฝอยในตา
  ทำให้การมองเห็นในที่มืดดีขึ้น
  ป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อม
  ป้องกันตาขุ่นมัวและต้อกระจก
  ป้องกันเบาหวานขึ้นตา
  เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับดวงตา

โรคสายตาของคนทำงานยุคใหม่ คอมพิวเตอร์ วิชั่น ซินโดรม
“Computer Vision Syndrome (CVS)”

คอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม คืออะไร ?
เป็นภาวะปัญหาที่เกิดจากพฤติกรรมการจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ แท็บเล็ต หรืออุปกรณ์ดิจิตอลต่างๆ ติดต่อกันเป็นเวลานานมากกว่า 2-3 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดอาการตาล้า ตาพร่า ตาแห้ง ระคายเคืองตา เจ็บตา รวมไปถึงปวดศีรษะและปวดไหล่ พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ และอาการเหล่านี้จะเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ หากจ้องหน้าจอในที่ที่มีแสงน้อย หรือมีท่าทางที่ไม่เหมาะสมขณะใช้คอมพิวเตอร์

 

สาเหตุของคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม

ขณะทำงานโดยใช้คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ แท็บแล็ตต่างๆ ดวงตาของเราต้องปรับโฟกัสภาพใหม่อยู่ตลอดเวลา เพราะต้องเคลื่อนไหวไปมาตามบรรทัดตัวหนังสือที่อ่าน ต้องเลื่อนดูเนื้อหาบนหน้าจอสลับไปมาและตอบสนองต่อภาพที่เปลี่ยนตลอดเวลา เพื่อให้สมองประมวลผลภาพเหล่านั้น ในระหว่างนี้ทำให้กล้ามเนื้อดวงตาจึงต้องทำงานอย่างหนัก

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยจากต่างประเทศพบว่าการใช้สายตากับอุปกรณ์ดิจิตอลเสี่ยงทำให้ตาแห้ง และระคายเคือง เนื่องจากขณะจ้องหน้าจอ ดูโทรทัศน์ หรืออ่านหนังสือบนจอดิจิตอล คนเราจะกะพริบตาลดลงน้อยกว่าปกติถึง 50% จากที่เคยกะพริบตาประมาณ 15 ครั้งต่อนาที ซึ่งการกะพริบตาจำเป็นต่อดวงตาอย่างมาก เพราะจะช่วยให้น้ำตาไหลออกมาหล่อเลี้ยงดวงตา ช่วยให้เกิดความชุ่มชื้นและไม่ระคายเคือง

image
ใครที่ต้อง
‘ดูแลสุขภาพตาเป็นพิเศษ’

  ผู้ที่ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ
  ผู้ที่ใช้สายตามากจากการอ่านหนังสือ หรือขับรถ
    รวมทั้งผู้สูงอายุที่มีปัญหาสายตา

  ผู้ที่สูบบุหรี่ ผู้ป่วยเบาหวาน
  ผู้ที่ต้องการป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อม และ ต้อกระจก
  ผู้ที่ต้องการบำรุงสุขภาพดวงตา
 
ดูแลสุขภาพสายตาทำเองได้ง่ายๆ
  รักษาระยะห่างระหว่างสายตากับหน้าจอต่างๆ ให้เหมาะสม ประมาณ 1 ฟุต 10 ซม.
  อ่านหรือเขียนหนังสือในที่มีแสงสว่างมากพอ
  พักสายตาบ้าง ไม่ควรใช้สายตาติดต่อกันเป็นเวลานานๆ
  หลีกเลี่ยงการมองสิ่งของที่มีสีขาว หรือวัตถุสะท้อนแสงมากๆ กลางแดด
  ควรสวมแว่นกันแดดทุกครั้งเมื่อออกแดดจ้า
  ตรวจวัดสายตาหรือพบจักษุแพทย์อย่างน้อย ปีละครั้ง
  รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสายตา เช่น ผักผลไม้หลากสี
image
การกระพริบตา:
การกระพริบตา ช่วยให้น้ำตาหล่อเลี้ยงได้ทั่วตา ช่วยลดการระคายเคืองตาได้
image
การใช้ฝ่ามือกดตาเบาๆ:
ให้วางฝ่ามือบนเปลือกตาที่ปิดสนิท กดเบาๆ ประมาณ 1 นาที แล้วปล่อย ทำซ้ำ 3-4 ครั้ง จะรู้สึกสบายขึ้น
image
การมองไกล:
หาพื้นที่สีเขียวเช่น ต้นไม้ ใบหญ้าหรือวัตถุสีเขียว อีกหนึ่งวิธีก็คือให้มองระยะไกล โดยละสายตาจากจอคอมพิวเตอร์ อย่างน้อย 6 เมตร จะช่วยบริหารกล้ามเนื้อตาที่ใช้ในการปรับโฟกัสของเลนส์ตา
image
การกลอกตาเป็นวงกลม:
ให้มองไปรอบๆกว้างๆตามเข็มนาฬิกา 3 รอบ และทวนเข็มนาฬิกาอีก 3 รอบ จะช่วยบริหารกล้ามเนื้อตาได้ดี













สอบถามเพื่อค้นหาร้านค้าหรือข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ :