Search

ป้องกันไขมันพอกตับด้วย อาหารบำรุงตับ และวิตามินจากธรรมชาติ 

บำรุงตับ
อาหารบำรุงตับ ป้องกันไขมันพอกตับ

ไขมันพอกตับ (Fatty Liver) คือ ภาวะของร่างกายที่เกิดการสะสมไขมันที่ตับมากกว่า 5% ของน้ำหนักตับ ซึ่งเป็นโรคตับชนิดหนึ่งที่นำไปสู่การเกิด ตับอักเสบ ตับแข็ง และโรคมะเร็งตับได้ เพราะในช่วงอาการแรกเริ่มของไขมันพอกตับจะไม่แสดงความผิดปกติออกมาให้สังเกตได้อย่างชัดเจน จึงทำให้ใครหลายคนไม่ได้ตระหนักถึงความผิดปกติเหล่านั้นและละเลยการรับประทาน อาหารบำรุงตับ รวมถึงวิตามินและแร่ธาตุที่มีส่วนช่วยในการทำงานของตับอย่างเพียงพอ 

อันตรายของ ไขมันพอกตับ ต่อสุขภาพในระยะยาว

เนื่องจากตับ (Liver) เป็นแหล่งพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในร่างกายของเรา ซึ่งหากเกิดการสะสมไขมันที่ตับมากจนเกินไปจะทำให้เกิดไขมันพอกตับ หรือไขมันเกาะตับ จนทำให้เซลล์ตับเกิดการอักเสบและตายในที่สุด  ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดพังผืดที่ตับและกลายเป็นโรคตับแข็ง รวมถึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคตับอื่นๆ ตามมาด้วย ดังนั้นการป้องกันไขมันพอกตับที่ดีที่สุด คือ การป้องกันจากต้นเหตุ ซึ่งเกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่

  • สาเหตุของไขมันพอกตับที่เกิดจากการดื่มแอลกออฮอล์มากเกินไป (Alcohol  fatty liver disease) ซึ่งความรุนแรงอาจขึ้นกับประเภท ปริมาณ และระยะเวลาที่ดื่มแอลกอฮอล์ 
  • สาเหตุของไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกออฮอล์ (Non-alcohol related fatty liver disease ; NAFLD) อาจเกิดจากปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง เช่น ภาวะอ้วนลงพุง ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากกว่า 110 มก./ดล. การรับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูง ผู้หญิงวัยทอง และผลข้างเคียงจากยาบางชนิด เป็นต้น

(ขอบคุณข้อมูลจาก สมิติเวช)

การลดไขมันในตับ ทำได้อย่างไรบ้าง?

การลดปริมาณไขมันเกาะตับที่นำไปสู่ภาวะไขมันพอกตับควรทำควบคู่กันทั้งการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงและการดูแลสุขภาพตับด้วยการรับประทานอาหารบำรุงตับ ดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ หากหยุดดื่มจะช่วยให้ตับสามารถกลับมาสู่ภาวะปกติได้ใน 4-6 สัปดาห์ แต่หากยังดื่มต่อเนื่อง อาจส่งผลให้เกิดตับอักเสบเรื้อรังและพังผืดในเนื้อตับรวมถึงเกิดภาวะตับแข็งได้ในเวลาประมาณ 10 ปี (ข้อมูลจาก สมาคมโรคตับแห่งประเทศไทย)
  • รับประทานยารักษาโรคเท่าที่จำเป็นตามแพทย์สั่ง รวมถึงในกรณีที่ค่าตับผิดปกติ แพทย์อาจพิจารณาให้ยารักษาเพื่อช่วยให้ผลเลือดกลับมาปกติ
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติด้วยการควบคุมปริมาณและคุณภาพอาหาร​ เลือกรับประทาน อาหารบำรุงตับ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมัน หรือคาร์โบไฮเดรตปริมาณสูง เช่น ครีมเทียม เบเกอรี แกงกะทิ ขนมหวาน อาหารปิ้งย่าง และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการแอโรบิกและการออกกำลังกาย แบบใช้แรงต้านอย่างน้อย 150-200 นาที/สัปดาห์

รับประทานสมุนไพรบำรุงตับและพืชผักบางชนิด ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินบำรุงตับ ในปริมาณที่เหมาะสม เช่น สารสกัดจากรากต้นแดนดิไลออน กรดอะมิโน เลซิติน รวมถึงบริเวอร์ยีสต์ที่ให้วิตามินบีในกลุ่มโคลีน และอินโนซิทอล เป็นต้น เพื่อช่วยกระตุ้นการขับพิษและช่วยซ่อมแซมเซลล์ตับที่เสียหาย

อาหารบำรุงตับ และวิตามินที่ช่วยลดไขมันในตับ มีอะไรบ้าง?

อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่มีส่วนช่วยในการทำงานของตับ รวมถึงช่วยลดการสะสมไขมันที่ตับ ได้แก่

  • สารสกัดจากรากต้นแดนดิไลออน (Dandelion root extract ) ช่วยส่งเสริมการขจัดสารพิษจากตับและถุงน้ำดี ลดผลข้างเคียงจากยาที่ถูกทำลายที่ตับ ป้องกันความบกพร่องของระบบการทำงานของตับและเพิ่มการไหลเวียนของน้ำดี  จึงช่วยในการย่อยอาหาร ประเภทไขมันเกิดได้ดีขึ้น ลดอาการเบื่ออาหาร  และกระตุ้นการขับปัสสาวะ จึงช่วยลดการบวมน้ำได้
  • วิตามินบี (Vitamin B) โดยเฉพาะ วิตามินบี 1 , บี 2 และ บี 5 ที่ จำเป็นต่อเอนไซม์ของตับ และมีส่วนช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือดได้ พบได้ทั่วไปใน ไข่ นม ผักใบเขียว ข้าวไม่ขัดสี ธัญพืช โดยเฉพาะใน บริเวอร์ยีสต์ หรือ Brewer’s Yeast  จะอุดมไปด้วยวิตามินบีรวม โครเมียม และซีลีเนียมที่มีประโยชน์ต่อการเผาผลาญพลังงานที่ตับ
  • แอล-เมทไธโอนีน (L-methionine) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่งที่สามารถจับกับโลหะหนักที่เป็นพิษต่อตับได้ดี อีกทั้งยังช่วยลดผลข้างเคียงจากยาบางชนิดได้ พบมากใน เนื้อสัตว์ ไข่ นม ถั่วเหลือง เป็นต้น
  • เลซิติน (Lecithin) สารอาหารธรรมชาติที่ประกอบไปด้วย ฟอสฟอรัส กรดไขมัน และกลุ่มวิตามินบี พบมากใน ไข่ ตับ ถั่วเหลือง เมล็ดทานตะวัน บริเวอร์ยีสต์ ซึ่งช่วยให้ตับเผาผลาญไขมันได้ดีขึ้นและเป็นส่วนประกอบของผนังเซลล์ตับ รวมถึงช่วยป้องกันตับถูกทำลายได้อีกด้วย อ่านต่อ : เลซิติน (LECITHIN) กับหลากหลายประโยชน์เพื่อสุขภาพ
  • โคลีน (Choline) สารอาหารที่มีความสำคัญต่อการทำงานของตับและระบบเผาผลาญของร่างกาย ช่วยกำจัดสารพิษและยาที่ค้างในร่างกายโดยมีวิตามินบี 12 กรดโฟลิก และกรดอะมิโนแอล-คาร์นิทีน ช่วยส่งเสริมการทำงานของโคลีน ซึ่งแหล่งที่พบโคลีนตามธรรมชาติ ได้แก่ ไข่แดง เนื้อสัตว์ ตับ ปลา ยีสต์ จมูกข้าวสาลี ข้าวโอ๊ต ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ผักใบเขียว ผักตระกูลกะหล่ำ เป็นต้น
  • ซิลิเนียม (Selenium ) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพในการต้านพิษจากโลหะหนัก โดยจับกับ โลหะหนักนั้นแล้วกลายเป็นสารที่ไม่ก่อพิษ  สามารถป้องกันการเกิดมะเร็ง   และต้านภาวะไขมันสะสมที่ผนังหลอดเลือด
วิตามินใน อาหารบำรุงตับ

นอกจากนี้ ยังมีพืชสมุนไพรที่มีฤทธิ์ช่วยบำรุงตับอย่างน้ำมันอีฟนิงพริมโรส (Evening Primrose Oil) ที่มีสารสำคัญ GLA ที่ช่วยจับกับแอลกอฮอล์ และมีอิโนซิทอล (Inositol) ที่ช่วยในการจับไขมัน จึงช่วยให้การทำงานของตับดีขึ้น รวมถึงสารสกัดจากแอปเปิล (Apple Vinegar)  ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ในการเผาผลาญสารอาหาร ช่วยในการย่อยอาหารประเภทไขมันและลดการบวมน้ำได้ อย่างไรก็ตามการเลือกรับประทานอาหารบำรุงตับหรือวิตามินบำรุงตับโดยเฉพาะ ควรรับประทานควบคู่ไปกับสารอาหารที่ครบ 5 หมู่ มีความหลากหลายของสารอาหาร รวมถึงหลีกเลี่ยงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการต่ำและส่งผลให้ตับทำงานหนักขึ้น

อาหารที่ทำให้ตับทำงานหนัก ผู้ป่วยโรคตับควรหลีกเลี่ยง

อาหารที่คนเป็นโรคตับไม่ควรรับประทานบ่อยๆ คือ อาหารที่ส่งผลให้ไขมันสะสมที่ตับในปริมาณมากจนเกินไป เช่น

  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และน้ำอัดลม
    ถึงแม้ว่าการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณเล็กน้อยแต่ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคตับแข็งหรือตับอักเสบรุนแรงได้ จึงแนะนำให้จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์โดยผู้ชายไม่ควรดื่มมากกว่า 4 หน่วยมาตรฐาน/วัน และผู้หญิงไม่ควรเกิน 2 หน่วยมาตรฐาน/วัน รวมถึงลดปริมาณการดื่มน้ำอัดลมเพื่อลดแนวโน้มการเกิดไขมันพอกตับด้วย
  • อาหารที่มีไขมันและคาร์โบไฮเดรตสูง
    อาหารบางประเภทที่ประกอบไปด้วย ไขมัน แป้ง และน้ำตาลสูง จะส่งผลให้ไขมันเข้าไปอุดตันในเลือดและเกิดการสะสมที่ตับในรูปแบบของไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ จนอาจทำให้เกิดพังผืดเกาะตามผิวตับและเกิดภาวะตับแข็งได้ จึงควรหลีกเลี่ยงหรือการจำกัดปริมาณในการรับประทานอาหารให้น้อยลง
  • อาหารที่มีโซเดียมสูง
    สำหรับผู้ที่ป่วยตับแข็งหรือมีภาวะไขมันพอกตับอยู่แล้ว หากมีอาการบวมหรือมีน้ำในท้องควรงดอาหารที่มีปริมาณโซเดียมสูง เช่น อาหารรสจัด อาหารแปรรูป ขนมขบเคี้ยว เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า การบำรุงและดูแลสุขภาพตับซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย คือ การปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหาร โดยเน้นไปที่อาหารที่มีประโยชน์หรืออาหารบำรุงตับที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่มีส่วนช่วยในการเผาผลาญไขมันที่ตับ รวมถึงหลีกเลี่ยงอาหารที่ส่งผลให้ตับทำงานหนักและออกกำลังกายอย่างเหมาะสม หากสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันจะเป็นการฟื้นฟูตับให้สุขภาพดีขึ้นได้ในระยะยาว แต่อย่างไรก็ตาม ภาวะไขมันพอกตับหรือโรคตับอื่นๆ อาจไม่มีอาการแสดงในระยะแรก จึงควรตรวจสุขภาพกับแพทย์อย่างละเอียด เพื่อป้องกันโรคร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่รู้ตัว 

อัลบั้มภาพ

ข่าวสุขภาพอื่นๆ

โรคตับ

ดูแลสุขภาพ ‘ตับ’ ให้แข็งแรงด้วยสารอาหารที่สำคัญ

บำรุงตับ

เสริมสร้างความแข็งแรงให้ 'ตับ' เพื่อสุขภาพที่ดี

บำรุงตับ

อ่านแล้วรู้ทันที... อะไรคือสารอาหารที่ดีสำหรับตับของคุณ