เมื่อมีกลิ่นปากแรง ลมหายใจเหม็น ที่แก้ไม่หายแม้แปรงฟันสะอาดแล้วก็ตาม ทั้งยังมีอาการไม่พึงประสงค์อย่าง ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอเปรี้ยว อาหารไม่ย่อย มักเกิดจากปัญหาทางสุขภาพที่มาจาก “ระบบทางเดินอาหาร ไม่ว่าจะเป็น กรดไหลย้อน โรคกระเพาะอาหาร การย่อยอาหารไม่สมบูรณ์ ตลอดจนการรวมตัวของเชื้อแบคทีเรียที่มีกลิ่นเหม็นรุนแรงในลำคอ ซึ่งวิธีแก้ลมหายใจมีกลิ่นเหม็นต้องแก้จากต้นตอที่ทำให้มีกลิ่นเหม็นจากข้างใน
มีกลิ่นปากแรง ลมหายใจเหม็นจากข้างใน อาจไม่ใช่แค่แปรงฟันไม่สะอาดเท่านั้น แต่มีสาเหตุมาจากปัญหาระบบทางเดินอาหารที่ส่งผลให้เกิดลมหายใจมีกลิ่นเหม็น เนื่องจากเศษอาหารหรือแก๊สย้อนกลับขึ้นมาในหลอดอาหารและในช่องปาก จึงทำให้มีกลิ่นตีกลับขึ้นมา โดยอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุดังนี้
หนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ กลิ่นปากแรงมาก คือ โรคกรดไหลย้อน เมื่อกรดหรือน้ำย่อยจากกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นมาในหลอดอาหารจนถึงลำคอ จะนำพาเอาเศษอาหารและแก๊สที่มีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวขึ้นมาด้วย โดยอาการร่วมมักมีอาการแสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว หรือรู้สึกเหมือนมีก้อนจุกอยู่ที่คอ
สำหรับคนที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง หรือ มีแผลในกระเพาะอาหาร มักจะรู้สึกว่า ลมหายใจเหม็น เนื่องจากกระเพาะอาหารทำงานผิดปกติ การหลั่งเอนไซม์ไม่สมดุล หรือมีการสะสมของแบคทีเรีย ซึ่งส่งผลให้เกิดแก๊สที่มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ตีกลับขึ้นมาทางช่องปาก
ไม่ว่าจะเป็น การเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด หรือ ระบบย่อยอาหารทำงานช้า (Gastroparesis) ส่งผลให้อาหารตกค้างและเกิดการหมักหมมในลำไส้และกระเพาะอาหารนานเกินไปจนเกิดแก๊สขึ้นในระบบทางเดินอาหาร ทำให้มีอาการท้องอืด จุกเสียด และ เมื่อเรอ ออกมา จะมีกลิ่นปากแรง ลมหายใจเหม็น ตามมาด้วย
หากสำรวจในช่องปากแล้วไม่พบฟันผุ แต่ยังมีกลิ่นปากแรงมาก ลมหายใจเหม็นจากข้างใน สาเหตุอาจมาจาก นิ่วทอนซิล (Tonsilloliths) ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของเศษอาหาร แบคทีเรีย และเซลล์ที่ตายแล้ว เมื่อสะสมมากขึ้นจะแข็งตัว จับตัวเป็นก้อนสีเหลืองขาวนวลขนาดเล็ก และปล่อยสารประกอบซัลเฟอร์เข้าไปอุดตันตามซอกหรือหลืบของต่อมทอนซิล ซึ่งเป็นแหล่งบ่มเพาะแบคทีเรียที่ผลิตก๊าซซัลเฟอร์ (กำมะถัน) ทำให้มี ลมหายใจเหม็น อย่างรุนแรง แม้จะแปรงฟันสะอาดแค่ไหนก็ตาม
วิธีแก้ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น จากระบบทางเดินอาหาร นอกจากการทำความสะอาดช่องปากอย่างถูกวิธีแล้ว ยังต้องให้ความสำคัญกับระบบทางเดินอาหารด้วย เพื่อป้องกันแก๊สหรือกรดที่ตีกลับขึ้นมา รวมถึงการหมักหมมในลำไส้ ดังนี้
อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสุขภาพช่องปากทุก 6 เดือนถึง 1 ปี หากมีฟันผุ กลิ่นปากเหม็นเรื้อรัง หรือมีนิ่วทอนซิลสะสมอยู่บ่อยครั้ง ควรปรึกษาทันตแพทย์หรือแพทย์หูคอจมูกเพื่อรักษาอาการจากต้นเหตุ
ปัญหา มีกลิ่นปากแรง ลมหายใจเหม็น นอกจากการรักษาความสะอาดและดูแลช่องปากด้วยวิธีแก้ลมหายใจมีกลิ่นเหม็นจากระบบทางเดินอาหารแล้ว การใช้สมุนไพรระงับกลิ่นปากที่มีน้ำมันหอมระเหยธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วย ดับกลิ่นปาก เมื่อมีอาการท้องอืด จุกเสียด แน่นท้อง เรอเหม็น และ ยังมีประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหารอีกด้วย
ในเปปเปอร์มินต์มีสารออกฤทธิ์หลัก คือ เมนทอล (Menthol) ซึ่งให้ความรู้สึกเย็นสดชื่นในช่องปากและลำคอทันที พร้อมทั้งมีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียที่ก่อให้เกิด กลิ่นปากแรงมาก ได้โดยตรง รวมถึงช่วยขับลมและบรรเทาท้องอืด ท้องเฟ้อ อาการลำไส้แปรปรวน (IBS) และอาการแน่นท้องที่เป็นต้นเหตุของการเรอมีกลิ่น เมื่อระบบย่อยอาหารทำงานปกติ โอกาสที่จะเกิดลมหายใจเหม็นจากแก๊สไข่เน่า (Hydrogen Sulfide) ก็จะลดลง
สเปียร์มินต์มีสารออกฤทธิ์สำคัญ คือ คาร์โวน (Carvone) ซึ่งให้กลิ่นหอมมินต์ที่นุ่มนวล ช่วยให้ช่องปากรู้สึกเย็นสบายและมีกลิ่นสะอาด นอกจากนี้สารคาร์โวนและน้ำมันหอมระเหยอื่น ๆ ในสเปียร์มินต์ยังมีฤทธิ์ต้านจุลชีพ ช่วยลดปริมาณแบคทีเรียในช่องปากที่ก่อให้เกิด กลิ่นปากแรง ลมหายใจเหม็น ได้เป็นอย่างดี
เป็นสมุนไพรที่ใช้กันมาอย่างยาวนานในยุโรปและเอเชีย เพื่อใช้ดับกลิ่นปากเร่งด่วน เนื่องจากในเมล็ดยี่หร่าหวานมีสารออกฤทธิ์สำคัญอย่าง อะเนทโทล (Anethole) ซึ่งให้กลิ่นหอมหวานเฉพาะตัว มีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียและต้านเชื้อราในช่องปาก ทำให้เป็นสมุนไพรที่โดดเด่นมากในการ ดับกลิ่นปาก โดยเฉพาะกลิ่นจากอาหารที่มีกลิ่นแรง เช่น กระเทียม หัวหอม หรือ อาหารทะเล นอกจากนี้ ยังช่วยขับลม ลดการเกิดและสะสมของแก๊สในกระเพาะและลำไส้
อ่านต่อ : 3 สมุนไพรแก้ท้องอืด อาหารไม่ย่อย
อย่างไรก็ตาม ปัญหามีกลิ่นปากแรง ลมหายใจเหม็น ที่เกิดจากแก๊สในกระเพาะอาหาร หรือ อาการอาหารไม่ย่อย จำเป็นต้องใช้ปริมาณสารสำคัญ (Active Ingredients) ในสมุนไพรที่เข้มข้นและคงที่ ซึ่งการรับประทานสมุนไพรสดอาจมีข้อจำกัดหลายประการ การเลือกผลิตภัณฑ์สมุนไพรในรูปแบบสารสกัดเข้มข้น เช่น แคปซูลหรือซอฟต์เจล ที่รวมสารสกัดจากสมุนไพรหลายชนิดไว้ในปริมาณที่กำหนดชัดเจน จึงเป็นทางเลือกที่สะดวกและสอดคล้องกับการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น
ทั้งนี้ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเริ่มใช้ โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคประจำตัวหรืออยู่ระหว่างการรับประทานยา
เพื่อนคู่คิดที่พร้อมดูแลสุขภาพแบบองค์รวมไปกับคุณ เรามุ่งมั่นส่งมอบความรู้ที่ถูกต้อง ทันสมัย และผ่านการกลั่นกรองจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ พร้อมถ่ายทอดด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เพื่อให้คุณนำไปปรับใช้ดูแลตัวเองและคนที่คุณรักในชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจ ตอบโจทย์การสร้างรากฐานสุขภาพที่ดีสำหรับทุกคนในทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน
โพรไบโอติก (Probiotic) มิตรแท้ระบบทางเดินอาหาร
‘โปรไบโอติกส์’ (Probiotics) จุลินทรีย์ชนิดดีกับการช่วยเสริมภูมิคุ้มกันต่อต้านเชื้อโรค