ถ้าใครก็ตามที่มีปัญหาเรื่องความดันโลหิตสูงแล้วกำลังเริ่มกินยาลดความดันตามแพทย์สั่งเป็นประจำ ถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องและควรปฏิบัติต่อไป แต่… ความจริง คือ แม้ “ยา” จะเป็นส่วนสำคัญมาก แต่ยังไม่ใช่ทั้งหมดของการควบคุมความดันโลหิตสูง หากสังเกตตัวเองแล้วพบว่า ค่าความดันยังสูงยังต่ำไม่คงที่ หรือต้องเพิ่มขนาดการใช้ยา รวมทั้งรู้สึกว่าการมีพฤติกรรมในชีวิตแบบเดิมแล้วไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง มีเรื่องสำคัญบางอย่างที่คนที่กินยาลดความดัน “ควรทำควบคู่” และต้องทำความเข้าใจให้มากขึ้น
การกินยาเพื่อลดความดันโลหิต (Hypertension) นั้นเป็นสิ่งที่ช่วยชีวิตได้ แต่ยังมีสิ่งที่ควรรู้และปฏิบัติตัวควบคู่ไปด้วย เพื่อผลที่ดีและลดความเสี่ยงต่อโรคร้ายต่างๆ ดังนี้
แม้จะรับประทานยาอย่างเคร่งครัดแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าความดันจะถูกควบคุมได้เต็มที่เสมอไป จากการสำรวจของ National Health Examination Survey (NHES) พบว่า “ในปี 2019-2020 ผู้ใหญ่ไทยประมาณ 25.7 % มีภาวะความดันโลหิตสูง นอกจากนี้เมื่อดูเฉพาะคนที่เป็นความดันแล้วพบว่า “ประมาณ 51.5 % รู้ว่าตัวเองมีความดัน และอีก 47.9 % กำลังได้รับการรักษา (กินยา) “ในขณะที่มีเพียง 22.7 % เท่านั้นที่ควบคุมความดันให้ได้ตามเกณฑ์” นั่นหมายความว่าแม้กินยาแล้ว แต่มีโอกาสที่ความดันโลหิตยัง “ไม่อยู่ในเกณฑ์” และยังเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจหรือโรคสมองได้
การกินยาตามที่แพทย์สั่งถือเป็น “พื้นฐาน” แต่ยังมีอีกหลายปัจจัยอีกหลายสิ่งที่จะส่งผลสัมพันธ์กัน เช่น การกินยาทุกวัน กินตรงเวลา รวมทั้งพฤติกรรมชีวิตประจำวันที่สนับสนุนให้ได้ผลดีมากขึ้น เช่น ออกกำลังกาย ลดการกินเค็ม และรักษาน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์
ในประเทศไทยมีการนำผลวิจัยเกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูงมารวบรวมสรุปส่วนใหญ่พบว่า “คนที่มีความดันโลหิตที่ควบคุมไม่ดีประมาณ 35.65 % ไม่กินยาอย่างเคร่งครัด” และต้องกินยา 2 ตัวขึ้นไป หรือกินยาเพิ่มขึ้นถึงกว่า 53 % เพื่อควบคุมได้
ดังนั้น หากกินยาแล้วแต่ยังพบว่าความดันยังไม่ลดตามเป้า อย่ามองแค่ “ยาไม่พอ” แต่ให้ดูทั้งพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันร่วมด้วย
หลายคนคิดว่า เมื่อเริ่มกินยาแล้ว ก็ปล่อยชีวิตตามสบายโดยไม่ปรับอะไร ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด เพราะการกินยาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ มีข้อมูลพบว่า ในผู้ที่รับประทานยาแล้ว แต่ยัง “ควบคุมความดันไม่ได้” จำนวนมาก และปัจจัยที่พบว่าเกี่ยวข้องกับความดันที่ควบคุมไม่ดี ได้แก่ ความรู้เรื่องสุขภาพน้อย ยังมีพฤติกรรมดื่มแอลกอฮอล์ หรือบางคนใช้สมุนไพรบางชนิดพร้อมกันกับการกินยา ดังนั้นถึงแม้กินยาแล้วแต่ถ้าละเลยเรื่องเหล่านี้ก็ยังมีโอกาสเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจากโรคหัวใจ โรคไต และโรคหลอดเลือดสมอง
การควบคุมความดันให้ดีขึ้นไม่ได้หมายความว่าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแพทย์เท่านั้น ตัวเองก็ต้องช่วยด้วยเช่นกัน
เช่น แจ้งแพทย์ทันทีถ้ามีอาการผิดปกติ เช่น เวียนหัวมาก หายใจไม่สะดวก แจ้งประวัติยาอื่นๆ หรือสมุนไพรที่กำลังใช้ เพราะอาจมีผลต่อยาลดความดัน นอกจากนี้จะต้องร่วมวางแผนกับแพทย์ผู้รักษาว่า “พฤติกรรมในชีวิตประจำวันอะไรที่ควรต้องงด หรือที่ควรต้องเพิ่ม เช่น ลดการกินเค็ม ปรับเวลาในการนอน หรือเพิ่มการออกกำลังกายมากขึ้น
จำไว้ว่ายาเป็นเครื่องมือ แต่ควรต้องมีพฤติกรรมในชีวิตที่ถูกต้องสนับสนุนร่วมด้วย ตัวอย่างพฤติกรรมที่ควรใส่ใจ ได้แก่ ลดเกลือ เพราะการบริโภคเกลือมากทำให้ความดันสูงขึ้น หรือควรควบคุมน้ำหนักตัว ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หยุดหรือลดการดื่มแอลกอฮอล์ ควบคุมระดับน้ำตาล และไขมันในเลือดร่วมด้วย
📌 สนใจข่าวสารสุขภาพเพิ่มเติมและสอบถามผู้เชี่ยวชาญของ 𝐌𝐄𝐆𝐀 𝐖𝐞 𝐜𝐚𝐫𝐞 ได้ที่ 𝐋𝐢𝐧𝐞@ : @𝐦𝐞𝐠𝐚𝐰𝐞𝐜𝐚𝐫𝐞 หรือ คลิก
วิตามินซี และฟ้าทะลายโจร2 สิ่งสำคัญของผู้ติดเชื้อ เมื่อต้องรักษาตัวอยู่ที่บ้าน