ซินไบโอติก (Synbiotic) คือการผสมผสานระหว่างโพรไบโอติกและพรีไบโอติกในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อให้ทำงานเสริมฤทธิ์กัน โดยพรีไบโอติกทำหน้าที่เป็นแหล่งอาหารสำหรับจุลินทรีย์ชนิดดี ช่วยให้โพรไบโอติกอยู่รอดและเจริญเติบโตในลำไส้ได้ดีขึ้น ซินไบโอติกมีบทบาทในกระบวนการปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ สนับสนุนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และการเคลื่อนไหวของลำไส้ตามปกติ เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาท้องผูกเรื้อรัง ท้องเสียเฉียบพลัน ลำไส้แปรปรวน หรือผู้ที่รับประทานยาปฏิชีวนะ ควรรับประทานก่อนอาหาร 15-30 นาที ไม่ผสมกับเครื่องดื่มร้อน และต่อเนื่องอย่างน้อย 4-12 สัปดาห์ สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ
หากพูดถึงการดูแลระบบลำไส้ หลายคนอาจนึกถึง โพรไบโอติก (Probiotic) หรือ พรีไบโอติก (Prebiotic) ที่รู้จักกันดีในการใช้แก้ปัญหาขับถ่ายยากหรือขับถ่ายไม่ปกติ แต่สำหรับคนที่ท้องผูกเรื้อรัง ท้องเสียบ่อย ลำไส้แปรปรวน การใช้โพรไบโอติกหรือพรีไบโอติกเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอและอาจกลับมาเป็นซ้ำได้ เพราะการส่งเสริมสุขภาพลำไส้ที่ได้ประสิทธิภาพดีนั้นจำเป็นต้องได้รับทั้งโพรไบโอติกและพรีไบโอติกควบคู่กันทั้ง 2 อย่าง จึงมีนวัตกรรมใหม่ที่ใช้แก้ปัญหาระบบลำไส้โดยเฉพาะ โดยมีการคัดเลือกโพรไบโอติกสายพันธุ์เฉพาะและพรีไบโอติกที่เสริมฤทธิ์กัน นั่นคือ ซินไบโอติก หรือ Synbiotic
ซินไบโอติก (Synbiotic) คือ การผสมผสานระหว่าง โพรไบโอติก (Probiotic) และ พรีไบโอติก (Prebiotic) เข้าด้วยกันในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อเสริมฤทธิ์ (Synergistic) ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยความพิเศษของซินไบโอติกนั้นอยู่ที่การออกแบบให้ พรีไบโอติก ทำหน้าที่เป็นแหล่งอาหารสำหรับ โพรไบโอติก และช่วยให้จุลินทรีย์ดีเหล่านั้นสามารถอยู่รอดและเจริญเติบโตในระบบทางเดินอาหารของเราได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในลำไส้ใหญ่ ตามการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nutrients ได้ระบุว่า ซินไบโอติกมีศักยภาพในการปรับปรุงสุขภาพลำไส้และระบบภูมิคุ้มกันได้ดีกว่าการใช้โพรไบโอติกหรือพรีไบโอติกแยกกัน
ซินไบโอติกประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 2 ส่วนที่ทำงานเสริมซึ่งกันและกัน คือ โพรไบโอติก (Probiotic) และพรีไบโอติก (Prebiotic)
โพรไบโอติก คือ จุลินทรีย์มีชีวิตที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะระบบทางเดินอาหารเมื่อเราได้รับในปริมาณที่เหมาะสม สายพันธุ์ของโพรไบโอติกที่นิยมใช้ในซินไบโอติก ได้แก่
แบคทีเรียเหล่านี้ต้องสามารถทนต่อกรดในกระเพาะอาหารและน้ำดีในลำไส้เล็ก เพื่อเดินทางไปยังลำไส้ใหญ่ได้อย่างปลอดภัยและยังคงมีชีวิตอยู่ อ่านต่อ : ประโยชน์ของ โพรไบโอติก (Probiotic) ต่อระบบทางเดินอาหาร
พรีไบโอติก คือ ใยอาหารที่ร่างกายไม่สามารถย่อยได้ แต่เป็นแหล่งอาหารสำหรับจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในลำไส้ ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตและการทำงานของแบคทีเรียดีเหล่านั้น โดยพรีไบโอติกที่นิยมใช้มีหลายชนิด เช่น
ใยอาหารเหล่านี้จะถูกหมักโดยแบคทีเรียที่ดีในลำไส้ใหญ่ สร้างกรดไขมันสายสั้น (Short-Chain Fatty Acids – SCFAs) เช่น butyrate, acetate, และ propionate ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำคัญสำหรับเซลล์ผนังลำไส้ และมีบทบาทในการควบคุมการอักเสบ
หลักการทำงานของ ซินไบโอติก คือ การใช้ พรีไบโอติก (Prebiotic) เป็นอาหารสำหรับโพรไบโอติก (Probiotic) เพื่อให้โพรไบโอติกหรือจุลินทรีย์ดีสามารถมีชีวิตรอด และเติบโตในลำไส้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของเซลล์เยื่อบุลำไส้ ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของผนังลำไส้ และมีบทบาทในการควบคุมระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย

ซินไบโอติกมีบทบาทสำคัญในการดูแลสุขภาพระบบทางเดินอาหารและส่งเสริมสุขภาพโดยรวมของร่างกาย โดย ประโยชน์ของซินไบโอติก นั้นมาจากการทำงานร่วมกันของ โพรไบโอติกและพรีไบโอติก ซึ่งจะช่วยให้จุลินทรีย์ที่ดีในลำไส้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนี้
เนื่องจากในลำไส้ของเรามีจุลินทรีย์หลายร้อยชนิดอาศัยอยู่ โดยจุลินทรีย์ชนิดดีควรมีสัดส่วนมากกว่าจุลินทรีย์ชนิดไม่ดีในอัตราส่วนประมาณ 85:15 แต่ในคนที่มีปัญหาลำไส้และระบบขับถ่าย ทำให้จุลินทรีย์ดีในลำไส้ขาดสมดุลซึ่งเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น การรับประทานยาบางชนิด การรับประทานผักและผลไม้น้อยเกินไป ความเครียดเรื้อรัง ฯลฯ การรับประทานซินไบโอติกจึงมีประโยชน์ในการช่วยเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์ดีในลำไส้ได้
นอกจากนี้ การศึกษาวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร World Journal of Gastroenterology พบว่า ผู้ที่รับประทานซินไบโอติกเป็นเวลา 4 สัปดาห์มีการเพิ่มขึ้นของ Bifidobacterium และ Lactobacillus ในอุจจาระอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมกับการลดลงของ Clostridium และ Enterobacteriaceae ซึ่งเป็นกลุ่มแบคทีเรียที่อาจก่อให้เกิดโรคได้
เมื่อเกิดภาวะ “ลำไส้เสียสมดุล” อาจทำให้จุลินทรีย์ชนิดไม่ดีมีจำนวนมากกว่า ก่อให้เกิดอาการผิดปกติในการขับถ่าย เมื่อรับประทาน Synbiotic จะช่วยเพิ่มจำนวนและความหลากหลายของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ เช่น Bifidobacterium และ Lactobacillus ในลำไส้ จึงช่วยให้การเคลื่อนไหวของลำไส้ดีขึ้น ทำให้การขับถ่ายเป็นปกติ และลดอาการท้องผูกเรื้อรัง นอกจากนี้ยังแก้ปัญหาท้องเสีย โดยเฉพาะท้องเสียที่เกิดจากการติดเชื้อ (Acute Diarrhea) หรือจากการใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotic-Associated Diarrhea) โดยมีงานวิจัยหนึ่งแสดงให้เห็นว่าการให้ Synbiotic ในเด็กที่ติดเชื้อโรตาไวรัส สามารถช่วยลดระยะเวลาของอาการท้องร่วงและควบคุมภาวะท้องร่วงที่เป็นน้ำได้
ลำไส้ของเราเรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางของเซลล์ภูมิคุ้มกันกว่า 70% ของร่างกาย การได้รับซินไบโอติกอย่างต่อเนื่องมีส่วนช่วยให้ร่างกายมีความสามารถในการป้องกันและต่อสู้กับเชื้อโรคได้ดีขึ้น โดยเฉพาะโพรไบโอติกสายพันธุ์อย่าง Bifidobacterium และ Lactobacillus ที่ช่วยลดการอักเสบในระบบทางเดินอาหาร เช่น โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง และยังมีผลช่วยลดการอักเสบในโรคผิวหนังภูมิแพ้ (Eczema) การอักเสบของทางเดินปัสสาวะและช่องคลอด ตลอดจนช่วยลดความรุนแรงของอาการของกรดไหลย้อนได้อีกด้วย
โรคลำไส้แปรปรวน (Irritable Bowel Syndrome – IBS) เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในระบบทางเดินอาหาร โดยมีอาการหลัก ได้แก่ ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องผูกสลับท้องเสีย หรืออาจมีอาการเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นหลัก จากการศึกษาทางคลินิกพบว่า ซินไบโอติกสามารถลดอาการโดยรวมของลำไส้แปรปรวนได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอาการปวดท้อง ท้องอืด และความผิดปกติของการขับถ่าย
นอกจากประโยชน์ต่อระบบทางเดินอาหาร ซินไบโอติกยังมีบทบาทสำคัญในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและไขมันในเลือด ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคเบาหวานและโรคหัวใจอีกด้วย จากการศึกษาทางคลินิกในวารสาร Diabetes Care ที่ได้ทดลองใช้ซินไบโอติกในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่ากลุ่มที่รับประทานซินไบโอติกมีระดับค่าเฉลี่ยน้ำตาลสะสมลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม
ซินไบโอติกเป็นนวัตกรรมที่ผลิตขึ้นมาและมักอยู่ในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แต่หากต้องการได้รับจากแหล่งอาหารธรรมชาติสามารถรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยโพรไบโอติกและพรีไบโอติกควบคู่กัน
ซินไบโอติกที่ถูกพัฒนาขึ้นมามักอยู่ในรูปของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยมีการเติมจุลินทรีย์ (Probiotic) และใยอาหารเฉพาะ (Prebiotic) เข้าไปในปริมาณที่กำหนดเพื่อให้เกิดประโยชน์ที่เฉพาะเจาะจง โดยเฉพาะโพรไบโอติก 2 สายพันธุ์เฉพาะที่มีงานวิจัยรองรับ อย่าง Lactobacillus acidophilus LA-5 และ Bifidobacterium lactis BB-12 ที่มีส่วนช่วยให้การเคลื่อนไหวของลำไส้ดีขึ้น และปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหาร จึงเหมาะสำหรับใช้แก้ปัญหาท้องผูกเรื้อรัง ท้องเสียเฉียบพลัน หรืออาการลำไส้แปรปรวนได้ อย่างไรก็ตามควรปรับพฤติกรรม ร่วมกับการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน หากมีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้
ซินไบโอติก เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบลำไส้และต้องการส่งเสริมสุขภาพ เช่น
ข้อควรระวัง : ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวร้ายแรง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มรับประทานเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่มีภาวะลำไส้ทะลุ (Leaky Gut Syndrome) หรือผู้ที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดช่องท้อง
Synbiotic ถูกออกแบบมาเพื่อให้เกิดผล “เสริมฤทธิ์” (Synergy) โดยที่ Prebiotic ที่ใส่เข้าไปนั้น ถูกคัดเลือกมาเพื่อให้เป็นอาหารที่เหมาะสมที่สุดสำหรับ Probiotic ในสูตรนั้น ๆ โดยเฉพาะ เพื่อให้ Probiotic มีอัตราการรอดชีวิตและเพิ่มจำนวนในลำไส้ได้ดีกว่าการรับประทานแยกกัน
การเลือกเสริมจุลินทรีย์ดีในลำไส้ควรพิจารณาจากภาวะสุขภาพและวัตถุประสงค์ที่ต้องการ เช่น
เพื่อนคู่คิดที่พร้อมดูแลสุขภาพแบบองค์รวมไปกับคุณ เรามุ่งมั่นส่งมอบความรู้ที่ถูกต้อง ทันสมัย และผ่านการกลั่นกรองจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ พร้อมถ่ายทอดด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เพื่อให้คุณนำไปปรับใช้ดูแลตัวเองและคนที่คุณรักในชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจ ตอบโจทย์การสร้างรากฐานสุขภาพที่ดีสำหรับทุกคนในทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน
โพรไบโอติก (Probiotic) มิตรแท้ระบบทางเดินอาหาร
‘โปรไบโอติกส์’ (Probiotics) จุลินทรีย์ชนิดดีกับการช่วยเสริมภูมิคุ้มกันต่อต้านเชื้อโรค