ค่าตับสูง อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร สัญญาณของไขมันเกาะตับ

โรคตับ
ค่าตับสูง สัญญาณของไขมันเกาะตับ

ค่าตับสูง เป็นหนึ่งในสัญญาณของตับอักเสบ ท่อน้ำดีอุดตัน หรือ โรคตับแข็ง ที่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือไขมันเกาะตับ ซึ่งมักมาพร้อมกับอาการ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ท้องอืด ปวดเมื่อยตามร่างกายอยู่บ่อยๆ หรือในบางรายอาจมีภาวะตัวเหลืองหรือตาเหลืองร่วมด้วย แต่หลายคนอาจไม่เคยสังเกตหรือคิดว่าเป็นเพียงอาการเหนื่อยล้าจากการทำงานเท่านั้น แต่อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณอันตรายของโรคตับโดยที่เราไม่รู้ตัว

Key takeaway / Summary of topic answer

ค่าตับสูง คือภาวะที่เอนไซม์ตับ ALT และ AST ในกระแสเลือดเพิ่มขึ้นเกินค่าปกติ บ่งบอกว่าเซลล์ตับได้รับความเสียหายหรืออักเสบ สาเหตุหลักได้แก่ ไขมันเกาะตับ การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ โรค NCDs เช่น เบาหวานและไขมันในเลือดสูง รวมถึงผลข้างเคียงจากยาบางชนิด ในระยะแรกมักไม่แสดงอาการ แต่เมื่อรุนแรงขึ้นอาจพบอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดแน่นชายโครงขวา และปัสสาวะสีเข้ม การดูแลเบื้องต้นทำได้โดยควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ งดแอลกอฮอล์ รับประทานผักผลไม้และธัญพืชเต็มเมล็ด รวมถึงหลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูงและน้ำตาลสูง และควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการดูแลที่เหมาะสม

Table of Contents

    ค่าตับสูง เกิดจากอะไร

    ภาวะค่าตับสูง หมายถึง ระดับเอนไซม์ตับในกระแสเลือดที่เพิ่มขึ้นเกินกว่าค่าปกติ โดยเอนไซม์หลักที่ใช้ประเมินสุขภาพตับ ได้แก่ 

    • ALT (Alanine Aminotransferase) หรือ SGPT เป็นค่าเอนไซม์ที่พบในตับเป็นหลัก โดยมีค่าปกติ ประมาณ 0–40 U/L
    • AST (Aspartate Aminotransferase) หรือ SGOT ค่าเอนไซม์ที่พบได้ทั้งในตับ หัวใจ กล้ามเนื้อ และสมอง โดยค่าปกติ ประมาณ 0–40 U/L

    เมื่อเซลล์ตับได้รับความเสียหายหรือเกิดการอักเสบ เอนไซม์เหล่านี้จะหลุดรั่วออกสู่กระแสเลือด ส่งผลให้ค่าตับในผลตรวจเลือดสูงขึ้น

    สาเหตุที่ทำให้ค่าตับสูงผิดปกติ

    1. ภาวะไขมันเกาะตับ (Non-alcoholic Fatty Liver Disease) หรือโรคไขมันพอกตับ เป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ทำให้ค่าตับสูงในปัจจุบัน ซึ่งเกิดจากการสะสมของไขมันในเซลล์ตับมากกว่า 5-10% ของน้ำหนักตับทั้งหมด โดยไขมันที่สะสมส่วนใหญ่ คือ ไตรกลีเซอไรด์ 
    2. การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ เนื่องจากแอลกอฮอล์เป็นสารพิษที่ตับต้องขจัดออกจากร่างกาย การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำหรือในปริมาณมากทำให้ตับทำงานหนัก ส่งผลให้เซลล์ตับอักเสบและทำให้มีค่าตับสูงผิดปกติ
    3. พฤติกรรมการรับประทานอาหารไขมันสูง เช่น อาหารรสจัด ของทอด ของหวาน อาหารแปรรูป
    4. โรค NCDs เช่น โรคไขมันในเลือดสูง เบาหวาน และภาวะดื้ออินซูลิน จะทำให้เกิดการสะสมไขมันในตับได้ง่ายและนำไปสู่โรคตับแข็งได้
    5. โรคอ้วนและภาวะน้ำหนักเกิน เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สัมพันธ์โดยตรงกับไขมันเกาะตับและค่าตับที่สูงขึ้น
    6. โรคไวรัสตับอักเสบ เช่น ไวรัสตับอักเสบชนิด B และ C ทำให้ตับอักเสบเรื้อรัง นำไปสู่การทำลายเซลล์ตับและการปล่อยเอนไซม์ตับออกสู่กระแสเลือด
    7. ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด เช่น ยาลดไขมันในเลือด, ยาปฏิชีวนะบางตัว, หรือแม้แต่ยาแก้ปวดพาราเซตามอลหากใช้เกินขนาด ก็สามารถทำให้ค่าตับสูงขึ้นได้

    ค่าตับสูง มีอาการอย่างไรบ้าง

    ในระยะแรกมักไม่มีอาการที่ชัดเจน ทำให้ไม่ทราบว่าตนเองมีภาวะไขมันเกาะตับหรือค่าตับสูง แต่เมื่อภาวะเริ่มรุนแรงขึ้น อาจมีอาการที่ควรสังเกตดังนี้

    • อ่อนเพลีย ไม่มีแรง ปวดเมื่อยตามตัว เป็นอาการแรกเริ่มที่พบได้บ่อยในคนที่มีค่าตับสูง เนื่องจากตับทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงทำให้รู้สึกเหนื่อยง่ายแม้จะไม่ได้ออกแรงมาก นอนไม่หลับ หรือนอนแล้วไม่สดชื่น
    • เบื่ออาหาร คลื่นไส้ โดยเฉพาะกับอาหารมัน อาหารที่มีกลิ่นแรง หรือเนื้อสัตว์ จากความผิดปกติของตับที่ส่งผลต่อระบบการย่อยและการเผาผลาญอาหาร
    • ปวดหรือรู้สึกแน่นบริเวณท้องด้านขวาบน อาจรู้สึกปวดหน่วง แน่นแสบ หรือไม่สบายบริเวณใต้ชายโครงขวา ซึ่งเป็นตำแหน่งของตับ อาการจะชัดเจนขึ้นหลังรับประทานอาหารมัน อาจเกิดจากการอักเสบหรือขนาดของตับที่ขยายใหญ่ขึ้น
    • ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีอ่อน เนื่องจากบิลิรูบินถูกขับออกทางปัสสาวะมากขึ้น ในขณะที่อุจจาระจะมีสีซีดลง
    • คันตามตัว เกิดจากการสะสมของสารที่ควรถูกขจัดออกจากร่างกาย แต่ตับทำหน้าที่ได้ไม่เต็มที่
    • ตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน) เป็นอาการของภาวะตับทำงานบกพร่องอย่างรุนแรง ซึ่งต้องได้รับการรักษาจากแพทย์โดยด่วน

    ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อ ค่าตับสูง อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร

    การดูแลตัวเองเมื่อมีอาการค่าตับสูงต้องทำอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อให้ตับสามารถฟื้นตัวได้ ลดความเสี่ยงไขมันเกาะตับ และป้องกันภาวะแทรกซ้อน

    1. ลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน การลดน้ำหนักตัวเพียง 3-5% ก็สามารถลดปริมาณไขมันในตับได้แล้ว และการลดน้ำหนัก 7-10% สามารถช่วยลดการอักเสบของตับได้อย่างมีนัยสำคัญ
    2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ จะช่วยให้ร่างกายใช้พลังงานมากขึ้นและเผาผลาญไขมันที่สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายรวมถึงไขมันที่ตับ รวมถึงลดการสะสมไขมันเพิ่มที่ตับ โดยออกกำลังกายให้ได้ประมาณ 150 – 200 นาทีต่อสัปดาห์ หรือ 3-5 วัน เช่น การเดินเร็วอย่างน้อย 30-45 นาที หรือกิจกรรมแอโรบิกอื่น ๆ
    3. ควบคุมโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หรือความดันโลหิตสูง ควรควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยเลือกรับประทานอาหารไขมันต่ำ เพิ่มใยอาหาร นอนพักผ่อนอย่างเพียงพอ รวมถึงรับประทานยาและปฏิบัติตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด 
    4. ดื่มน้ำให้เพียงพอ อย่างน้อย 8-10 แก้วต่อวัน จะช่วยให้ร่างกายสดชื่นขึ้นได้ รวมถึงนอนหลับให้ได้ 7-8 ชั่วโมงต่อคืน และผ่อนคลายความเครียด เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนและลดอาการอ่อนเพลียระหว่างวัน
    5. เลิกดื่มแอลกอฮอล์และสิ่งเสพติด เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นตัวและลดการสะสมสารพิษในร่างกาย โดยข้อมูลจากสมาคมโรคตับแห่งประเทศไทยระบุว่า การหยุดดื่มจะช่วยให้ตับสามารถกลับมาสู่ภาวะปกติได้ใน 4-6 สัปดาห์

    อาหารที่ควรรับประทานเมื่อค่าตับสูง

    อาหารที่มีประโยชน์ต่อตับเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยฟื้นฟูการทำงานของตับและยังส่งผลดีต่อการลดไขมันเกาะตับ รวมถึงการควบคุมน้ำหนักและดูแลสุขภาพโดยรวมได้ดี โดยแนะนำให้รับประทานอาหารเหล่านี้เป็นประจำ 

    1. ผักใบเขียวและผลไม้สีเข้ม เช่น บรอกโคลี ผักโขม ผักคะน้า มะเขือเทศ พริกหวาน แครอท รวมถึงผลไม้อย่างบลูเบอร์รี่ องุ่นแดง แอปเปิล ส้มโอ ซึ่งอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน C และ E ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและช่วยปกป้องเซลล์ตับจากการอักเสบได้

    2. อาหารที่มีไขมันดี หรือโอเมก้า-3 และ 6 เช่น ปลาทะเล อะโวคาโด เมล็ดธัญพืช หรือน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสที่อุดมไปด้วยสาร GLA หรือกรดแกมมา-ไลโนเลนิก (Gamma-Linolenic Acid) ซึ่งเป็นกรดไขมันโอเมก้า 6 ชนิดหนึ่งที่ร่างกายต้องการ มีประโยชน์ในการลดการอักเสบ รวมถึงช่วยลดการสะสมของไขมันสะสมในตับ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของภาวะไขมันเกาะตับ

    3. โปรตีนคุณภาพดี เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ นมถั่วเหลือง ที่นอกจากเป็นโปรตีนที่จำเป็นต่อร่างกายแล้วยังมีกรดอะมิโนจำเป็นอย่าง แอล-เมไธโอนีน (L-Methionine) ที่เป็นส่วนสำคัญในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ รวมถึงมีประโยชน์ต่อตับในการจับกับโลหะหนักที่เป็นพิษและยังช่วยลดผลข้างเคียงจากยาบางชนิดได้

    4. ธัญพืชเต็มเมล็ดและคาร์โบไฮเดรตที่ดี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมมะลิแดง ข้าวโอ๊ต ควินัว โดยอาหารกลุ่มนี้มีใยอาหาร (Fiber) สูง ซึ่งช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ จึงมีส่วนช่วยลดการสะสมของไขมันในตับได้

    5. อาหารที่มีเลซิตินสูง สารอาหารธรรมชาติที่เป็นส่วนประกอบของผนังเซลล์ตับ พบมากใน ไข่ ตับ ถั่วเหลือง เมล็ดทานตะวัน บริเวอร์ยีสต์ ช่วยให้ตับเผาผลาญไขมันได้ดีขึ้น รวมถึงช่วยป้องกันตับถูกทำลายได้อีกด้วย อ่านต่อ : ประโยชน์ของเลซิติน 

    6. วิตามินบำรุงตับโดยเฉพาะ วิตามินที่มีส่วนผสมของ สารสกัดจากรากแดนดิไลออน (Dandelion root extract) จะมีคุณสมบัติในการลดความเสี่ยงของภาวะพังผืดในตับและตับแข็ง รวมถึงช่วยป้องกันความเสียหายของตับที่เกิดจากสารพิษต่างๆ เช่น พาราเซตามอล หรือแอลกอฮอล์ นอกจากนี้ในวิตามินบำรุงตับยังมีส่วนประกอบของสารอาหารที่ดีต่อตับ เช่น เลซิติน วิตามินบี โคลีน ซิลิเนียม รวมถึงสารต้านอนุมูลอิสระอย่างแอลเมไธโอนีน ที่จะทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามการรับประทานวิตามินบำรุงตับควรควบคู่ไปกับมื้ออาหารหลัก และปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนรับประทานหากมี ค่าตับสูง หรือรับประทานยาบางชนิดอยู่เป็นประจำ

    อาหารบำรุงตับ เหมาะสำหรับคนที่ ค่าตับสูง

    อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อมี ค่าตับสูง 

    หากพบว่ามี ค่าตับสูง สิ่งสำคัญคือต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่อาจทำให้ตับทำงานหนักขึ้นหรือก่อให้เกิดการอักเสบได้ง่าย โดยประเภทอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหลัก ๆ ได้แก่

    1. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

    การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ส่งผลให้ตับจะทำงานหนัก เพื่อเผาผลาญและกำจัดแอลกอฮอล์แอลกอฮอล์ออกจากร่างกาย แต่กระบวนการนี้จะก่อให้เกิดสารพิษที่ชื่อว่า อะเซทัลดีไฮด์ (Acetaldehyde) ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำลายเซลล์ตับโดยตรง และยังกระตุ้นให้เกิดการอักเสบและการสะสมของไขมันในตับ การดื่มในปริมาณที่มากเกิน 20 กรัมต่อวันสำหรับผู้หญิง และ 40 กรัมต่อวันสำหรับผู้ชายต่อเนื่องกันเกิน 10 ปี จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับแข็งอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นการงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เมื่อมีค่าตับสูงจะช่วยให้ตับได้ฟื้นฟูตัวเองและลดการถูกทำลายจากสารพิษได้อย่างชัดเจน

    2. อาหารที่มีน้ำตาลสูงและน้ำอัดลม

    อาหารที่มีน้ำตาลสูง โดยเฉพาะ น้ำตาลฟรุกโตส (Fructose) มักพบในเครื่องดื่มรสหวานและน้ำอัดลม เมื่อบริโภคในปริมาณที่มากเกินไปตับจะเปลี่ยนน้ำตาลส่วนเกินให้เป็นไขมันสะสมในตับ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของภาวะ ไขมันพอกตับ แม้ในผู้ที่ไม่มีภาวะอ้วนก็ตาม และยังอาจทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงและหัวใจได้อีกด้วย

    3. อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์สูง

    อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์ เช่น ของทอด เบเกอรี มาการีน ฯลฯ จะเพิ่มระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือด และก่อให้เกิดการสะสมไขมันในตับมากขึ้น เมื่อมีไขมันสะสมมากเกินไป จะทำให้เกิดภาวะตับอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุของค่าตับที่สูงขึ้นและอาจนำไปสู่ภาวะตับแข็งในอนาคต การลดปริมาณการรับประทานอาหารเหล่านี้และหันไปรับประทานไขมันดีจะช่วยลดภาระการทำงานของตับ และยังส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวมด้วย

    4. อาหารเค็มจัดและโซเดียมสูง

    การรับประทานอาหารที่มีรสชาติเค็มจัดเป็นประจำ รวมถึงการเติมเครื่องปรุงต่างๆ และอาหารโซเดียมสูง เช่น เนื้อสัตว์แปรรูป อาหารกึ่งสำเร็จรูป จะทำให้ร่างกายบวมน้ำและอาจส่งผลต่อความดันโลหิต ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระการทำงานของอวัยวะต่างๆ รวมถึงตับด้วย

    ดังนั้น การหลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้จึงเป็นการช่วยลดภาระการทำงานของตับโดยตรงและช่วยให้ตับมีโอกาสฟื้นตัวจากภาวะอักเสบได้ดีขึ้น

    คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคตับ

    Q1. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคตับค่าตับสูง ลดเองได้ไหม/หายได้ไหม?

    A1 : เมื่อตรวจเลือดแล้วพบว่า ค่าตับสูง สามารถลดลงและกลับสู่ปกติได้หากได้รับการดูแลรักษาที่เหมาะสมและต่อเนื่อง โดยขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของโรค ในกรณีที่เกิดจาก ไขมันเกาะตับ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ออกกำลังกาย และการควบคุมน้ำหนัก สามารถทำให้ค่าตับลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญภายใน 3-6 เดือน

    Q2. ไขมันเกาะตับ ไขมันพอกตับ รักษาได้ไหม?

    A2 : ภาวะไขมันเกาะตับ หรือไขมันพอกตับ สามารถรักษาและฟื้นฟูสุขภาพตับได้ในระยะที่ยังไม่มีการอักเสบหรือเกิดพังผืดที่ตับ โดยวิธีการรักษาหลักๆ ได้แก่

    • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การลดน้ำหนัก การออกกำลังกาย การควบคุมอาหาร และการจัดการความเครียด สามารถลดไขมันในตับได้ 50-90% ภายใน 6-12 เดือน
    • การควบคุมโรคประจำตัว ไม่ว่าจะเป็น การควบคุมโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูงให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
    • การใช้ยา ในบางกรณีแพทย์อาจพิจารณาใช้ยารักษา ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์

    Q3. ตัวเหลือง ตาเหลือง เป็นโรคอะไร?

    A3 : ตัวเหลือง ตาเหลือง โดยทั่วไปแล้วเป็นอาการของโรคดีซ่าน (Jaundice) ซึ่งเกิดจากการสะสมของสารบิลิรูบินในเลือดและเนื้อเยื่อมากเกินปกติ ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุหลายประการ เช่น 

    ตับอักเสบจากไวรัส  ตับอักเสบจากแอลกอฮอล์ ตับแข็ง นิ่วในถุงน้ำดีหรือท่อน้ำดี หรือสาเหตุจากปัญหาเลือดจาง หากพบว่าผิวและตาเหลืองอย่างเห็นได้ชัด มีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร สีปัสสาวะผิดปกติ ควรรีบเข้ารับการรักษากับแพทย์ทันที 

    อ้างอิง
    1. พนิดา ทองอุทัยศรี. การดำเนินโรคของโรคตับจากแอลกอฮอล์. สมาคมโรคตับแห่งประเทศไทย.https://thasl.org/โรคตับจากแอลกอฮอล์-alcohol-related-liver-disease-arld-หรือ-ald-2/
    2. ไขมันพอกตับ โรคร้ายที่ไม่ควรละเลย.โรงพยาบาลศิคริน. https://www.sikarin.com/health/ไขมันพอกตับ
    3. ค่าตับสูงต้องดูแล เช็คลิสต์สาเหตุที่ส่งผลต่อสุขภาพตับ.โรงพยาบาลบางกอกพัทยา.https://bangkokpattayahospital.com/th/health-articles-th/gastrointestinal-liver-th/caused-of-elevated-liver-enzymes/?srsltid=AfmBOopDsFpO9sLAXO1-0V9R2TEy6GwDGjtkeKq5FTLdVz6-ZrKR7e7f
    4. ค่าตับสูงควรกินอะไร มาหาคำตอบกัน.POBPAD.https://www.pobpad.com/ค่าตับสูงควรกินอะไร-มาห
    อัลบั้มภาพ
    Picture of ทีม Mega We care
    ทีม Mega We care

    เพื่อนคู่คิดที่พร้อมดูแลสุขภาพแบบองค์รวมไปกับคุณ เรามุ่งมั่นส่งมอบความรู้ที่ถูกต้อง ทันสมัย และผ่านการกลั่นกรองจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ พร้อมถ่ายทอดด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เพื่อให้คุณนำไปปรับใช้ดูแลตัวเองและคนที่คุณรักในชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจ ตอบโจทย์การสร้างรากฐานสุขภาพที่ดีสำหรับทุกคนในทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน

    ข่าวสุขภาพอื่นๆ

    โรคตับ

    ดูแลสุขภาพ ‘ตับ’ ให้แข็งแรงด้วยสารอาหารที่สำคัญ

    บำรุงตับ

    เสริมสร้างความแข็งแรงให้ 'ตับ' เพื่อสุขภาพที่ดี

    บำรุงตับ

    อ่านแล้วรู้ทันที... อะไรคือสารอาหารที่ดีสำหรับตับของคุณ