แคลเซียมคาร์บอเนต รับประทานอย่างไรไม่ให้ท้องผูก

ทั้งหมด
กิน แคลเซียมคาร์บอเนต แล้วท้องผูก

Key takeaway / Summary of topic answer

อาการท้องผูก จุกเสียด หรือท้องอืด เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในผู้ที่รับประทานอาหารเสริมแคลเซียมรูปแบบ “แคลเซียมคาร์บอเนต (Calcium Carbonate)” เนื่องจากรูปแบบนี้ต้องอาศัยกรดในกระเพาะอาหารเพื่อแตกตัว และมักดูดซึมได้ไม่หมด ทำให้เกิดการตกค้างในลำไส้และขับออกยาก แนวทางแก้ไขคือการดื่มน้ำตามมาก ๆ รับประทานพร้อมอาหารที่มีเส้นใย หรือเลือกรับประทานแคลเซียมในรูปแบบแคปซูลนิ่มแบบเหลว (Liquid Calcium) ที่ร่างกายดูดซึมไปใช้งานได้ทันที ซึ่งช่วยลดผลข้างเคียงอาการท้องผูกและระคายเคืองกระเพาะอาหาร

Table of Contents

    หลายคนอาจกำลังประสบปัญหา ‘ท้องผูก’ หลังรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียม หรือ แคลเซียมคาร์บอเนต ที่เป็นเม็ดสำหรับใช้เสริมแคลเซียมในผู้ที่ขาดแคลเซียม เช่น ผู้ป่วยพาราไทรอยด์ต่ำชนิดเฉียบพลันหรือเรื้อรัง ผู้หญิงวัยทอง หรือวัยหมดประจำเดือน ผู้สูงอายุ หรือ ผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุน และ มีความผิดปกติของกระดูก ซึ่งปัญหาท้องผูกหลังจากรับประทานแคลเซียมคาร์บอเนตไปแล้วระยะหนึ่งนั้น อาจเกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถดูดซึมแคลเซียมไปใช้ได้ทั้งหมด ทำให้เกิดการตกค้างในลำไส้มากขึ้น และรบกวนระบบทางเดินอาหารจนรู้สึกไม่สบายตัว ท้องอืด หรือ มีอาการแน่นท้อง ท้องผูกได้นั่นเอง ซึ่งวิธีแก้ไขปัญหานี้ สามารถทำได้ง่ายๆ เพียงรู้จักวิธีรับประทานแคลเซียมที่ถูกต้อง 

    รู้จัก แคลเซียมคาร์บอเนต คืออะไร

    แคลเซียมคาร์บอเนต หรือ Calcium Carbonate คือ ยาเม็ดที่ถูกนำมาใช้เพื่อรักษาภาวะขาดแคลเซียมหรือใช้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อป้องกันโรคกระดูกพรุนหรือบำรุงกระดูก โดยเฉพาะในเด็ก ผู้สูงอายุ คุณแม่ตั้งครรภ์ หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร

    อ่านต่อ : แคลเซียม กับประโยชน์ที่ควรรู้

    แคลเซียมคาร์บอเนต ทำให้ท้องผูกได้อย่างไร

    เนื่องจากกลไกการออกฤทธิ์ของแคลเซียมคาร์บอเนตนั้น หลังรับประทานแล้วจะไปทำปฏิกิริยากับกรดในกระเพาะอาหารและเกิดเป็นสารประกอบแคลเซียมคลอไรด์ (Calcium chloride) ที่ละลายน้ำได้ดีก่อนถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งร่างกายของเรานั้นสามารถดูดซึมแคลเซียมได้ประมาณ 10% ในขณะที่ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดแคลเซียมคาร์บอเนตนั้นส่วนใหญ่มีแคลเซียมอยู่ประมาณ 40% โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัญหาในระบบย่อยอาหาร เช่น ผู้สูงอายุที่มีกรดในกระเพาะอาหารน้อยหรือผู้ที่รับประทานยาลดกรดในกระเพาะอาหารเป็นประจำ จึงทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมแคลเซียมได้ดีเท่าที่ควรและตกค้างในลำไส้ หากปล่อยไว้นานอาจทำให้เกิดอาการท้องอืด แน่นท้อง หรือมีอาการท้องผูกได้นั่นเอง 

    อย่างไรก็ตาม อาการท้องผูก ท้องอืด หรือแน่นท้องที่ไม่รุนแรงจากการรับประทานแคลเซียมคาร์บอเนตนั้นไม่จำเป็นต้องหยุดรับประทาน แต่สามารถปรับเปลี่ยนการรับประทานและการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวันให้สามารถขับถ่ายได้ง่ายขึ้น

    แคลเซียมคาร์บอเนต บำรุงกระดูก

    วิธีรับประทานแคลเซียม ให้ดูดซึมง่าย ได้ประโยชน์เยอะ

    หลายคนที่รับประทานแคลเซียมคาร์บอเนตอาจมีอาการท้องผูกตามมา สามารถแก้ปัญหาได้ง่ายๆ ดังนี้

    • ปริมาณแคลเซียมเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
      หากเสริมแคลเซียมในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดเม็ด จะมีปริมาณแคลเซียมประมาณ 40% เช่น แคลเซียมคาร์บอเนต 1,000 มิลลิกรัม จะมีแร่ธาตุแคลเซียม 400 มิลลิกรัม ดังนั้นจึงควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะกับความต้องการในแต่ละวัน ได้แก่
      – เด็กที่อายุไม่เกิน 3 ปี ต้องการแคลเซียม 400-800 มิลลิกรัม/วัน
      – เด็กอายุระหว่าง 3-10 ปี ต้องการแคลเซียม 800 มิลลิกรัม/วัน
      – วัยรุ่นและผู้ใหญ่ ต้องการแคลเซียม 800-1,000 มิลลิกรัม/วัน
      – คุณแม่ตั้งครรภ์ คุณแม่หลังคลอดหรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร ต้องการแคลเซียม 1,200 มิลลิกรัม/วัน
      – ผู้หญิงวัยทอง/วัยหมดประจำเดือน ต้องการแคลเซียม 1,200 มิลลิกรัม/วัน
      – ผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุน ต้องการแคลเซียม 1,000-1,200 มิลลิกรัม/วัน
      – ผู้ชายอายุ 55 ปีขึ้นไปที่เป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง ต้องการแคลเซียม 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน
      – ผู้ที่แพ้กลูเตน ต้องการแคลเซียมอย่างน้อย 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน

      โดยการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียมนั้น  ควรแบ่งรับประทานครั้งละ 600-800 มิลลิกรัม  ร่างกายจะดูดซึมได้ดีกว่ารับประทานปริมาณมากในครั้งเดียว 
    • ลดการรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น อาหารรสจัด เครื่องปรุงรส เครื่องจิ้ม เนื้อสัตว์อาหารแปรรูป ของหมักดอง รวมถึงอาหารที่ใช้ผงฟูหรือสารกันบูดเป็นส่วนประกอบ เช่น เบเกอรี่ ซาลาเปา อาหารกระป๋อง และอาหารสำเร็จรูป เพราะอาจทำให้สูญเสียแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น
    • เสริมวิตามินดี (Vitamin D) เพื่อให้สามารถดูดซึมแคลเซียมผ่านลำไส้เล็กได้มากขึ้น โดยแหล่งวิตามินดีส่วนใหญ่มาจากแสงแดดอ่อนๆ และ การรับประทานอาหาร เช่น ปลาทะเลน้ำลึก น้ำมันตับปลา ไข่แดง ตับ หรือ วิตามินดีในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เป็นต้น
    • รับประทานใยอาหารมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ผัก ผลไม้ ธัญพืช เพื่อช่วยเพิ่มปริมาณของเสียและเคลื่อนตัวไปตามลำไส้ได้ง่ายขึ้น ช่วยให้อุจจาระอ่อนนุ่ม ง่ายต่อการขับถ่าย รวมถึงทำให้การทำงานของลำไส้และการขับถ่ายเป็นปกติ 
    • รับประทานแคลเซียมคาร์บอเนตชนิดเม็ด พร้อมกับน้ำหรือน้ำผลไม้หนึ่งแก้วเต็ม เพื่อช่วยในการละลายและการดูดซึม รวมถึงควรดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน หรืออย่างน้อย 6-8 แก้วต่อวัน เพื่อลดอาการท้องผูกและช่วยให้การขับถ่ายง่ายขึ้น
    • รับประทานแคลเซียมพร้อมมื้ออาหารหรือหลังอาหาร 1-1.5 ชั่วโมง เนื่องจากกระเพาะอาหารจะมีสภาพเป็นกรด จึงช่วยทำให้แคลเซียมคาร์บอเนตแตกตัว ละลายน้ำได้ดีและสามารถดูดซึมแคลเซียมได้ดียิ่งขึ้น สำหรับผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว ควรรับประทานตามคำแนะนำของแพทย์ 

    คำแนะนำสำหรับการรับประทานแคลเซียม 

    การรับประทานแคลเซียมเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด ควรลดปัจจัยที่อาจขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมด้วย ได้แก่

    • ไม่ควรรับประทานแคลเซียมคาร์บอเนตร่วมกับยาชนิดอื่นใน 1–2 ชั่วโมง เพราะอาจทำให้ยาอื่นออกฤทธิ์ไม่ได้เต็มที่
    • ไม่ควรรับประทานยาหรืออาหารเสริม ที่มีปริมาณแคลเซียม ฟอสเฟต แมกนีเซียม หรือ วิตามินดีที่มีปริมาณสูง โดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทาน
    • หากลืมรับประทานแคลเซียม ให้รับประทานทันที หรือ ข้ามไปรับประทานครั้งต่อไป โดยไม่ต้องเพิ่มปริมาณทดแทน
    • การรับประทานแคลเซียมคาร์บอเนตในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารควรคำนึงถึงปริมาณและชนิดของแคลเซียมในผลิตภัณฑ์ หากไม่มั่นใจควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชก่อนรับประทาน

    การรับประทานแคลเซียมคาร์บอเนต (Calcium Carbonate) มีประโยชน์ในการบำรุงกระดูกและชดเชยแคลเซียมในผู้ที่มีภาวะแคลเซียมในร่างกายต่ำ ซึ่งอาการท้องผูกที่ตามมานั้นสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการรับประทานแคลเซียมอย่างถูกวิธีในปริมาณที่เหมาะสม ทั้งนี้ควรเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียมคาร์บอเนตที่มีคุณภาพ ได้รับการรับรองคุณภาพจากองค์การอาหารและยา (อย.) ประเทศไทย โดยก่อนรับประทานควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

    อัลบั้มภาพ
    Picture of ทีม Mega We care
    ทีม Mega We care

    เพื่อนคู่คิดที่พร้อมดูแลสุขภาพแบบองค์รวมไปกับคุณ เรามุ่งมั่นส่งมอบความรู้ที่ถูกต้อง ทันสมัย และผ่านการกลั่นกรองจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ พร้อมถ่ายทอดด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เพื่อให้คุณนำไปปรับใช้ดูแลตัวเองและคนที่คุณรักในชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจ ตอบโจทย์การสร้างรากฐานสุขภาพที่ดีสำหรับทุกคนในทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน

    ข่าวสุขภาพอื่นๆ

    ข้อเสื่อม

    ข้อกระดูกเสื่อมหรือไม่ เช็คอาการได้ด้วยตนเอง

    ข้อเสื่อม

    เพิ่มความแข็งแรงให้ข้อเข่า ด้วย “ไฮโดรไลเซต คอลลาเจน ”

    กระดูกพรุน

    2 ตัวช่วยหมดปัญหากระดูกและข้อ