วิตามินดี (Vitamin D) เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน มีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพของร่างกายมากกว่าที่หลายคนคิด ถึงแม้ประเทศไทยจะเป็นเขตร้อนที่มีแสงแดดตลอดปี แต่จากพฤติกรรมการใช้ชีวิตในยุคนี้ ทำให้คนไทยจำนวนมากมีปัญหาระดับ วิตามินดีต่ำ หรือ ขาดวิตามินดี ซึ่งภาวะนี้มีส่วนเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคมะเร็งบางชนิดอีกด้วย บทความนี้ MEGA We care จะมาเจาะลึกถึง อาการเมื่อขาดวิตามินดี วิธีเพิ่มวิตามินดี พร้อมคำแนะนำเมื่อมีระดับวิตามินดีในร่างกายต่ำควรรับประทานอะไร
ภาวะ วิตามินดีต่ำ หรือขาดวิตามินดี เกิดจากระดับของวิตามินดีในเลือดต่ำกว่า 20 ng/ml ซึ่งปกติควรมีระดับวิตามินดีในเลือดไม่ต่ำกว่า 30 ng/ml ซึ่งการทำงานหลักของวิตามินดี คือ การช่วยให้ลำไส้สามารถดูดซึมแคลเซียม และฟอสเฟตที่จำเป็นต่อการสร้างและรักษามวลกระดูก แต่หากมีระดับวิตาดีต่ำหรือขาดวิตามินดีที่เพียงพออาจทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนได้ โดยสาเหตุของภาวะวิตามินดีต่ำเกิดจากหลายปัจจัย เช่น
เมื่อร่างกายมีภาวะวิตามินดีต่ำหรือขาดวิตามินดี ซึ่งจำเป็นต้องเพิ่มการได้รับวิตาดีมินดีมากขึ้น จะมีอาการที่สังเกตได้ ดังนี้
นอกจากนี้ การศึกษาในวารสาร Nutrients ปี 2025 ระบุว่า ภาวะขาดวิตามินดียังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคมะเร็งบางชนิดอีกด้วย
หากปล่อยให้ร่างกายมีระดับวิตามินดีต่ำเรื้อรัง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น
ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมการรักษาระดับวิตามินดีให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม จึงเป็นส่วนสำคัญในการป้องกันโรคเรื้อรังต่าง รวมถึงมีความสำคัญต่อคนทุกวัย

วิธีเพิ่มวิตามินดี ให้กับร่างกายอย่างยั่งยืนสามารถทำได้ด้วยการเพิ่มการได้รับวิตามินดีจากธรรมชาติและหลีกเลี่ยงปัจจัยที่จะทำให้ระดับวิตามินดีลดลง ได้แก่
1. เพิ่มวิตามินดี ด้วยการรับแสงแดดอย่างถูกวิธี
การรับแสงแดด ถือเป็น วิธีเพิ่มวิตามินดีที่ดีที่สุด เมื่อผิวหนังได้รับรังสียูวีบี (UVB) จากแสงแดด ร่างกายจะสังเคราะห์วิตามินดี 3 (Cholecalciferol) ได้เอง โดยร่างกายของเราสามารถสังเคราะห์วิตามินดีได้ถึง 80% จากแสงแดด แต่ด้วยความที่สภาพอากาศร้อนเกินไปและการใช้ชีวิตอยู่ในอาคาร ทำให้ร่างกายไม่ได้รับแสงแดดอย่างเหมาะสม วิธีเพิ่มวิตามินดีจากแสงแดดจึงต้องเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสม
ช่วงเวลารับแสงแดดเพื่อรับวิตามินดี
โดยงานวิจัยจำนวนมากชี้ว่า การได้รับรังสี UVB ที่เพียงพอ เป็นวิธีเพิ่มวิตามินดี ในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีระดับวิตามินดีต่ำอยู่ก่อนแล้ว
2. เลือกรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินดีสูง
แม้ว่าอาหารจะไม่ใช่แหล่งหลัก แต่การเพิ่มอาหารที่มีวิตามินดีสูงก็เป็นส่วนสำคัญในการบำรุงรักษาระดับวิตามินดีในร่างกาย แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่า ขาดวิตามินดี ต้องกินอะไร ซึ่งในชีวิตประจำวันสามารถเลือกรับประทานอาหารที่อุดมไปวิตามินดีได้ ดังนี้
3. เสริมการรับประทาน วิตามิน D3
การเสริมอาหาร เป็นอีกหนึ่งวิธีเพิ่มวิตามินดีที่ปลอดภัยและสะดวก โดยควรเลือกวิตามิน D3 (Cholecalciferol) ซึ่งมีประสิทธิภาพในการเพิ่มระดับในเลือดสูงกว่าวิตามิน D2 (Ergocalciferol) โดยปริมาณการรับประทานวิตามิน D3 จะแตกต่างกันออกไป
ปริมาณที่แนะนำตามแนวทางแพทย์
อ่านต่อ : รับประทาน วิตามินดี 3 เป็นประจำ เพื่อร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์
4. หลีกเลี่ยงปัจจัยที่รบกวนการดูดซึมวิตามินดี
ถึงแม้ร่างกายจะได้รับวิตามินดีจากแสงแดดและอาหาร แต่หากร่างกายถูกขัดขวางการดูดซึมวิตามินดีด้วยปัจจัยบางอย่าง อาจทำให้ได้รับประโยชน์จากวิตามินดีน้อยลง ได้แก่
หากปล่อยให้ระดับวิตามินดีในร่างกายต่ำกว่า 20 ng/ml เป็นเวลานาน อาจนำไปสู่โรคกระดูกพรุน กระดูกบางกล้ามเนื้ออ่อนแรง ภูมิคุ้มกันต่ำ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้มในผู้สูงอายุได้ รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น
วิตามินดี เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน เพื่อให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ดี ควรรับประทานพร้อมกับมื้ออาหารหรือหลังอาหาร โดยแนะนำให้รับประทานในมื้อเช้าหรือมื้อเที่ยงจะดีที่สุด
คนที่เป็นโรคไต ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานวิตามินดีเสริม เพราะไตมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนวิตามินดีให้อยู่ในรูปที่ใช้งานได้ หากไตทำงานผิดปกติอยู่แล้ว การรับประทานวิตามินดีอาจทำให้แคลเซียมและฟอสฟอรัสสูงเกินไป ซึ่งแพทย์อาจสั่งจ่ายวิตามินดีชนิดพิเศษ(Calcitriol) สำหรับผู้ป่วยโรคไตโดยเฉพาะ
จริง อาการปวดกระดูกและกล้ามเนื้อเป็นหนึ่งในอาการสำคัญของการขาดวิตามินดี โดยวิตามินดีมีบทบาทสำคัญในการดูดซึมแคลเซียม ซึ่งจำเป็นต่อความแข็งแรงของกระดูก เมื่อขาดวิตามินดีนาน กระดูกจะอ่อนและเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุน โดยเฉพาะบริเวณหลังส่วนล่าง สะโพก และขา หากมีอาการปวดกระดูกหรือปวดเมื่อยเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ การตรวจระดับวิตามินดีในเลือด (25-hydroxyvitamin D) จึงเป็นสิ่งสำคัญที่แพทย์อาจพิจารณาเพื่อวินิจฉัยและให้การรักษาต่อไป
Goddek, S., & Keesstra, S. (2024). The power of vitamin D: Is the future in precision nutrition and medicine? Nutrients, 16(8), Article 1164. https://doi.org/10.3390/nu16081164.
National Institutes of Health (NIH), Office of Dietary Supplements. (2024). Vitamin D Fact Sheet for Health Professionals. Retrieved from https://ods.od.nih.gov/factsheets/VitaminD-HealthProfessional/
เพื่อนคู่คิดที่พร้อมดูแลสุขภาพแบบองค์รวมไปกับคุณ เรามุ่งมั่นส่งมอบความรู้ที่ถูกต้อง ทันสมัย และผ่านการกลั่นกรองจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ พร้อมถ่ายทอดด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เพื่อให้คุณนำไปปรับใช้ดูแลตัวเองและคนที่คุณรักในชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจ ตอบโจทย์การสร้างรากฐานสุขภาพที่ดีสำหรับทุกคนในทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน
ข้อกระดูกเสื่อมหรือไม่ เช็คอาการได้ด้วยตนเอง
เพิ่มความแข็งแรงให้ข้อเข่า ด้วย “ไฮโดรไลเซต คอลลาเจน ”