วิธีแก้ตาแห้ง แสบตา เคืองตา ทำได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเอง

ทั้งหมด
โรคตาแห้งเกิดจากอะไร อาการและวิธีรักษาที่ควรรู้

Key takeaway / Summary of topic answer

โรคตาแห้ง เกิดจากการที่น้ำตามีปริมาณหรือคุณภาพไม่เพียงพอ ทำให้เกิดอาการแสบตา เคืองตา ตาล้า และอาจลุกลามเป็นกระจกตาอักเสบ หากปล่อยไว้ไม่รักษาอาจส่งผลต่อการมองเห็นในระยะยาว การรักษาโรคตาแห้งสามารถทำได้โดยการปรับพฤติกรรม เช่น การกะพริบตาให้บ่อยขึ้น พักสายตาจากหน้าจอทุก 20 นาที และการใช้น้ำตาเทียม หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่แห้งหรือมีมลภาวะ ส่วนการป้องกันตาแห้งในระยะยาวควรปรับไลฟ์สไตล์โดยการดูแลสุขภาพตาให้ดี เช่น การดื่มน้ำให้เพียงพอ นอนหลับอย่างเหมาะสม และหลีกเลี่ยงการใช้สารที่ทำให้ตาแห้ง รวมถึงการรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ลูทีน และซีแซนทีนสูง เพื่อบำรุงดวงตาให้ชุ่มชื้นและป้องกันการเสื่อมของจอประสาทตา

Table of Content

    ตาแห้ง (Dry Eye) จัดเป็นโรคตาที่มีความผิดปกติจากการทำงานประเภทหนึ่ง ในอดีตมักพบเฉพาะในผู้สูงอายุที่มีความเสื่อมของร่างกาย แต่ปัจจุบันเริ่มพบมากขึ้นในกลุ่มคนทำงานและนักศึกษา ที่ต้องจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ รวมไปถึงการจ้องจอสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และ Gadget ต่าง ๆ ติดต่อกันเป็นเวลานานเฉลี่ยมากกว่า 4-6 ชั่วโมงต่อวัน รวมถึงคนที่สวมใส่คอนแท็กต์เลนส์ต่อเนื่องมาเป็นเวลานานหลายปี

    จากสถิติของคนมากกว่า 42 ประเทศทั่วโลก มีคนมากกว่า 378 ล้านคนที่ต้องเข้ารับการรักษาโรคตาแห้ง ซึ่งเกิดจากดวงตาขาดสารหล่อลื่นและมีความชุ่มชื้นไม่เพียงพอ ทำให้เกิดการระคายเคืองตา แสบตา ไม่สบายตา และลุกลามไปจนถึงดวงตาอักเสบมากขึ้น หากมีอาการตาแห้งแล้วไม่ใช้วิธีแก้อย่างถูกต้อง อาจส่งผลให้เยื่อบุตาอักเสบ ตาแดง และหากตาแห้งมาก ๆ ก็มีโอกาสที่กระจกตาจะถลอกหรือเป็นแผลเกิดการติดเชื้อได้ง่าย

    โรคตาแห้ง คืออะไร?

    โรคตาแห้ง (Dry Eye Disease) คือ ภาวะที่น้ำตามีปริมาณไม่เพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงผิวตาให้ความชุ่มชื้นเท่าที่ควรและเคลือบกระจกตาดำได้ไม่เพียงพอ หรือน้ำตามีคุณภาพไม่ดี ไม่คงตัว จึงไม่สามารถรักษาความชุ่มชื้นของดวงตาไว้ได้ ทำให้เกิดอาการอักเสบ ระคายเคืองตา และอาจทำให้เกิดการทำลายพื้นผิวดวงตาได้

    โรคตาแห้งต่างจากตาแห้งธรรมดาอย่างไร ?

    ตาแห้งธรรมดาอาจเกิดจากปัจจัยชั่วคราว เช่น การอยู่ในห้องแอร์เป็นเวลานาน หรือการใช้คอมพิวเตอร์ติดต่อกันนาน ๆ ซึ่งจะทำให้เกิดอาการตาแห้งชั่วคราว แต่เมื่อเปลี่ยนสภาพแวดล้อมหรือพักการใช้สายตา อาการก็จะดีขึ้นในเวลาไม่นาน

    ในทางตรงกันข้าม “โรคตาแห้ง” เป็นภาวะที่เกิดจากความผิดปกติของระบบการผลิตน้ำตา หรือความผิดปกติในชั้นน้ำตา เช่น ปัญหาการทำงานของต่อมน้ำตาหรือการระเหยของน้ำตาที่รวดเร็วเกินไป ภาวะนี้มักเกิดเรื้อรังและไม่หายไปเอง ต้องมีการรักษาอย่างเหมาะสมจากแพทย์เฉพาะทางเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับกระจกตาและส่งผลกระทบต่อการมองเห็นได้

    สาเหตุของโรคตาแห้ง เกิดจากอะไรบ้าง ?

    ตาแห้ง สามารถเกิดขึ้นได้จากทั้งปัจจัยภายในและภายนอก ดังนั้น การทำความเข้าใจสาเหตุเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากปัจจัยต่าง ๆ จะช่วยให้สามารถควบคุมอาการได้ดีขึ้นและลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้

    1. สาเหตุจากภายในร่างกาย

    โรคตาแห้ง มักเกิดจากความผิดปกติในร่างกายที่ส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำตา หรือทำให้การทำงานของน้ำตาเสียสมดุล ได้แก่

    • ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง : ผู้หญิงในช่วงวัยหมดประจำเดือนมีแนวโน้มผลิตน้ำตาได้ลดลง ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการตาแห้งได้
    • โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง : โรคที่เกี่ยวข้องกับการทำงานผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน เช่น โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรครูมาตอยด์ ที่ทำให้การผลิตน้ำตาลดลง หรือท่อน้ำตาตัน
    • ต่อมน้ำตาทำงานผิดปกติ : ความผิดปกติในต่อมน้ำตา หรือท่อน้ำตาอุดตันทำให้การผลิตน้ำตาไม่เพียงพอและมีอาการตาแห้งได้

    2. สาเหตุจากการใช้ชีวิตประจำวัน

    พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน คือตัวแปรสำคัญที่ส่งผลให้เกิดอาการตาแห้งได้เช่นกัน โดยเฉพาะพฤติกรรมเหล่านี้

    • จ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือเป็นเวลานาน : การจ้องหน้าจอเป็นเวลานานทำให้กะพริบตาน้อยลงกว่าเวลาปกติถึง 3 เท่า ส่งผลให้เกิดอาการตาแห้งเพราะน้ำตาระเหยเร็ว
    • ใส่คอนแท็กต์เลนส์ต่อเนื่องหลายชั่วโมง : การใส่คอนแท็กต์เลนส์ติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้การกระตุ้นน้ำตาผิดปกติ ส่งผลให้น้ำตามีปริมาณน้อยลงและมีอาการตาแห้ง
    • อยู่ในห้องแอร์ : การอยู่ในห้องแอร์ที่อากาศแห้งและเย็น หรือการทำงานในที่ที่มีมลภาวะ เช่น ฝุ่น ควัน หรือลมแรง ทำให้เกิดการระคายเคืองและทำให้ตาแห้งได้
    • การสัมผัส PM 2.5 มลภาวะ ฝุ่น และควันต่าง ๆ : ส่งผลให้ระคายเคืองตาง่ายขึ้น จนลุกลามไปถึงกระจกตาอักเสบและกระจกตาถลอกได้ง่าย หากขยี้ตาบ่อย ๆ โดยเฉพาะคนที่เป็นภูมิแพ้อาจทำให้ภูมิแพ้ตากำเริบ มักมีอาการคันตา แสบตา น้ำตาไหล มีขี้ตาเป็นเมือกสีขาว

    3. สาเหตุจากยาและโรคอื่น ๆ

    บางครั้งการใช้ยาและโรคบางชนิดอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการตาแห้งโดยที่หลายคนไม่รู้ตัว เช่น

    • การใช้ยา : ยาบางประเภท เช่น ยาแก้แพ้ ยาคุม ยาลดความดัน และยาคลายเครียดบางชนิด อาจทำให้การผลิตน้ำตาลดลง ทำให้เกิดอาการตาแห้งได้
    • โรคภูมิแพ้ที่ตา : โรคภูมิแพ้ที่เกี่ยวข้องกับตาทำให้เกิดการอักเสบที่เยื่อบุตา ซึ่งส่งผลให้มีอาการตาแห้งร่วมกับคันตา แสบตา หรือมีน้ำตาไหล

    อาการตาแห้ง แสบตา เคืองตา ที่ควรเฝ้าระวัง

    การที่คุณมีอาการแสบตา เคืองตา หรือรู้สึกเหมือนมีฝุ่นหรือเม็ดทรายในตา มักเป็นสัญญาณของโรคตาแห้ง มีลักษณะสำคัญ ดังนี้ 

    • แสบตา เคืองตา รู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในตา
    • ตาแดง เนื่องจากการอักเสบของเยื่อบุตา
    • ตาพร่ามัว มักดีขึ้นเมื่อคุณกะพริบตาเพื่อให้มีน้ำตาใหม่มาหล่อเลี้ยง

    อาการร่วมที่พบได้บ่อย

    • ตาล้าและหนักตา ขณะที่มองหรือทำกิจกรรมที่ต้องใช้สายตามาก ๆ เช่น การใช้คอมพิวเตอร์หรือการอ่านหนังสือ
    • แพ้แสง หรือแสบตาเมื่อมองแสงจ้า
    • น้ำตาไหลมากผิดปกติ เนื่องจากร่างกายพยายามชดเชยการขาดน้ำตา เพื่อบรรเทาอาการแห้งและระคายเคือง

    อาการที่ควรรีบพบแพทย์

    หากคุณมีอาการที่รุนแรงขึ้นหรือไม่ดีขึ้น ควรรีบพบแพทย์เพื่อการรักษาที่ถูกต้อง ซึ่งอาการที่ควรใส่ใจเป็นพิเศษ ได้แก่

    • ปวดตาอย่างรุนแรง
    • มองเห็นภาพเบลอ เมื่อพักสายตาแล้วอาการไม่หายไป
    • ไม่สามารถใส่คอนแท็กต์เลนส์ได้

    การรับการรักษาแต่เนิ่น ๆ จะช่วยลดการเสี่ยงและป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากโรคตาแห้ง เช่น กระจกตาอักเสบ หรือการติดเชื้อที่ตาได้

    วิธีแก้ตาแห้ง แสบตาด้วยตัวเอง

    โรคตาแห้งมีวิธีรักษาหลายทาง โดยแพทย์ผู้ชำนาญเกี่ยวกับดวงตาทั่วโลก รวมถึง Dr. Akpek Esen ศาสตราจารย์ทางด้านจักษุวิทยาและผู้อำนวยการของ Johns Hopskins Medicine สถาบันที่เชี่ยวชาญโรคตาในสหรัฐอเมริกาได้แนะนำวิธีแก้ตาแห้งไว้ ดังนี้

    1. การกะพริบตาเป็นประจำ

    การกะพริบตา เป็นการสร้างความชุ่มชื้นให้กับดวงตาได้แบบธรรมชาติ และควรกะพริบตาในแต่ละครั้งให้ได้เฉลี่ยอย่างน้อย 8-15 ครั้งต่อนาที

    2. พักสายตาทุก ๆ 20 นาที

    การนั่งจ้องจอคอมพิวเตอร์และสมาร์ตโฟน ถือเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คนทำงานเกิดอาการตาแห้งได้มากที่สุด ดังนั้น แพทย์ผู้ชำนาญการจึงแนะนำให้ดูแลดวงตาโดยใช้สูตร 20-20-20 เป็นการละสายตามองไกลไป 20 ฟุต ค้างไว้เป็นเวลา 20 วินาทีในทุก ๆ 20 นาที

    3. หลีกเลี่ยงการอยู่ในสภาพแวดล้อมหรืออากาศที่แห้ง

    การทำงานในห้องแอร์ที่แห้ง สภาพแวดล้อมที่เย็น หรือมีฝุ่นควัน ฝุ่น PM 2.5 แสงแดด และมลภาวะต่าง ๆ สามารถทำให้ตาแห้งได้ง่ายกว่าปกติ ซึ่งพนักงานออฟฟิศส่วนใหญ่ต้องทำงานในห้องปรับอากาศ ความสะอาดของอากาศภายในห้อง ฝุ่นในชั้นบรรยากาศล้วนเป็นปัจจัยทำให้เกิดโรคตาแห้งทั้งสิ้น จึงควรหลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมดังกล่าว แต่หากจำเป็นควรสวมใส่แว่นตากันแดด หรือหากรู้สึกระคายเคืองตา ควรใช้ยาหยอดตาหรือน้ำตาเทียมตามที่แพทย์แนะนำ

    4. การใช้น้ำตาเทียมหยอดตา

    การใช้น้ำตาเทียมหยอดตาเป็นวิธีแก้ตาแห้งที่ช่วยได้ชั่วคราว โดยเฉพาะระหว่างทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์หรืออ่านหนังสือเป็นเวลานาน ซึ่งน้ำตาเทียมแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่

    • ชนิดที่ไม่มีสารกันเสีย สามารถหยอดได้ตามความต้องการหรือทุกครั้งที่มีอาการ
    • ชนิดที่มีสารกันเสีย ไม่ควรหยอดบ่อยเกินไป โดยใน 4 ชั่วโมงไม่ควรหยอดเกิน 1 ครั้ง หรือไม่ควรหยอดเกิน วันละ 4-6 ครั้ง

    5. การใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประคบ

    การใช้น้ำอุ่นซึ่งมีอุณหภูมิที่พอเหมาะมาประคบดวงตา จะช่วยให้เปลือกตาผลิตไขมันมากขึ้น และสามารถบรรเทาอาการตาแห้งได้ แต่ข้อควรระวัง คือ น้ำที่นำมาประคบต้องไม่ร้อนจนเกินไป เพราะหากน้ำมีความร้อนมากเกินไปอาจส่งผลให้เกิดการอักเสบแดงบริเวณเปลือกตาที่เป็นผลมาจากความร้อนได้ รวมถึงผ้าที่นำมาประคบก็ต้องสะอาดเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อการติดเชื้อบริเวณดวงตาได้

    คำแนะนำสำหรับคนตาแห้ง ควรกินวิตามินอะไรดี

    ตาแห้ง กินวิตามินอะไรดี?

    หนึ่งในวิธีที่วงการแพทย์ยอมรับว่าเป็นทั้งการป้องกันและวิธีแก้ตาแห้งได้ คือ การรับประทานสารอาหารที่จำเป็นในการบำรุงดวงตาหรือวิตามินตา จากรายงานการวิจัยโดยแพทย์ผู้ชำนาญการด้านดวงตาทั่วโลกพบว่า การได้รับสารอาหารที่มีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระสูง เช่น การบริโภคผักผลไม้หลากสีจะช่วยบำรุงดวงตาป้องกันการเสื่อมได้ โดยสารอาหารที่ช่วยดูแลดวงตาที่สำคัญ ได้แก่

    ลูทีน (Lutein) และซีแซนทีน (Zeaxanthin)

    พบมากในผักใบเขียว เช่น คะน้า ผักโขม ผักกาด ปวยเล้ง นอกจากนี้ยังพบได้ในดอกดาวเรือง ซึ่งมีงานวิจัยรับรองว่าเป็นแหล่งที่ให้ลูทีนและซีแซนทีนเข้มข้นในปริมาณสูงทำหน้าที่ป้องกันรังสีจากแสงแดด ช่วยกรองแสงสีน้ำเงินที่มาทำลายดวงตาและช่วยปกป้องเซลล์ของจอประสาทตาโดยการลดอนุมูลอิสระที่ทำลายดวงตา

    เบต้าแคโรทีน (Beta-carotene)

    เป็นสารอาหารธรรมชาติที่พบมากในแครอท ฟักทอง ร่างกายจะเปลี่ยนเบต้าแคโรทีนให้เป็นวิตามินเอ ซึ่งช่วยการมองเห็นในที่มืด ป้องกันโรคตาบอดตอนกลางคืน และสามารถต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยบำรุงดวงตา และป้องกันโรคตาหลายชนิด เช่น ต้อกระจก รวมถึงช่วยให้ผิวเยื่อเมือกในตาชุ่มชื้นขึ้น

    แอสตาแซนธิน (Astaxanthin)

    ถือเป็นสุดยอดสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดอาการตาแห้ง ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อตา เพิ่มการไหลเวียนของเลือดเพื่อไปเลี้ยงกล้ามเนื้อตาได้ดีขึ้น และช่วยลดการอักเสบของของกล้ามเนื้อตาได้อีกด้วย

    บิลเบอร์รีสกัด (Bilberry extract)

    ผลไม้ในตระกูลเบอร์รีสามารถบำรุงดวงตาได้เช่นกัน โดยมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยป้องกันเลนส์ตาและสร้างความแข็งแรงให้กับเส้นเลือดฝอยในตาให้ไม่เปราะแตกง่าย อีกทั้งยังปกป้องเซลล์ดวงตาไม่ให้ขุ่นมัวอันเป็นต้นเหตุของโรคต้อกระจกด้วย

    น้ำมันปลา

    เป็นแหล่งของกรดไขมันจำเป็น เช่น โอเมก้า-3 ที่เป็นกรดชนิดไม่อิ่มตัว ประกอบด้วยดีเอชเอ (DHA) และอีพีเอ (EPA) ซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญของเนื้อเยื่อจอประสาทตา ช่วยควบคุมสมดุลความชุ่มชื้นของดวงตาและทำให้ประสิทธิภาพการมองเห็นทั้งในที่มืดและที่สว่างดียิ่งขึ้น นอกจากนี้โอเมก้า-3 ในน้ำมันปลายังช่วยปรับชั้นไขมันในน้ำตา ทำให้มีการสร้างน้ำตาเพิ่มขึ้นและน้ำตาระเหยน้อยลง จึงช่วยลดภาวะตาแห้งจากการจ้องจอนาน ๆ และมีส่วนช่วยปรับสมดุลความดันในลูกตาได้อีกด้วย

    นอกจากนี้ ยังมีสารอาหารบำรุงดวงตาในรูปแบบอาหารเสริมหรือวิตามินตาที่มีสารสกัดที่จำเป็นต่อดวงตาโดยเฉพาะ แต่การรับประทานวิตามินในรูปแบบอาหารเสริมควรคำนึงถึงมาตรฐานการผลิต ปริมาณของสารสกัดใน 1 เม็ด ตลอดจนคุณภาพของวัตถุดิบ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและป้องกันอันตรายจากสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน

    เคล็ดลับป้องกันตาแห้ง ไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ

    นอกจากจะกินวิตามินที่ช่วยเรื่องตาแห้งและปฏิบัติตามวิธีแก้ตาแห้ง แสบตาอย่างเคร่งครัดแล้ว การดูแลสุขภาพตาให้แข็งแรงและป้องกันไม่ให้เกิดโรคตาแห้งซ้ำก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน โดยสามารถเริ่มต้นได้จากพฤติกรรมง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน ได้แก่

    1. ปรับไลฟ์สไตล์เพื่อสุขภาพตา

    • พักสายตาสม่ำเสมอ : หากทำงานหน้าจอนาน ๆ ควรพักสายตาทุก 20 นาที โดยการมองออกไปไกลประมาณ 20 ฟุต และให้สายตาพักอย่างน้อย 20 วินาที
    • ลดการดูจอในที่มืด : การทำงานหน้าจอในที่มืด จะทำให้ตาต้องทำงานหนักมากขึ้น ทำให้มีการระเหยน้ำตาเร็วขึ้น
    • กะพริบตาบ่อยขึ้น : การกะพริบตาจะช่วยกระตุ้นการผลิตน้ำตาและหล่อลื่นตาได้ดีขึ้น
    • ใช้แว่นกรองแสง : หากทำงานหน้าจอหรือใช้โทรศัพท์เป็นเวลานาน ๆ แนะนำให้ใช้แว่นกรองแสงเพื่อช่วยป้องกันอาการตาล้าและลดอาการตาแห้ง

    2. ปรับสภาพแวดล้อมรอบตัว

    • เปิดเครื่องเพิ่มความชื้นในห้อง : หากอากาศในห้องแห้งเกินไป สามารถใช้เครื่องเพิ่มความชื้นเพื่อช่วยป้องกันอาการตาแห้งจากสภาพอากาศแห้ง
    • ลดลมโกรกเข้าตรงหน้า : หลีกเลี่ยงลมแรงที่ตรงเข้าตา เช่น พัดลมหรือแอร์ที่เป่าลมใส่หน้า เพื่อไม่ให้ตาแห้งเร็วเกินไป
    • เลี่ยงการอยู่กลางแดดหรือฝุ่น : หากจำเป็นต้องออกไปกลางแดดหรือในสภาพแวดล้อมที่มีฝุ่น ควรสวมแว่นกันแดดหรือใช้หน้ากากเพื่อป้องกันฝุ่นจากการระคายเคืองตา

    3. ดูแลสุขภาพโดยรวม

    • ดื่มน้ำให้เพียงพอ : การดื่มน้ำให้เพียงพอช่วยให้ร่างกายมีความชุ่มชื้น รวมถึงช่วยในการผลิตน้ำตาให้เพียงพอ
    • นอนให้เพียงพอ : การนอนหลับที่ดีช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูและให้ระบบต่าง ๆ ทำงานได้เต็มที่ นำไปสู่กระบวนการผลิตน้ำตาที่มีคุณภาพ
    • ลดบุหรี่และแอลกอฮอล์ : การสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์สามารถทำให้เยื่อบุตาแห้งและระคายเคืองได้ ควรหลีกเลี่ยงหรือลดการใช้สารเหล่านี้

    การป้องกันตาแห้งไม่ได้ยุ่งยาก แต่ต้องอาศัยการปรับพฤติกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวัน โดยให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพตาในระยะยาว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการตาแห้งซ้ำ และช่วยให้คุณมีสุขภาพตาที่ดีตลอดเวลา

    ข้อสรุปเกี่ยวกับโรคตาแห้งและวิธีรักษา

    โรคตาแห้ง มีอาการแสบตา น้ำตาไหล ตาล้า แม้จะไม่ใช่อาการที่รุนแรง แต่ก่อให้เกิดความรำคาญในการใช้ชีวิตประจำวัน และหากไม่ป้องกันดูแลก็มีโอกาสที่จะทำให้จอประสาทตาเสื่อมลงโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นหากรู้สึกตาแห้ง ตาล้า แสบตา หรือมีความผิดปกติเป็นเวลานานควรเข้าพบจักษุแพทย์เพื่อทำการรักษาอย่างถูกต้อง รวมถึงควรดูแลสุขภาพดวงตาด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ พักสายตา และปฏิบัติตามที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ พร้อมบำรุงตาด้วยการรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง จะช่วยให้ดวงตาชุ่มชื้นขึ้นและชะลอความเสื่อมของจอประสาทตาได้

    คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคตาแห้งและวิธีรักษา (FAQs)

    Q : ตาแห้ง แสบตา ตอนตื่นนอนทุกเช้า เกิดจากอะไร ?

    A : อาการตาแห้งตอนตื่นอาจเกิดจากการผลิตน้ำตาน้อยขณะหลับหรือปัญหาที่เปลือกตาปิดไม่สนิท ทำให้ผิวตาแห้งเมื่อเปิดตา ควรใช้แสงอ่อน ๆ งดเปิดแอร์เป่าตรงหน้าและใช้น้ำตาเทียมหยอดก่อนนอน หากไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุอื่น

    Q : โรคตาแห้งสามารถหายขาดได้ไหม ?

    A : บางกรณีสามารถหายได้ด้วยการปรับพฤติกรรม แต่หากมีโรคที่เกี่ยวข้อง เช่น โรคภูมิแพ้หรือโรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันบางชนิด อาจต้องรักษาต่อเนื่องเพื่อลดอาการและป้องกันภาวะแทรกซ้อน

    Q : ใส่คอนแท็กต์เลนส์แล้วตาแห้ง ควรหยุดใส่หรือดูแลอย่างไร ?

    A : คอนแท็กต์เลนส์สามารถทำให้ตาแห้งได้ หากมีอาการควรลดเวลาใส่หรือสลับมาใช้แว่น เลือกเลนส์ที่ช่วยเก็บความชุ่มชื้นได้ดี และหยอดน้ำตาเทียมที่เหมาะสม หากอาการยังไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อทำการตรวจเพิ่มเติม

    Q : ต้องจ้องจอทั้งวัน ควรป้องกันตาแห้งในที่ทำงานอย่างไรดี ?

    A : ควรปรับสภาพแวดล้อมการทำงานให้เหมาะสม เช่น ใช้เครื่องฟอกอากาศ เพิ่มความชื้นในห้อง และควรพักสายตาทุก ๆ 20 นาที เพื่อให้ดวงตาพักและไม่ระคายเคือง

    อ้างอิง
    อัลบั้มภาพ
    Picture of ทีม Mega We care
    ทีม Mega We care

    เพื่อนคู่คิดที่พร้อมดูแลสุขภาพแบบองค์รวมไปกับคุณ เรามุ่งมั่นส่งมอบความรู้ที่ถูกต้อง ทันสมัย และผ่านการกลั่นกรองจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ พร้อมถ่ายทอดด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เพื่อให้คุณนำไปปรับใช้ดูแลตัวเองและคนที่คุณรักในชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจ ตอบโจทย์การสร้างรากฐานสุขภาพที่ดีสำหรับทุกคนในทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน

    ข่าวสุขภาพอื่นๆ

    ตาแห้ง ตาล้า (CVS)

    โรคตา 4 โรคที่คนทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ต้องระวัง!

    ตาแห้ง ตาล้า (CVS)

    ตาล้า ปวดกระบอกตา … ดูแลด้วย ลูทีนและแอสตาแซนธิน

    จอประสาทตาเสื่อม

    ตาแห้ง ตาล้า จอประสาทตาเสื่อม 3 ภัยสุขภาพดวงตาของคนไทยยุคนี้