วิตามินดีต่ำ ต้องทำอย่างไร กับ 4 วิธีเพิ่มวิตามินดีให้ร่างกาย

ทั้งหมด
วิตามินดีต่ำ วิธีเพิ่มวิตามินดี Vitamin D3

วิธีเพิ่มวิตามินดี เมื่อร่างกายวิตามินดีต่ำต้องทำอย่างไร

Key takeaway / Summary of topic answer

ภาวะพร่องวิตามินดี เป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยมากในคนยุคปัจจุบัน เนื่องจากวิถีชีวิตที่มักทำงานในร่มและเลี่ยงแดด ส่งผลให้กระดูกและฟันอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันตก และอ่อนเพลียง่าย แนวทางแก้ไขเพื่อเพิ่มระดับวิตามินดีอย่างมีประสิทธิภาพทำได้โดย 4 วิธีสำคัญ ได้แก่ การรับแสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้า, การเลือกรับประทานอาหารที่มีวิตามินดีสูง เช่น ปลาไขมันสูงและไข่แดง, การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการเสริมด้วยวิตามินดี 3 (Vitamin D3) เพื่อดึงระดับวิตามินดีในเลือดให้กลับมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ ฟื้นฟูระบบกระดูกและกล้ามเนื้อให้แข็งแรง

Table of Contents

    วิตามินดี (Vitamin D) เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน มีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพของร่างกายมากกว่าที่หลายคนคิด ถึงแม้ประเทศไทยจะเป็นเขตร้อนที่มีแสงแดดตลอดปี แต่จากพฤติกรรมการใช้ชีวิตในยุคนี้ ทำให้คนไทยจำนวนมากมีปัญหาระดับ วิตามินดีต่ำ หรือ ขาดวิตามินดี ซึ่งภาวะนี้มีส่วนเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคมะเร็งบางชนิดอีกด้วย บทความนี้ MEGA We care จะมาเจาะลึกถึง อาการเมื่อขาดวิตามินดี วิธีเพิ่มวิตามินดี พร้อมคำแนะนำเมื่อมีระดับวิตามินดีในร่างกายต่ำควรรับประทานอะไร

    วิตามินดีต่ำ เกิดจากอะไร

    ภาวะ วิตามินดีต่ำ หรือขาดวิตามินดี เกิดจากระดับของวิตามินดีในเลือดต่ำกว่า 20 ng/ml ซึ่งปกติควรมีระดับวิตามินดีในเลือดไม่ต่ำกว่า 30 ng/ml ซึ่งการทำงานหลักของวิตามินดี คือ การช่วยให้ลำไส้สามารถดูดซึมแคลเซียม และฟอสเฟตที่จำเป็นต่อการสร้างและรักษามวลกระดูก แต่หากมีระดับวิตาดีต่ำหรือขาดวิตามินดีที่เพียงพออาจทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนได้ โดยสาเหตุของภาวะวิตามินดีต่ำเกิดจากหลายปัจจัย เช่น 

    • วิตามินดีต่ำ จากการได้รับแสงแดดไม่เพียงพอ เช่น การทำงานในออฟฟิศหรือในอาคาร การหลีกเลี่ยงแสงแดด หรือการใช้ครีมกันแดดเป็นประจำ อาจส่งผลให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินดีได้น้อยลง
    • ขาดวิตามินดี เนื่องจากปัญหาการดูดซึม โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคทางเดินอาหาร โรคไต โรคตับ หรือผู้ที่เป็นโรคอ้วน (BMI สูงกว่า 30) มักจะมีการดูดซึมวิตามินดีที่ลดลง
    • ในเด็กที่ได้รับนมแม่เพียงอย่างเดียว และไม่ได้รับอาหารเสริมวิตามินดี อาจทำให้ได้รับวิตามินดีไม่เพียงพอและเสี่ยงต่อโรคกระดูกอ่อน
    • อายุที่เพิ่มขึ้นทำให้ระดับวิตามินดีในเลือดต่ำลง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่มีการสังเคราะห์และดูดซึมวิตามินดีที่ลดลงตามวัย
    • ระดับวิตามินดีในร่างกายลดลงจากการขาดการบริโภคอาหารที่มีวิตามินดี การรับประทานอาหารที่ไม่หลากหลาย เช่น ไม่ชอบดื่มนม ไม่รับประทานปลา เป็นต้น

    อาการที่บ่งบอกว่าควรเพิ่มวิตามินดี

    เมื่อร่างกายมีภาวะวิตามินดีต่ำหรือขาดวิตามินดี ซึ่งจำเป็นต้องเพิ่มการได้รับวิตาดีมินดีมากขึ้น จะมีอาการที่สังเกตได้ ดังนี้

    • อาการปวดกระดูก หรือปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้มในผู้สูงอายุจากการที่กล้ามเนื้ออ่อนแรง
    • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย 
    • อาจมีภาวะซึมเศร้า หรืออารมณ์แปรปรวน
    • ผมร่วง (ในบางกรณี)  แผลหายช้ากว่าปกติ และมีความเสี่ยงในการติดเชื้อสูงขึ้น

    นอกจากนี้ การศึกษาในวารสาร Nutrients ปี 2025 ระบุว่า ภาวะขาดวิตามินดียังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคมะเร็งบางชนิดอีกด้วย 

    วิตามินดีต่ำ ส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างไร

    หากปล่อยให้ร่างกายมีระดับวิตามินดีต่ำเรื้อรัง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น 

    • ความเสี่ยงต่อโรคกระดูก ในเด็กอาจนำไปสู่โรคกระดูกอ่อน (Rickets) และในผู้ใหญ่อาจนำไปสู่โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) ปวดกระดูก และเสี่ยงกระดูกหักได้ง่าย
    • ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง การขาดวิตามินดีอาจส่งผลให้ร่างกายป้องกันไวรัสและแบคทีเรียได้น้อยลง นำไปสู่ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจได้ รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคภูมิแพ้ตัวเอง (Autoimmune Diseases) อีกด้วย
    • โรคหัวใจและหลอดเลือด ภาวะวิตามินดีต่ำอาจเร่งให้เกิดความผิดปกติของระบบหัวใจและหลอดเลือดผ่านกลไกหลายด้าน ตั้งแต่การเพิ่มความดันโลหิต การกระตุ้นการอักเสบในหลอดเลือด รวมถึงส่งผลกระทบที่ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้นด้วย
    • ความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานประเภท 2วิตามินดีมีส่วนช่วยในการทำงานของอินซูลิน การขาดวิตามินดีอาจทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลินได้ง่ายขึ้น

    ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมการรักษาระดับวิตามินดีให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม จึงเป็นส่วนสำคัญในการป้องกันโรคเรื้อรังต่าง รวมถึงมีความสำคัญต่อคนทุกวัย 

    วิธีเพิ่มวิตามินดี สำหรับคนที่มีระดับ วิตามินดีต่ำ

    4 วิธีเพิ่มวิตามินดี ให้ร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ

    วิธีเพิ่มวิตามินดี ให้กับร่างกายอย่างยั่งยืนสามารถทำได้ด้วยการเพิ่มการได้รับวิตามินดีจากธรรมชาติและหลีกเลี่ยงปัจจัยที่จะทำให้ระดับวิตามินดีลดลง ได้แก่

    1. เพิ่มวิตามินดี ด้วยการรับแสงแดดอย่างถูกวิธี

    การรับแสงแดด ถือเป็น วิธีเพิ่มวิตามินดีที่ดีที่สุด เมื่อผิวหนังได้รับรังสียูวีบี (UVB) จากแสงแดด ร่างกายจะสังเคราะห์วิตามินดี 3 (Cholecalciferol) ได้เอง โดยร่างกายของเราสามารถสังเคราะห์วิตามินดีได้ถึง 80% จากแสงแดด แต่ด้วยความที่สภาพอากาศร้อนเกินไปและการใช้ชีวิตอยู่ในอาคาร ทำให้ร่างกายไม่ได้รับแสงแดดอย่างเหมาะสม วิธีเพิ่มวิตามินดีจากแสงแดดจึงต้องเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสม 

    ช่วงเวลารับแสงแดดเพื่อรับวิตามินดี

    • ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับคนไทย 09:00–10:30 น. และ 15:00–16:00 น.
    • ระยะเวลา ควรใช้เวลา 10–20 นาที อย่างน้อย 2-3 วันต่อสัปดาห์
    • โดยให้ผิวหนังส่วนแขน ขา หรือแผ่นหลังสัมผัสกับแสงแดดโดยตรง
    • เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินดีอย่างเต็มที่ 10 นาทีแรกไม่ควรทาครีมกันแดด แต่หลังจากนั้นควรทาทันทีเพื่อป้องกันผิวไหม้

    โดยงานวิจัยจำนวนมากชี้ว่า การได้รับรังสี UVB ที่เพียงพอ เป็นวิธีเพิ่มวิตามินดี ในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีระดับวิตามินดีต่ำอยู่ก่อนแล้ว 

    2. เลือกรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินดีสูง

    แม้ว่าอาหารจะไม่ใช่แหล่งหลัก แต่การเพิ่มอาหารที่มีวิตามินดีสูงก็เป็นส่วนสำคัญในการบำรุงรักษาระดับวิตามินดีในร่างกาย แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่า ขาดวิตามินดี ต้องกินอะไร ซึ่งในชีวิตประจำวันสามารถเลือกรับประทานอาหารที่อุดมไปวิตามินดีได้ ดังนี้

    • ปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล
    • ไข่แดง โดยไข่แดง 1 ฟอง ให้วิตามินดีประมาณ 40-50 IU
    • น้ำมันตับปลา ตับและเครื่องในสัตว์ เช่น ตับวัว ตับไก่ เป็นแหล่งวิตามินดีที่ดี
    • ผลิตภัณฑ์ที่เสริมวิตามินดี เช่น นม นมถั่วเหลือง ซีเรียล ข้าวโอ๊ต ที่มีการเสริมวิตามินดีในผลิตภัณฑ์

    3. เสริมการรับประทาน วิตามิน D3

    การเสริมอาหาร เป็นอีกหนึ่งวิธีเพิ่มวิตามินดีที่ปลอดภัยและสะดวก โดยควรเลือกวิตามิน D3 (Cholecalciferol) ซึ่งมีประสิทธิภาพในการเพิ่มระดับในเลือดสูงกว่าวิตามิน D2 (Ergocalciferol) โดยปริมาณการรับประทานวิตามิน D3 จะแตกต่างกันออกไป

    ปริมาณที่แนะนำตามแนวทางแพทย์

    • สำหรับคนทั่วไป ปริมาณการรับประทาน 800 – 1,000 IU ต่อวัน 
    • สำหรับคนที่มีระดับวิตามินดีต่ำ (20–29 ng/ml) หรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ คนที่ออกแดดน้อยมากหรือใช้ครีมกันแดดตลอดเวลา คนที่มีภาวะอ้วน ผิวคล้ำ ปริมาณการรับประทาน 1,000–2000 IU  ต่อวัน 
    • สำหรับคนที่ขาดวิตามินดีอย่างรุนแรง (<10–20 ng/ml) แพทย์อาจพิจารณาใช้วิตามินดี 3 ขนาดสูง 50,000 IU ต่อสัปดาห์ ติดต่อกันเป็นเวลา 6-8 สัปดาห์  ก่อนปรับลดลงมาที่ 5,000 IU ต่อวัน ตามการติดตามผลเลือด

    อ่านต่อ : รับประทาน วิตามินดี 3 เป็นประจำ เพื่อร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์

    4. หลีกเลี่ยงปัจจัยที่รบกวนการดูดซึมวิตามินดี

    ถึงแม้ร่างกายจะได้รับวิตามินดีจากแสงแดดและอาหาร แต่หากร่างกายถูกขัดขวางการดูดซึมวิตามินดีด้วยปัจจัยบางอย่าง อาจทำให้ได้รับประโยชน์จากวิตามินดีน้อยลง ได้แก่

    • การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป เนื่องจากวิตามินดีเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากเป็นเวลานาน ส่งผลต่อกระบวนการดูดซึมวิตามินดีและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนได้ 
    • การสูบบุหรี่และควันบุหรี่ สารเคมีในควันบุหรี่ โดยเฉพาะสารนิโคตินและสารโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) จะกระตุ้นเอนไซม์ในตับที่ทำหน้าที่กำจัดสารพิษให้ทำงานหนักขึ้น และยังส่งผลให้วิตามินดีในร่างกายถูกทำลาย จึงทำให้ระดับวิตามินดีในเลือดลดลงตามไปด้วย
    • การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาระบาย ยาลดน้ำหนัก ยาสเตียรอยด์ หรือยาต้านชักบางชนิด โดยมีผลกระทบคล้ายกับสารพิษในบุหรี่ หรือทำให้ร่างกายต้องดึงแคลเซียมออกจากกระดูก และกระตุ้นให้มีการสลายวิตามินดี หากกำลังรับประทานยาเหล่านี้ ควรตรวจระดับวิตามินดีในเลือด และปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการเสริมวิตามินดีเพิ่มเติม

    คำถามที่พบบ่อย

    ระดับวิตามินดีต่ำ เป็นอันตรายไหม?

    หากปล่อยให้ระดับวิตามินดีในร่างกายต่ำกว่า 20 ng/ml เป็นเวลานาน อาจนำไปสู่โรคกระดูกพรุน กระดูกบางกล้ามเนื้ออ่อนแรง ภูมิคุ้มกันต่ำ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้มในผู้สูงอายุได้ รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น

    ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินดี รับประทานตอนไหนดีที่สุด?

    วิตามินดี เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน เพื่อให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ดี ควรรับประทานพร้อมกับมื้ออาหารหรือหลังอาหาร โดยแนะนำให้รับประทานในมื้อเช้าหรือมื้อเที่ยงจะดีที่สุด

    คนที่เป็นโรคไต สามารถเสริมวิตามินดีได้ไหม?

    คนที่เป็นโรคไต ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานวิตามินดีเสริม เพราะไตมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนวิตามินดีให้อยู่ในรูปที่ใช้งานได้ หากไตทำงานผิดปกติอยู่แล้ว การรับประทานวิตามินดีอาจทำให้แคลเซียมและฟอสฟอรัสสูงเกินไป ซึ่งแพทย์อาจสั่งจ่ายวิตามินดีชนิดพิเศษ(Calcitriol) สำหรับผู้ป่วยโรคไตโดยเฉพาะ 

    ขาดวิตามินดีทำให้ ปวดกระดูก จริงไหม?

    จริง อาการปวดกระดูกและกล้ามเนื้อเป็นหนึ่งในอาการสำคัญของการขาดวิตามินดี โดยวิตามินดีมีบทบาทสำคัญในการดูดซึมแคลเซียม ซึ่งจำเป็นต่อความแข็งแรงของกระดูก เมื่อขาดวิตามินดีนาน กระดูกจะอ่อนและเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุน โดยเฉพาะบริเวณหลังส่วนล่าง สะโพก และขา หากมีอาการปวดกระดูกหรือปวดเมื่อยเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ การตรวจระดับวิตามินดีในเลือด (25-hydroxyvitamin D) จึงเป็นสิ่งสำคัญที่แพทย์อาจพิจารณาเพื่อวินิจฉัยและให้การรักษาต่อไป

    อ้างอิง

    Goddek, S., & Keesstra, S. (2024). The power of vitamin D: Is the future in precision nutrition and medicine? Nutrients16(8), Article 1164. https://doi.org/10.3390/nu16081164.

    National Institutes of Health (NIH), Office of Dietary Supplements. (2024). Vitamin D Fact Sheet for Health Professionals. Retrieved from https://ods.od.nih.gov/factsheets/VitaminD-HealthProfessional/

     

    อัลบั้มภาพ
    Picture of ทีม Mega We care
    ทีม Mega We care

    เพื่อนคู่คิดที่พร้อมดูแลสุขภาพแบบองค์รวมไปกับคุณ เรามุ่งมั่นส่งมอบความรู้ที่ถูกต้อง ทันสมัย และผ่านการกลั่นกรองจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ พร้อมถ่ายทอดด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เพื่อให้คุณนำไปปรับใช้ดูแลตัวเองและคนที่คุณรักในชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจ ตอบโจทย์การสร้างรากฐานสุขภาพที่ดีสำหรับทุกคนในทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน

    ข่าวสุขภาพอื่นๆ

    ข้อเสื่อม

    ข้อกระดูกเสื่อมหรือไม่ เช็คอาการได้ด้วยตนเอง

    ข้อเสื่อม

    เพิ่มความแข็งแรงให้ข้อเข่า ด้วย “ไฮโดรไลเซต คอลลาเจน ”

    กระดูกพรุน

    2 ตัวช่วยหมดปัญหากระดูกและข้อ