ลมพิษ สาเหตุ อาการ และการเลือกใช้ยาแก้แพ้
Key takeaway / Summary of topic answer ลมพิษเป็นอาการแพ้ทางผิวหนังที่เกิดจากการหลั่งสารฮิสตามีนเพื่อตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่น อาหาร หรือความเครียด ทำให้เกิดผื่นนูนแดงและคันอย่างรุนแรง การดูแลตัวเองเบื้องต้นควรหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น ประคบเย็นเพื่อลดอาการคัน และงดการแกะเกาเพื่อป้องกันการอักเสบ หากต้องการบรรเทาอาการแพ้ระหว่างวันโดยไม่ให้กระทบต่อการใช้ชีวิต ควรเลือกใช้ยาแก้แพ้รุ่นที่ 2 (แบบไม่ง่วง-ง่วงน้อย) เช่น ยาเซทิริซีน (Cetirizine) ซึ่งออกฤทธิ์เร็ว ยับยั้งสารฮิสตามีนได้อย่างตรงจุด และคุมอาการได้นานถึง 24 ชั่วโมง เพื่อความปลอดภัยควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาเสมอ เพื่อให้ร่างกายได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมและช่วยให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจไร้ความกังวล
การเกิด ลมพิษ เป็นผื่นแดง คันตามผิวหนัง สาเหตุหลักมักมาจากการที่ร่างกายหลั่งสารเคมีที่เรียกว่า “ฮิสตามีน” (Histamine) ออกมาตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นฝุ่น ควัน เกสรดอกไม้ อาหาร หรือแม้แต่ความเครียดและการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ซึ่งการสังเกตอาการแพ้ การดูแลตัวเองเมื่อมีอาการ รวมถึงการเลือกใช้ ยาแก้แพ้ ที่ถูกต้องจึงเป็นหัวใจสำคัญในการช่วยบรรเทาอาการและป้องกันการเกิดอาการซ้ำได้
ลมพิษ คืออะไร? (อาการและประเภท)
ลมพิษ หรือที่แพทย์เรียกว่า “Urticaria” เป็นอาการแพ้ที่แสดงออกผ่านทางผิวหนัง โดยมีการหลั่งสาร ฮิสตามีน (Histamine) ออกมาจำนวนมาก ทำให้หลอดเลือดฝอยขยายตัวและมีเลือดซึมออกมาบนชั้นผิวหนัง ทำให้เกิดเป็นผื่นแพ้แดงนูน คัน ขนาดของผื่นอาจเล็กเท่าเม็ดถั่วหรือแดงเป็นปื้น ซึ่งผื่นแพ้สามารถหายไปเองได้ภายใน 24 ชั่วโมง และสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ โดยอาจขึ้นผื่นบริเวณตำแหน่งเดิมหรือปรากฏขึ้นที่ตำแหน่งใหม่ก็ได้ โดยแบ่งออกเป็น 2 ชนิด
ลมพิษชนิดเฉียบพลัน (Acute urticaria) ส่วนใหญ่สามารถหายได้ภายใน 1 สัปดาห์ และมีอาการต่อเนื่องไม่เกิน 6 สัปดาห์
ลมพิษชนิดเรื้อรัง (Chronic urticaria) มีอาการมากกว่า 2 ครั้งต่อสัปดาห์ และเป็น ๆ หาย ๆ ต่อเนื่องยาวมากกว่า 6 สัปดาห์ถึง 1 ปี อาจเกิดขึ้นได้เองหรือถูกกระตุ้นจากปัจจัยภายนอก
ลักษณะอาการเด่นของผื่นลมพิษ
ผื่นนูนแดง มีลักษณะเป็นปื้นนูนแดง มีขอบชัดเจน และมีขนาดรูปร่างที่แตกต่างกันไป อาจคล้ายรอยยุงกัด หรือรวมกันเป็นปื้นขนาดใหญ่คล้ายแผนที่
อาการคัน มักมีอาการคันอย่างรุนแรง หรือบางครั้งอาจมีอาการแสบร้อนร่วมด้วย
ผื่นยุบเร็ว แต่เกิดซ้ำได้ โดยทั่วไปผื่นลมพิษมักจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและจะจางหายไปได้เองภายใน 24 ชั่วโมง โดยไม่ทิ้งร่องรอย แต่ผื่นใหม่อาจเกิดขึ้นซ้ำในบริเวณอื่นได้
อาการร่วมที่รุนแรง ในบางกรณีอาจมีอาการบวมที่เนื้อเยื่ออ่อนร่วมด้วย (Angioedema) เช่น บวมที่เปลือกตา ริมฝีปาก หรือลิ้น ซึ่งหากบวมที่คอหรือกล่องเสียง อาจทำให้หายใจลำบากและเป็นอันตรายถึงชีวิต ควรรีบพบแพทย์ทันที
สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดลมพิษ
สาเหตุจากปัจจัยภายในร่างกาย โดยเฉพาะลมพิษชนิดเรื้อรังที่มักเกิดจากการทำงานที่แปรปรวนของระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย โดยไม่ได้มีสาเหตุจากการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ (Allergen) จากภายนอก
สาเหตุจากปัจจัยภายนอกร่างกาย จากการที่ร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อม ทำให้ร่างกายแสดงอาการแพ้บนผิวหนัง โดยปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดลมพิษ ได้แก่
การแพ้อาหารบางชนิด เช่น อาหารทะเล แป้งสาลี ถั่ว สีผสมอาหาร หรือสารกันเสีย อาจทำให้เกิดผื่นแพ้ได้
การแพ้สารที่สัมผัส โดยอาจเกิดผื่นลมพิษในตำแหน่งที่ผิวหนังสัมผัสกับสารที่แพ้ เช่น การแพ้ยา ขนสัตว์ พืช หรือสารเคมีบางชนิดในวัตถุต่าง ๆ
การแพ้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย แพ้เหล็กในสัตว์มีพิษ แพ้ไรฝุ่น แพ้ขนสัตว์ แพ้พืชบางชนิด แพ้พันธุ์ไม้เลื้อยที่มีพิษ แพ้ละอองเกสรดอกไม้
โรคบางชนิด เช่น ภูมิแพ้อากาศ การติดเชื้อเชื้อรา หรือพยาธิ
ภาวะภูมิคุ้มกันร่างกายต่ำ อาจเกิดจากความเครียด ความวิตกกังวล การพักผ่อนไม่เพียงพอ เป็นต้น
นอกจากนี้ ในกลุ่มผู้ป่วยลมพิษเรื้อรัง อาจไม่พบสาเหตุเฉพาะเจาะจง หากมีอาการบ่อยจนรบกวนชีวิตประจำวันสามารถ เข้ารับการตรวจหาสาเหตุเพิ่มเติมได้ เช่น การทดสอบทางผิวหนังหรือการเจาะเลือดเพื่อหาปัจจัยที่อาจก่อให้เกิดอาการแพ้
วิธีบรรเทาอาการด้วยตัวเองเมื่อมีผื่นแพ้ คัน จากลมพิษ
หากมีอาการลมพิษเบื้องต้นที่ไม่รุนแรง โดยไม่มีอาการหน้าบวม คอบวม หรือหายใจลำบากร่วมด้วย สามารถดูแลตนเองเบื้องต้นได้ ดังนี้
หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น หากพบว่ามีอาการแพ้จากสาเหตุใดให้หลีกเลี่ยงจากสารก่อภูมิแพ้นั้นทันที
ประคบเย็น หากมีอาการคัน แสบผิว สามารถใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือแผ่นเจลเย็นประคบบริเวณที่เป็นผื่นคัน จะช่วยลดอุณหภูมิและลดการหลั่งสารฮิสตามีน ทำให้อาการคันและแสบร้อนทุเลาลงได้
หลีกเลี่ยงการแกะเกา เพราะจะทำให้ผื่นเกิดการอักเสบมากขึ้น ผิวถลอกเสี่ยงต่อการติดเชื้อ และกระตุ้นให้ผื่นกระจายตัวมากขึ้น
สวมใส่เสื้อผ้าสบาย ในช่วงที่ผื่นแพ้ขึ้นตามผิวหนัง ควรเลือกเสื้อผ้าที่ใส่สบาย ไม่รัดแน่น และระบายอากาศได้ดี เพื่อลดการเสียดสีและการระคายเคืองผิว
รับประทานยาแก้แพ้ เพื่อยับยั้งการทำงานของฮิสตามีน ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ เช่น อาการคัน ผื่นแดง ลมพิษ น้ำมูกไหล หรือจาม
ลมพิษ ผื่นขึ้น ควรเลือกใช้ “ยาแก้แพ้” แบบไหน
ยาแก้แพ้ โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่
ยาแก้แพ้รุ่นที่ 1 (แบบง่วง) เหมาะสำหรับอาการแพ้รุนแรง และต้องการนอนหลับร่วมด้วย
ยาแก้แพ้รุ่นที่ 2 (แบบไม่ง่วง-ง่วงน้อย) ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงกับตัวรับฮิสตามีนในร่างกายมากขึ้นและผ่านเข้าสมองได้น้อยกว่ากลุ่มแรก เช่น ยาแก้แพ้เซทิริซีน (Cetirizine) ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการใช้บรรเทาอาการ ลมพิษ คันผิวหนัง หรือ ผื่นแพ้อากาศ ในระหว่างวัน โดยไม่กระทบต่อการทำงานหรือกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิ นอกจากนี้ ยาเซทิริซีนยังออกฤทธิ์เร็วภายใน 30-60 นาที หรือ ภายใน 15-30 นาที หลังรับประทานในกรณีที่เป็นแบบแคปซูลนิ่ม
อ่านต่อ : ยาแก้แพ้ Cetirizine แบบแคปซูลนิ่มกับแบบเม็ด ต่างกันอย่างไร?
ยาเซทิริซีน (Cetirizine) ทางเลือกสำหรับ ผื่นแพ้และลมพิษ
ยาแก้แพ้เซทิริซีน เป็นยาแก้แพ้รุ่นที่ 2 ที่ออกฤทธิ์โดยการยับยั้งตัวรับฮิสตามีนชนิด H1 ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เกิดอาการแพ้ เมื่อร่างกายเกิดปฏิกิริยาแพ้ จะปล่อยสารฮิสตามีนออกมา ทำให้เกิดอาการคัน ผื่นแดง บวม และน้ำมูกไหล เมื่อยับยั้งฮิสตามีนได้ อาการเหล่านี้จะลดลงหรือหายไป โดยข้อดีของยาเซทิริซีน คือ เริ่มออกฤทธิ์เร็วภายใน 20-60 นาที และมีระยะเวลาออกฤทธิ์นานถึง 24 ชั่วโมง จึงรับประทานเพียงวันละ 1 ครั้งและส่งผลให้เกิดการง่วงซึมน้อย หรือไม่ง่วงเลยในบางราย
วิธีใช้ยาเซทิริซีน
เด็กอายุ 6–23 เดือน รับประทานวันละ 1 ครั้ง (ขนาดยา 2.5 มิลลิกรัม/วัน)
เด็กอายุ 2–5 ปี รับประทานวันละ 1 ครั้ง (ขนาดยา 5 มิลลิกรัม/วัน)
เด็กอายุมากกว่า 6 ปีและผู้ใหญ่ รับประทานวันละ 1-2 ครั้ง (ขนาดยา 10 มิลลิกรัม/วัน)
ผู้สูงอายุ รับประทานวันละ 1 (ขนาดยาเริ่มต้น 5 มิลลิกรัม/วัน)
หากต้องการวิธีรับประทานยาที่ถูกต้องและเหมาะสมกับอาการ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา