Search

ปวดหัว ไมเกรน อาการและวิธีรักษา

ไมเกรน
ปวดหัว ไมเกรน

ไมเกรน (Migraine) อาการปวดหัวที่พบมากในวัยทำงาน ซึ่งต้องเผชิญกับความเครียดอยู่บ่อยครั้งและความเครียดก็เป็นส่วนหนึ่งที่กระตุ้นให้อาการดังกล่าวเกิดขึ้นได้ บางคนมีอาการปวดหัวไมเกรน บ่อยจนกลายเป็นอาการปวดเรื้อรัง ซึ่งรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก

ไมเกรน (Migraine) เกิดจากอะไร

ยังสรุปไม่ชัดเจนว่าแท้จริงแล้วเกิดจากอะไร แต่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบประสาทและสมองสันนิษฐานว่าเกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง หรือการทำงานที่ไม่ปกติของหลอดเลือดภายในสมองทำให้เกิดการหดเกร็ง นอกจากนี้ยังมีทฤษฎีที่เชื่อว่าอาจจะเกิดจากกรรมพันธุ์ รวมถึงปัจจัยแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกร่างกายมากระตุ้นสมองให้เกิดอาการปวดหัวไมเกรนได้

ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดอาการ

  1. นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ
  2. ความเครียดสะสม
  3. วิตกกังวล
  4. อยู่ในที่แสงจ้าหรือมีเสียงดัง
  5. แพ้กลิ่น เช่น กลิ่นน้ำหอม กลิ่นบุหรี่
  6. รับประทานของมัน ของหมักดอง
  7. สภาพอากาศหนาวหรือร้อนจัด

ไมเกรน มีอาการอย่างไร

  1. ปวดหัวข้างเดียวหรือสองข้าง
  2. ปวดหัวตุ๊บ ๆ เป็นจังหวะ
  3. ปวดขมับ กระบอกตาและท้ายทอย
  4. ปวดหัวจะไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้
  5. ทนแสงจ้าหรือเสียงดังไม่ได้ คลื่นไส้ อาเจียน

ประเภทของปวดหัวไมเกรน

  1. กลุ่มที่มีอาการออร่า (แสดงอาการก่อนปวดหัว)
    เป็นกลุ่มประเภทของอาการไมเกรนที่การมองเห็นผิดปกติไปจากเดิม โดยแสดงผ่านอาการที่สังเกตได้ชัดเจน เช่น ตามองไม่เห็นชั่วคราว เห็นภาพบิดเบี้ยว ภาพเบลอ หรือจะเห็นแสงระยิบระยับก่อนอาการปวดหัวตามในระยะเวลาต่อมา ซึ่งในทางการแพทย์เรียกประเภทของอาการปวดนี้ว่า Classic Migraine ซึ่งเป็นประเภทที่ทำให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดเส้นเลือดในสมองแตกและตีบได้มากกว่าคนปกติถึง 27%
    โดยเฉพาะในผู้หญิงที่มีอายุน้อยกว่า 50 ปี
  2. กลุ่มที่ไม่มีอาการออร่า (ไม่แสดงอาการก่อนปวดหัว)
    คือไม่มีอาการเตือนใดๆ นำมาก่อน มีเฉพาะอาการปวดหัวที่แสดงออกมาเท่านั้น  ซึ่งทางการแพทย์เรียกว่า Common Migraine

ปวดหัวไมเกรนกับปวดหัวธรรมดาต่างกันอย่างไร?

ปวดหัวไมเกรน

การรักษาและวิธีป้องกัน


ในปัจจุบันวิธีการรักษาของแพทย์มีอยู่ 2 ประเด็นหลักคือ รักษาเพื่อบรรเทาปวดหัวขณะเกิดอาการและป้องกันไม่ให้เกิดรวมทั้งลดความถี่ในการเกิดให้น้อยลง

  1. บรรเทาปวดหัวขณะเกิดอาการ
    โดยปกติเมื่อเกิดอาการสามารถกินยาแก้ปวดพาราเซตามอล หรือกลุ่มยา NSAIDs เช่น ไอบรูโพเฟน รวมทั้งยาต้านไมเกรนโดยเฉพาะ แต่ในบางคนที่อาการไม่รุนแรงมาก การรักษาอาการไม่จำเป็นต้องใช้ยาเสมออาจใช้การประคบเย็นหรือร้อนบริเวณศีรษะ หรือใช้วิธีการนอนหลับในการรักษา
  2. การป้องกันและลดความถี่ของอาการ
    ในกรณีป้องกันสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การออกกำลังกายเป็นประจำ หรือการจัดการความเครียด ส่วนการป้องกันโดยเลือกการรับประทานยาก็สามารถทำได้ซึ่งมีอยู่หลายชนิด โดยแพทย์จะเป็นผู้แนะนำ
    เพื่อให้เหมาะสมกับอาการและความรุนแรงของอาการแต่ละคน นอกจากจะใช้ยาและวิธีที่บอกไปข้างต้นแล้ว การป้องกันและลดความถี่ของอาการปวดหัวไมเกรนก็สามารถใช้แร่ธาตุที่มีชื่อว่า “แมกนีเซียม” (Magnesium) เข้าร่วมรักษา และป้องกันได้

ป้องกันและลดความถี่อาการปวดหัว ไมเกรน ด้วยแมกนีเซียม

แมกนีเซียม (Magnesium) เป็นแร่ธาตุที่มีคุณสมบัติช่วยลดการหดเกร็งกล้ามเนื้อของหลอดเลือดหรือคลายการหดเกร็งของหลอดเลือด เมื่อร่างกายได้รับแมกนีเซียมเพียงพอในแต่ละวัน จึงมีส่วนช่วยป้องกัน และบรรเทาความรุนแรง รวมทั้งลดความถี่ของอาการปวดหัวไมเกรนได้

.

เมื่อ ปี 2015 มีผลวิจัยของการใช้แร่ธาตุแมกนีเซียมเพื่อรักษาอาการปวดหัวไมเกรนที่ตีพิมพ์ไว้ในวารสารทางการแพทย์ The Journal of Headache and Pain โดยมีการทดลองแบ่งคนที่ปวดหัวไมเกรนซึ่งมีความถี่ของการปวดมากกว่าเดือนละ 3 ครั้ง จำนวน 130 คน ออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกใช้แร่ธาตุแมกนีเซียมในรูปแบบของอาหารเสริม (ร่วมกัน Co Q10 และ Riboflavin) เปรียบเทียบกับอีกกลุ่มที่ให้อาหารเสริมแบบหลอกๆ (ไม่มีแร่ธาตุใดๆ) เป็นเวลา 3 เดือน และติดตามผลอีก 4 สัปดาห์ ผลปรากฎว่ากลุ่มคนที่ได้รับแมกนีเซียมมีความถี่และระดับการปวดลดลงอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับกลุ่มอาหารเสริมหลอก

อีกทั้งยังมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพของแมกนีเซียมในการป้องกันไมเกรนที่ไม่มีอาการออร่า โดยแบ่งผู้ป่วยปวดหัวไมเกรนจำนวน 30 คน ช่วงอายุ 20-55 ปี ที่มีความถี่ในการปวดอยู่ที่ 2-5 ครั้ง/เดือน ออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกรับประทานแมกนีเซียมวันละ 600 มิลลิกรัม เป็นเวลา 3 เดือน และอีกกลุ่มรับประทานยาหลอก ผลพบว่ากลุ่มที่รับประทานแมกนีเซียมสามารถลดความถี่และความรุนแรงของไมเกรนได้อย่างมีนัยสำคัญ

.

นอกจากนี้ยังมีการเก็บสถิติของคนที่มีปวดหัวไมเกรนเป็นประจำพบว่า กลุ่มคนเหล่านี้มีระดับแมกนีเซียมในร่างกายที่ต่ำกว่าคนปกติที่ไม่ปวด และยังมีการศึกษาชิ้นหนึ่งในต่างประเทศพบว่าการกินแมกนีเซียมเป็นประจำมีส่วนช่วยลดความถี่การปวดหัวลงได้ถึง 41.6 %

.

ถึงแม้การรับประทานแมกนีเซียม (Magnesium) เพื่อป้องกันและลดความถี่ของอาการปวดหัวไมเกรนจะมีความปลอดภัยกว่าการใช้ยา แต่การรักษาไมเกรนก็ควรอยู่ในความแนะนำของแพทย์และเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญ นอกจากจะรับประทานแมกนีเซียมเพื่อป้องกันอาการปวดหัวแล้ว ควรต้องทำร่วมกับวิธีอื่นๆ ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นต้องหลีกเลี่ยงความเครียด พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่อดนอน ออกกำลังกายเป็นประจำ จึงจะช่วยให้อาการบรรเทาและลดความถี่ในการเกิดน้อยลง

อ้างอิง
  1. ดร. นพ.จรุงไทย เดชเทวพร สาขาวิชาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
  2. นพ.กีรติกร ว่องไววาณิชย์ อายุรแพทย์สมองและระบบประสาท ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล
  3. https://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/admin/article_files/105_1.pdf
  4. https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/515/ไมเกรน-แมกนีเซียม
  5. กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข
  6. chulalongkornhospital.go.th
  7. www.researchgate.net (https://rb.gy/btwr2i)
  8. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/18705538/
  9. https://journals.sagepub.com/doi/full/10.1177/2514183X18823377 
อัลบั้มภาพ

ข่าวสุขภาพอื่นๆ

ภาวะนอนไม่หลับ

อยากนอน แต่นอนไม่หลับ

ภาวะนอนไม่หลับ

การนอนไม่หลับ ปัญหาสุขภาพวัยสูงอายุ

บำรุงสมองเสริมความจำ

ใบแปะก๊วยกับคุณประโยชน์ทางการแพทย์