Key takeaway / Summary of topic answer
น้ำมันปลา (Fish Oil) อุดมไปด้วยกรดไขมัน Omega-3 ทั้ง EPA และ DHA ที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้และต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น สำหรับ EPA มีบทบาทในกระบวนการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือดรวมถึงมีคุณสมบัติต้านการอักเสบ ในขณะที่ DHA เป็นองค์ประกอบสำคัญของเนื้อเยื่อสมองและจอประสาทตา ด้วยเหตุนี้ น้ำมันปลาจึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง ผู้สูงอายุ สตรีตั้งครรภ์ และผู้ที่รับประทานปลาน้อย โดยควรรับประทานหลังอาหารเพื่อช่วยการดูดซึมและลดอาการคลื่นไส้ ทั้งนี้ ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาอยู่ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ
หลายคนคงคุ้นเคยและเคยรับประทาน น้ำมันปลา (Fish Oil) มาบ้างแล้ว ซึ่งเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ได้รับความนิยมสูงสุดทั่วโลก การศึกษาวิจัยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของน้ำมันปลาที่ดีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย ตั้งแต่การดูแลหัวใจ สมอง ไปจนถึงการลดการอักเสบในร่างกาย
จากประโยชน์มากมายของ น้ำมันปลา (Fish Oil) หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า น้ำมันปลาคืออะไร และแท้จริงแล้วมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไรบ้าง
น้ำมันปลา คือ น้ำมันที่ได้จากกระบวนการสกัดเอาน้ำมันออกมาจากส่วนต่าง ๆ ของปลา เช่น เนื้อปลา หนังปลา หางปลา หัวปลา โดยปลาที่นำมาสกัดจะใช้ปลาทะเลที่อาศัยในน้ำเย็นเช่น ปลาแองโชวี่ ปลาทูน่า ปลาแมคเคอเรล ฯลฯ ซึ่งจะอยู่ในเขตน้ำลึกบริเวณแถบประเทศที่มีอากาศหนาวเย็น เช่น ประเทศไอซ์แลนด์ เนื่องจากปลาทะเลเหล่านี้มีข้อดี คือ ให้ปริมาณกรดไขมัน Omega-3 ที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ทั้ง 2 ชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของคนเราอย่างมาก และจำเป็นต้องได้รับจากการบริโภคเท่านั้น
Omega-3 หรือ กรดไขมันโอเมก้า 3 เป็นสารสำคัญที่พบมากในน้ำมันปลา โดยมี 2 ชนิดหลัก ได้แก่
น้ำมันปลา หรือ Fish Oil ที่อุดมไปด้วยกรดไขมัน Omega-3 ส่งผลดีต่อร่างกายในหลายๆ ด้าน
1. มีประโยชน์ต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด
ในน้ำมันปลาที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 โดยเฉพาะ EPA มีส่วนช่วยลดระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดได้ 20-50% ช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวและทำงานได้ดีขึ้น จึงมีประโยชน์ในการลดความเสี่ยงการเกิดภาวะหลอดเลือดอุดตัน เหมาะสำหรับผู้ที่มีภาวะไขมันในเลือดสูง นอกจากนี้ น้ำมันปลายังสามารถรับประทานร่วมกับยาลดไขมันได้อย่างปลอดภัยภายใต้การดูแลของแพทย์
2. ช่วยในการควบคุมความดันโลหิต
การบริโภคน้ำมันปลามีส่วนช่วยให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ส่งผลให้การไหลเวียนโลหิตดีขึ้นและช่วยลดความดันโลหิตได้ในผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง มีงานวิจัยพบว่า ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงที่รับประทานน้ำมันปลา 3, 000 มิลลิกรัมต่อวันติดต่อกันเป็นเวลา 8 สัปดาห์ สามารถลดความดันโลหิตได้
3. มีประโยชน์ต่อสมอง และป้องกันสมองเสื่อม
ในน้ำมันปลาอุดมไปด้วย DHA ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของเซลล์สมอง การร่างกายเราได้รับ DHA อย่างเพียงพอจะช่วยส่งเสริมการทำงานของสมอง ประสิทธิภาพด้านความจำ และช่วยป้องกันโรคที่เกี่ยวกับความเสื่อมของสมองได้ เช่น โรคอัลไซเมอร์ ป้องกันการสูญเสียความจำในผู้สูงอายุ เป็นต้น
4.ช่วยในการต้านการอักเสบ
กรดไขมัน Omega-3 ในน้ำมันปลามีส่วนช่วยให้อาการอักเสบ อาการตึงแน่น และอาการข้อยึดตอนเช้าของคนที่เป็นโรคข้อเสื่อมและข้ออักเสบรูมาตอยด์ เนื่องจาก EPA มีส่วนช่วยยั้บยั้งสาร Inflammatory cytokines ที่ทำให้เกิดการอักเสบ ปวด และบวมของข้อกระดูก จึงสามารถลดความต้องการยาแก้ปวดในผู้ป่วยข้ออักเสบและเพิ่มความยืดหยุ่นของข้อในตอนเช้าได้
5. ส่งผลดีต่ออารมณ์ และอาการซึมเศร้า
การที่ร่างกายของเรามีระดับกรดไขมัน Omega-3 ต่ำ แต่ Omega-6 ในร่างกายสูง มีโอกาสเกิดภาวะซึมเศร้ามากกว่าปกติ เพราะสมดุลของกรดไขมันในร่างกายมีผลต่อความรุนแรงของการเกิดโรคซึมเศร้า การบริโภคน้ำมันปลาอย่างสม่ำเสมอสัมพันธ์กับอัตราการเกิดภาวะซึมเศร้าที่ลดลง เนื่องจากกรดไขมันในน้ำปลามีผลต่อการทำงานของสารสื่อประสาทในสมอง เพิ่มการสร้างสารเซโรโทนินในสมอง และช่วยให้กรดไขมัน Omega-3 และ Omega-6 ในร่างกายมีความสมดุลขึ้น
6. ส่งเสริมการมองเห็น และบำรุงสุขภาพดวงตา
เนื่องจากกรดไขมัน DHA เป็นองค์ประกอบหลักกว่า 60% ของจอตา (Retina) ของกรดไขมันในจอตา การรับประทานน้ำมันปลาที่มี DHA จึงช่วยป้องกันอาการตาแห้งและระคายเคือง การพัฒนาการมองเห็นของเด็ก และช่วยป้องกันโรคจอตาเสื่อม (AMD) ในผู้สูงอายุด้วย
7. ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวาน
กรดไขมัน EPA และ DHA ในน้ำมันปลามีประโยชน์ในการช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือดหลังอาหารในผู้ป่วยเบาหวาน ทำให้การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดดีขึ้น และช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะดื้ออินซูลินซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โดยมีงานวิจัยที่พบว่า การบริโภคน้ำมันปลาเป็นประจำมีประโยชน์ในการลดความเสี่ยงของเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ถึง 22%
8. ช่วยลดความถี่ของอาการปวดศีรษะไมเกรน
กรดไขมันในน้ำมันปลามีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของพรอสตาแกลนดิน (Prostaglandin) และลดการหลั่งสารเซโรโทนิน จึงช่วยลดความถี่ของอาการไมเกรนได้ 74% และลดความรุนแรงของอาการปวดหัวไมเกรนได้
9. ช่วยบรรเทาอาการหอบหืด
เนื่องจาก กรดไขมันโอเมก้า 3 มีคุณสมบัติในการ ต้านการอักเสบ ที่เป็นสาเหตุหนึ่งของอาการหอบหืดที่ทำให้หลอดลมตีบแคบและเกิดการบวมอักเสบ การการรับประทานน้ำมันปลาเป็นประจำจึงช่วยลดสารที่ก่อให้เกิดอาการหอบหืดที่ไม่รุนแรงและลดความต้องการยาขยายหลอดลมได้ นอกจากนี้ คุณแม่ที่รับประทานน้ำมันปลาในระหว่างตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 3 จะทำให้ความเสี่ยงในการเกิดโรคหอบหืดในเด็กลดลงได้ถึง 31%
10. บำรุงผิวหนังให้ชุ่มชื้น
กรดไขมันโอเมก้า 3 ในน้ำมันปลามีประโยชน์ในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหนัง มีส่วนช่วยให้อาการอักเสบของผิวหนัง เช่น โรคโรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) โรคผิวหนังอักเสบ (Eczema) ดีขึ้น รวมถึงช่วยให้โครงสร้างผิวยืดหยุ่นและป้องกันความเสียหายจากแสงแดดได้ดีขึ้น

แม้ว่าการได้รับกรดไขมันโอเมก้า 3 จากอาหารหลักอย่างปลาทะเลจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด แต่สำหรับคนบางกลุ่ม การเสริมด้วยน้ำมันปลาก็เป็นทางเลือกที่ช่วยให้ได้รับสารอาหารที่เพียงพอและสะดวกต่อการรับประทาน โดยผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันปลาคุณภาพดีจะมีปริมาณ EPA และ DHA รวมกันไม่น้อยกว่า 30% ของน้ำมันทั้งหมด จึงมีประโยชน์ต่อร่างกายของคนในกลุ่มเหล่านี้โดยเฉพาะ
อย่างไรก็ตาม ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมต่อภาวะสุขภาพ อ่านต่อ : น้ำมันปลาควรรับประทานวันละเท่าไหร่ ส่วนคนที่มีโรคประจำตัวและรับประทานยาควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนเริ่มรับประทาน
ปรึกษาเภสัชกร/ผู้เชี่ยวชาญ ฟรี
เพื่อนคู่คิดที่พร้อมดูแลสุขภาพแบบองค์รวมไปกับคุณ เรามุ่งมั่นส่งมอบความรู้ที่ถูกต้อง ทันสมัย และผ่านการกลั่นกรองจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ พร้อมถ่ายทอดด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เพื่อให้คุณนำไปปรับใช้ดูแลตัวเองและคนที่คุณรักในชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจ ตอบโจทย์การสร้างรากฐานสุขภาพที่ดีสำหรับทุกคนในทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน
Krill Oil (คริลล์ออย) ตัวช่วยลดภาวะไขมันในเลือดสูง