Key takeaway / Summary of topic answer
น้ำมันปลา (Fish Oil) อุดมไปด้วยกรดไขมัน Omega-3 โดยเฉพาะ EPA และ DHA ที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ โดย EPA มีบทบาทต่อการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด ส่วน DHA เป็นองค์ประกอบสำคัญของเนื้อเยื่อสมองและจอประสาทตา การเลือกซื้อควรดูที่ปริมาณ EPA และ DHA บนฉลาก ไม่ใช่แค่ขนาดแคปซูล เพราะน้ำมันปลา 1,000 มิลลิกรัม ไม่ได้หมายความว่ามี EPA+DHA ครบ 1,000 มิลลิกรัม และที่สำคัญ ควรรับประทานหลังอาหารเพื่อช่วยการดูดซึมและลดอาการคลื่นไส้ และไม่ควรเกิน 3,000 มิลลิกรัมต่อวัน ผู้ที่รับประทานยาละลายลิ่มเลือดหรือมีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ
ถึงแม้ว่า น้ำมันปลา หรือ Fish Oil จะเป็นสารอาหารที่มีประโยชน์และอุดมไปด้วยกรดไขมันที่ดีต่อร่างกาย แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าคุณค่าทางสารอาหารของ Fish Oil ช่วยอะไร ทั้งในท้องตลาดยังมีผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Fish Oil 500 – 1,00 mg. ซึ่งหลายคนอาจยังเลือกไม่ถูกว่าจะต้องเลือกอย่างไรและจะต้องรับประทานอย่างไรให้เหมาะสมต่อสุขภาพ บทความนี้ MEGA We care ได้รวบรวมคำตอบมาให้แล้ว
Fish Oil เป็นสารสกัด น้ำมันปลา ที่ได้มาจากจากปลาทะเลน้ำลึก เช่น น้ำมันปลาแซลมอน น้ำมันปลาทูน่า น้ำมันแมคเคอเรล หรือน้ำมันปลาแองโชวี ซึ่งเป็นแหล่งของน้ำมันปลาที่มีปริมาณกรดไขมัน Omega-3 สูงกว่าปลาน้ำจืดทั่วไป
น้ำมันปลาทั้ง 2 แบบนั้นมีกรดไขมันชนิดโอเมก้า 3 (Omega-3 Fatty Acids) ซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ต้องได้รับจากการรับประทานอาหารเท่านั้น โดยเฉพาะกรดไขมันชนิด EPA (Eicosapentaenoic Acid) และ DHA (Docosahexaenoic Acid) ที่มีบทบาทสำคัญต่อร่างกาย ได้แก่
อ่านต่อ Fish Oil ช่วยอะไร ในเรื่องสุขภาพบ้าง : น้ำมันปลา ประโยชน์มากมายต่อร่างกายที่หลายคนยังไม่รู้
ในท้องตลาด Fish Oil หรือน้ำมันปลา มีหลัก ๆ อยู่ 2 แบบ คือ แบบน้ำ และแบบแคปซูล ซึ่ง Fish Oil แบบน้ำจะมีการแต่งกลิ่นรสเพื่อให้ง่ายต่อการรับประทาน เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการคลื่นไส้จากผลิตภัณฑ์น้ำมันปลาอื่น ๆ ส่วน Fish Oil แบบแคปซูล เป็นรูปแบบที่รับประทานง่ายและได้รับความนิยมในปัจจุบัน โดยจะอยู่ในแบบของแคปซูลนิ่ม (Soft Gel) และมีขนาดที่แตกต่างกันออกไปตามคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ เช่น
ในการเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Fish Oil นั้น นอกจากเราจะคำนึงถึงประโยชน์ว่า Fish Oil ช่วยอะไร แล้วเรายังต้องเลือกรับประทานให้เหมาะสมกับสุขภาพด้วย ทั้งขนาดการรับประทานที่แต่ละคนมีความต้องการต่อวันที่แตกต่างกัน และคุณภาพของน้ำมันปลาที่ต้องได้มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลด้วย
การเลือกรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Fish Oil นั้นสามารถเลือกได้ทั้ง 2 แบบ คือ 500 – 1,000 mg ขึ้นอยู่กับ ปริมาณของ EPA และ DHA ใน 1 แคปซูล
หลายคนเข้าใจว่าการรับประทานน้ำมันปลา 1,000 mg. เท่ากับการได้รับ EPA และ DHA รวมกันเท่ากับ 1,000 mg. ซึ่งเป็นการเข้าใจผิดที่พบบ่อย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ในน้ำมันปลา 1 แคปซูล เช่น ขนาด 1,000 mg. คือ น้ำหนักของน้ำมันปลาทั้งหมดในแคปซูล ไม่ใช่ปริมาณของสารออกฤทธิ์ การเลือก Fish Oil จึงควรดูปริมาณ EPA และ DHA เป็นหลัก

น้ำมันปลาแคปซูลสูตรเข้มข้น 500 mg. ให้ EPA ปริมาณ 180 mg. และ DHA ปริมาณ 120 mg รวมกันได้ 300 mg. ส่วนที่เหลือ 200 mg เป็นกรดไขมันชนิดอื่น ๆ ดังนั้น หากต้องการ EPA+DHA ปริมาณ 500 mg จะต้องรับประทาน Fish Oil 500 mg จำนวน 2 แคปซูล หรือ 2,000 mg / วัน เป็นต้น
| เปรียบเทียบ Fish Oil 500 mg และ 1,000 mg | ||
| ข้อเปรียบเทียบ | Fish Oil 500 mg | Fish Oil 1,000 mg |
| EPA+DHA ต่อ 1 แคปซูล | ประมาณ 150 – 300 mg | ประมาณ 300 mg |
| จำนวนเม็ด/วัน | 2-4 เม็ด | 1-2 เม็ด |
| ราคา | ประหยัด | สูงกว่าแบบ 500 mg |
| เหมาะสำหรับ | – คนที่เริ่มต้นดูแลสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด – เสริมการทำงานของระบบประสาทและสมอง – คนที่กลืนเม็ดยายาก | – คนที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว – คนที่ต้องการควบคุมระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด – คุณแม่ตั้งครรภ์ |
การจะเลือกรับประทาน Fish Oil ให้ช่วยอะไรในเรื่องสุขภาพนั้น อาจจำเป็นต้องดูวัตถุประสงค์ในการรับประทาน เพื่อให้สามารถเลือกปริมาณของน้ำปลาที่เหมาะสมกับตนเอง โดยองค์การอนามัยโลก WHO ได้แนะนำให้รับประทานปลาในขนาดที่ให้ EPA และ DHA เทียบเท่า 200-500 mg / วัน เราจึงสามารถเลือกตามปริมาณที่เหมาะสมได้ อาทิ
ดังนั้น หากจะได้รับประโยชน์ของน้ำมันปลาอย่างสูงสุดนั้น ไม่เพียงแต่ต้องคำนึงว่า Fish Oil ช่วยอะไร แต่ยังต้องรับประทานให้ถึงปริมาณที่แนะนำต่อวันและเหมาะสมกับภาวะสุขภาพของตัวเราเองด้วย
A : โดยทั่วไป น้ำมันปลา หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Fish Oil แบบแคปซูล สามารถรับประทานได้วันละ 2-3 เม็ด ขึ้นอยู่กับปริมาณและความต้องการของร่างกาย เช่น หากต้องการ EPA+DHA ปริมาณ 300 mg สามารถรับประทาน Fish Oil 500 – 1,000 mg จำนวน 1 แคปซูล / วัน เป็นต้น
แต่ข้อควรระวังในการรับประทาน Fish Oil คือ ไม่ควรเกิน 3,000 mg / วัน เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงให้มีเลือดออกได้ง่าย เช่น เกิดรอยช้ำตามร่างกาย มีเลือดออกเป็นเวลานาน หรือผลข้างเคียงบางอย่าง เช่นคลื่นไส้ ท้องอืด เรอมีกลิ่นคาวปลา
A : เวลาที่เหมาะสมสำหรับการรับประทาน Fish Oil คือ หลังอาหาร ตอนเช้าหรือตอนเย็น ซึ่งหลายคนอาจยังไม่รู้ว่าเวลาในการรับประทาน Fish Oil ช่วยอะไร และส่งผลต่อร่างกายต่างกันอย่างไรบ้าง
โดยการรับประทานน้ำมันปลาหลังอาหาร พร้อมอาหารที่มีไขมันดี เช่น อะโวคาโด ถั่ว ฯลฯ จะช่วยเพิ่มการดูดซึม ลดอาการคลื่นไส้และการเรอที่มีกลิ่นคาว
A : ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Fish Oil ควรหลีกเลี่ยงในการรับประทานคู่กับ ยาลดการแข็งตัวของเลือด เช่น ยาวาร์ฟาริน (Warfarin) เพราะส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิต โรคเบาหวานชนิดที่ 2 หรือผู้ที่กำลังใช้ยาควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน
ปรึกษาการรับประทาน Fish Oil กับเภสัชกร ฟรี
1. พัชราณี ภวัตกุล. กินดี-กันป่วย เมื่ออาหารช่วยดูแลสุขภาพเชิงป้องกันกับโอเมก้า 3 ไขมันดีที่หาได้ในอาหารทุกมื้อ. ภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. www.ph.mahidol.ac.th/news/18092023/
2. สิกขวัฒน์ นักร้อง. น้ำมันปลา (Fish oil). วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต. www.wongkarnpat.com/viewpat.php?id=2968
3. National Institutes of Health. "Omega-3 Fatty Acids - Health Professional Fact Sheet." August 2025. https://ods.od.nih.gov/factsheets/Omega3FattyAcids-HealthProfessional/
4. Pobpad. DHA (ดีเอชเอ). www.pobpad.com/dha-ดีเอชเอ
เพื่อนคู่คิดที่พร้อมดูแลสุขภาพแบบองค์รวมไปกับคุณ เรามุ่งมั่นส่งมอบความรู้ที่ถูกต้อง ทันสมัย และผ่านการกลั่นกรองจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ พร้อมถ่ายทอดด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เพื่อให้คุณนำไปปรับใช้ดูแลตัวเองและคนที่คุณรักในชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจ ตอบโจทย์การสร้างรากฐานสุขภาพที่ดีสำหรับทุกคนในทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน
Krill Oil (คริลล์ออย) ตัวช่วยลดภาวะไขมันในเลือดสูง