ประโยชน์ของ ยาบำรุงเลือด กับการรักษาเลือดจาง

บำรุงร่างกายทั่วไป
ประโยชน์ยาบำรุงเลือด

ยาบำรุงเลือด ช่วยอะไร ประโยชน์ และวิธีใช้

Key takeaway / Summary of topic answer

ยาบำรุงเลือด เป็นยาเสริมธาตุเหล็กและวิตามินที่ช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง เหมาะสำหรับผู้มีภาวะโลหิตจาง ซีด อ่อนเพลีย หรือหญิงตั้งครรภ์ และผู้สูงอายุ โดยจะช่วยเพิ่มระดับฮีโมโกลบิน บรรเทาอาการเหนื่อยง่าย หน้ามืด และช่วยให้สมองได้รับออกซิเจนอย่างเต็มที่ แนวทางการรับประทานยากลุ่มธาตุเหล็กให้ได้ผลดีที่สุดคือ ควรรับประทานตอนท้องว่างก่อนอาหาร 30–60 นาที และสามารถรับประทานร่วมกับวิตามินซีเพื่อเพิ่มการดูดซึม แต่ควรหลีกเลี่ยงกับชา กาแฟ นม หรือยาลดกรด เพราะจะขัดขวางการดูดซึมสารอาหาร ทั้งนี้ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดเช็กชนิดของภาวะโลหิตจางก่อนเริ่มใช้ยา เพื่อให้ร่างกายได้รับการฟื้นฟูอย่างเหมาะสมที่สุด

Table of Contents

    คนที่มีภาวะ โลหิตจาง (Anemia) โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ หญิงตั้งครรภ์ และผู้สูงอายุ ที่มักมีอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลียบ่อยๆ หน้ามืดเวลาลุกขึ้นยืน หรือผิวพรรณซีดผิดปกติ ซึ่งเกิดจากร่างกายมีเม็ดเลือดแดงหรือ ฮีโมโกลบินไม่เพียงพอต่อการขนส่งออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อต่าง ๆ การได้รับ ยาบำรุงเลือด อย่างเหมาะสม จึงจำเป็นต่อการบำรุงเม็ดเลือดแดงให้สมบูรณ์และช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดีขึ้น

    ยาบำรุงเลือด คืออะไร

    ยาบำรุงเลือด คือ ยาเสริมธาตุเหล็กที่มีส่วนประกอบของแร่ธาตุและวิตามินที่จำเป็นต่อกระบวนการสร้างเม็ดเลือดแดง (Erythropoiesis) โดยยาบำรุงเลือดที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 

    • ยาบำรุงเลือดที่มี Ferrous Fumarate เป็นส่วนประกอบสำคัญ มักพบในรูปแบบ ยาเม็ดสีแดงเข้ม หรือสีดำเงา โดยยาในกลุ่มนี้จะมีการเพิ่มวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดงเข้าไป เช่น กรดโฟลิก วิตามินบี 1 บี 2 บี 12 เป็นต้น ยากลุ่มนี้ใช้สำหรับป้องกันและรักษาภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ผู้ที่มีภาวะซีด หญิงตั้งครรภ์ ผู้บริจาคโลหิต หรือผู้มีประจำเดือนมามาก 
    • Folic Acid กรดโฟลิกเดี่ยว ที่มักพบในรูปแบบ ยาเม็ดกลมสีเหลือง ใช้สำหรับผู้ที่มีภาวะขาดโฟลิก ภาวะโลหิตจางชนิดเม็ดเลือดแดงขนาดใหญ่ (Megaloblastic anemia) ป้องกันความผิดปกติของท่อประสาท (Neural Tube Defect : NTD) ในหญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่เป็นธาลัสซีเมีย กลุ่มที่ไม่ได้รับการให้เลือดทดแทน เป็นต้น 

    อย่างไรก็ตาม หากมีอาการซีด อ่อนเพลียง่าย และสงสัยว่าอาจจะเกี่ยวข้องเป็นโรคโลหิตจาง ควรตรวจเพื่อแยกให้ชัดว่าตนเองมีภาวะโลหิตจางแบบใด 

    ประโยชน์ของ ยาบำรุงเลือด ในการรักษาโลหิตจาง

    การได้รับยาบำรุงเลือดที่มีส่วนผสมของ Ferrous Fumarate และ Folic Acid อย่างต่อเนื่อง ส่งผลดีต่อร่างกายหลักๆ ดังนี้ 

    1. ช่วยเพิ่มระดับฮีโมโกลบินและเม็ดเลือดแดง 

    ยาบำรุงเลือดที่ประกอบด้วยธาตุเหล็ก จะช่วยกระตุ้นการสร้างฮีโมโกลบินในไขกระดูก (Bone Marrow) ส่งผลให้ระดับเม็ดเลือดแดงกลับสู่ภาวะปกติ จากการตรวจเลือดมักพบว่าระดับฮีโมโกลบินจะเริ่มขยับตัวสูงขึ้นภายใน 2-4 สัปดาห์ หลังเริ่มรับประทานยาบำรุงเลือดอย่างถูกต้อง

    2. ช่วยบรรเทาอาการอ่อนเพลียและเหนื่อยง่าย

    เมื่อระดับเม็ดเลือดแดงกลับสู่สภาวะปกติ การขนส่งออกซิเจนไปยังกล้ามเนื้อและอวัยวะต่างๆ จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น คนที่เป็นโลหิตจางส่วนใหญ่ ที่มีอาการเหนื่อยง่าย เวลาออกแรงแล้วมีอาการเวียนศีรษะ และอาการหายใจสั้น มักมีอาการดีขึ้นในช่วงเดือนแรกของการได้รับยาบำรุงเลือด

    3. ช่วยปรับปรุงการทำงานของสมองและสมาธิ

    เนื่องจากสมองเป็นอวัยวะที่ใช้ออกซิเจนสูงถึง 20% ของร่างกาย การมีเม็ดเลือดที่สมบูรณ์จะช่วยลดภาวะ สมองล้า ส่งผลดีต่อการจดจำ การคิดวิเคราะห์ และการมีสมาธิ

    4. สนับสนุนการตั้งครรภ์และพัฒนาการของทารก

    กรดโฟลิกและธาตุเหล็กในยาบำรุงโลหิตจาง มีบทบาทสำคัญในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ เช่น ทารกน้ำหนักแรกเกิดต่ำ คลอดก่อนกำหนด และภาวะซีดในทารก โดยช่วยให้ทารกมีการสะสมธาตุเหล็กสำรองที่เพียงพอในช่วง 6 เดือนแรกหลังคลอด

    5. ป้องกันภาวะแทรกซ้อนระยะยาว

    ภาวะโลหิตจางที่ไม่ได้รับการรักษา ส่งผลให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย อาจนำไปสู่ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจโต และภาวะหัวใจล้มเหลว โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคหัวใจเรื้อรัง

    วิธีใช้ยาบำรุงเลือด

    ก่อนซื้อยาบำรุงเลือดมารับประทานเอง ควรตรวจเลือดเพื่อแยกชนิดของโลหิตจางก่อน เนื่องจากอาการเบื้องต้นของโลหิตจางชนิดต่างๆ อาจคล้ายกันและไม่เฉพาะเจาะจง ซึ่งอาการที่พบบ่อย คือ ซีด และ อ่อนเพลียง่าย 

    วิธีรับประทานยาบำรุงเลือด 

    1. กลุ่มที่มีส่วนประกอบของ Ferrous Fumarate 
      ให้รับประทานตอนท้องว่าง หรือ ก่อนอาหาร 30–60 นาที หรือก่อนอน เพราะจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีที่สุด หรือหากมีอาการคลื่นไส้หรือปวดท้อง สามารถรับประทานพร้อมอาหารได้ แต่การดูดซึมจะลดลงประมาณ 20–40%
    2. กลุ่มโฟลิก 
      สามารถรับประทานพร้อมอาหารหรือหลังอาหารได้ เพื่อลดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร

    Tips : เพิ่มการรับประทาน วิตามินซี หรือน้ำส้มคั้นที่มีวิตามินซีสูง จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้ง่ายขึ้นและเพิ่มอัตราการดูดซึมได้ถึง 2–3 เท่า 

    ยาบำรุงเลือด ห้ามรับประทานคู่กับอะไร?

    สิ่งที่ ควรหลีกเลี่ยง ในช่วงเวลาเดียวกับการกินยาบำรุงเลือด (ควรเว้นห่างอย่างน้อย 1–2 ชั่วโมง)

    • ชาและกาแฟ เพราะสารแทนนิน และคาเฟอีน ในชาและกาแฟจะจับกับธาตุเหล็กทำให้ดูดซึมได้น้อยลงถึง 50–60%
    • นมและผลิตภัณฑ์จากนม แคลเซียมในนมแข่งขันกับธาตุเหล็กในการดูดซึมที่ลำไส้เล็ก
    • ยาลดกรด (Antacids) เช่น ยาที่มีอลูมิเนียม แมกนีเซียม หรือแคลเซียม เพราะจะเพิ่ม pH ในกระเพาะอาหารและลดการดูดซึมของธาตุเหล็ก
    • ยาปฏิชีวนะกลุ่ม Tetracycline และ Fluoroquinolone ทำให้ฤทธิ์ยาลดลงและการดูดซึมธาตุเหล็กลดลงด้วย
    • อาหารที่มีไฟเตตสูง เช่น ธัญพืชไม่ขัดสีและถั่วเมล็ดแห้งในปริมาณมาก

    นอกจากนี้ ยาบำรุงเลือดห้ามใช้ร่วมกับ ยาบางชนิด เช่น ยากันชัก Levodopa (ยารักษาพาร์กินสัน) และ Levothyroxine (ยาไทรอยด์) จึงควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา

    ยาบำรุงเลือด แคปซูล

    ข้อควรระวัง 

    • โรคโลหิตจางชนิดที่ไม่ควรใช้ยาบำรุงเลือดที่มีส่วนประกอบของ Ferrous Fumarate หรือมีธาตุเหล็กสูง เช่น โรคธาลัสซีเมีย ที่เกิดจากเม็ดเลือดแดงแตก ทำให้เกิด ภาวะเหล็กเกิน (Iron Overload หรือ Hemosiderosis) ธาตุเหล็กส่วนเกินจะสะสมในอวัยวะสำคัญ ได้แก่ ตับ หัวใจ และต่อมไร้ท่อ ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น ตับแข็ง หัวใจล้มเหลว และเบาหวานจากตับอ่อนถูกทำลาย จึงไม่ควรหรือห้ามรับประทานยากลุ่มที่มีส่วนประกอบของเหล็ก (Ferrous) เพิ่มเข้าไปอีก แต่ยังจำเป็นต้องได้รับกรดโฟลิก เพื่อช่วยในการกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงขึ้นมาใหม่
    • ผู้หญิงตั้งครรภ์ ควรได้รับการเสริมยาบำรุงเลือด กลุ่มที่มี Ferrous Fumarate เพื่อให้ได้รับธาตุเหล็กเพียงพอกับความต้องการของแม่และทารก โดยปริมาณและระยะเวลาที่ใช้ยาบำรุงเลือดขึ้นอยู่กับการได้รับธาตุเหล็กในแต่ละวัน โดยปริมาณที่ควรได้รับคือ 27 – 60 มิลลิกรัมต่อวัน หรือหากเลือกเสริมกรดโฟลิก ปริมาณที่ควรได้รับ คือ 0.4-0.5 มิลลิกรัมต่อวัน ติดต่อกันเป็นเวลา 2 เดือนก่อนเริ่มตั้งครรภ์ และสามารถรับประทานต่อเนื่องได้ตลอดการตั้งครรภ์ 

    ใครบ้างที่ควรรับประทานยาบำรุงเลือด

    กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะโลหิตจางจากการขาดสารอาหาร ได้แก่

    • หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร เพราะมีความต้องการธาตุเหล็กจะเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าในระหว่างตั้งครรภ์ รวมถึงป้องกันภาวะโลหิตจางหลังคลอด
    • หญิงวัยเจริญพันธุ์ที่มีประจำเดือนมาก การสูญเสียเลือดในแต่ละรอบเดือนหมายถึงการสูญเสียธาตุเหล็กสะสมที่มากขึ้น ผู้ที่มีประจำเดือนมามากกว่าปกติ (Menorrhagia) ควรได้รับการตรวจเลือดและเสริมยาบำรุงเลือดตามความเหมาะสม
    • ผู้สูงอายุ มักพบปัญหาการดูดซึมธาตุเหล็กและวิตามินบี 12 ลดลงตามอายุ เนื่องจากสภาวะกรดในกระเพาะอาหารลดลง (Hypochlorhydria) และการรับประทานอาหารที่ไม่หลากหลาย
    • ผู้ที่รับประทานมังสวิรัติและวีแกน ธาตุเหล็กจากพืช (Non-heme iron) สามารถดูดซึมได้น้อยกว่าธาตุเหล็กจากสัตว์ (Heme iron) ถึง 3–4 เท่า นอกจากนี้วิตามินบี 12 ซึ่งจำเป็นต่อเม็ดเลือดแดงยังมีอยู่เฉพาะในอาหารจากสัตว์เท่านั้น
    • ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง เมื่อไตเสื่อมสภาพ การผลิตฮอร์โมน Erythropoietin (EPO) จะลดลง ทำให้ร่างกายไม่สามารถกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงได้อย่างเต็มที่ ยาบำรุงเลือดจึงเป็นส่วนเสริมที่จำเป็นในการรักษา
    • นักกีฬาและผู้ที่ออกกำลังกายหนัก การฝึกซ้อมอย่างหนัก ทำให้เกิดการแตกตัวของเม็ดเลือดแดงมากขึ้น (Hemolysis) โดยเฉพาะนักวิ่งระยะไกลที่มีแรงกระแทกบริเวณฝ่าเท้าซ้ำๆ รวมถึงการเสียธาตุเหล็กผ่านเหงื่อ
    • ผู้ป่วยหลังการผ่าตัดหรือสูญเสียเลือดจำนวนมาก ร่างกายจำเป็นต้องได้รับสารอาหารเร่งด่วนเพื่อสร้างเม็ดเลือดแดงขึ้นมาทดแทนส่วนที่สูญเสียไปอย่างรวดเร็ว

    อย่างไรก็ตาม ก่อนเริ่มรับประทานยาบำรุงเลือด ควรตรวจเลือดเพื่อยืนยันชนิดของโลหิตจางก่อนเสมอ เพราะการเสริมธาตุเหล็กในผู้ที่ไม่ได้ขาดธาตุเหล็กจริง เช่น ผู้ป่วยโรคเลือดจางธาลัสซีเมีย อาจทำให้เกิดภาวะเหล็กเกิน (Iron Overload) ซึ่งจะเข้าไปทำลายอวัยวะสำคัญอย่างตับและหัวใจได้

    อาหารบำรุงเลือด รับประทานอะไรดี?

    แม้การได้รับยาบำรุงเลือดจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่การได้รับสารอาหารจากธรรมชาติให้เพียงพอในแต่ละวันก็มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งระบบเลือดและการส่งเสริมสุขภาพโดยรวม ซึ่งสารอาหารบำรุงเลือดที่ควรได้รับจากอาหารธรรมชาติเพื่อสนับสนุนการสร้างเม็ดเลือด ได้แก่

    1. ธาตุเหล็ก เป็นส่วนประกอบสำคัญของเม็ดเลือดแดง โดยร่างกายใช้ธาตุเหล็กเพื่อสร้างฮีโมโกลบินในการลำเลียงออกซิเจนไปยังปอด และเลี้ยงอวัยวะต่างในร่างกาย โดยธาตุเหล็กจะมีในอาหารธรรมชาติประเภทเครื่องในสัตว์ (ตับและม้าม) เนื้อสัตว์ ไข่แดง หอย (หอยกาบ หอยนางรม หอยแมลงภู่) ถั่วต่างๆ และผักใบเขียว
    2. วิตามินบี12 เป็น วิตามินบํารุงเลือด ที่มีความสำคัญในทำงานและการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง และบำรุงระบบประสาท หากขาดวิตามินบี 12 จะทำให้มีภาวะเลือดจางที่เม็ดเลือดแดงมีขนาดใหญ่ผิดปกติ โดยอาหารในธรรมชาติที่มีวิตามินบี 12 สูงได้แก่ เนื้อ ปลา ไข่ นม ตับ รำข้าว ข้าวซ้อมมือ ถั่วเมล็ดแห้ง และผักใบเขียว
      เป็นต้น
    3. กรดโฟลิก (วิตามินบี 9) วิตามินบำรุงเลือดจางที่ร่างกายต้องการ ช่วยเสริมสร้างกระบวนการผลิตเซลล์ใหม่ให้มีสุขภาพดีทำงานร่วมกับวิตามินบี12 อาหารในธรรมชาติที่มีกรดโฟลิกสูง ได้แก่ ผักใบเขียว เช่น คะน้า กะหล่ำปลี ผักปวยเล้ง บล็อกโคลี่ ถั่วลันเตา หน่อไม้ฝรั่ง ถั่วเมล็ดแห้ง ถั่วลิสง อะโวคาโด เมล็ดทานตะวัน และธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้องลูกเดือย เป็นต้น

    คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ยาบำรุงเลือด 

    Q1 : กินยาบำรุงเลือดแล้วอุจจาระเป็นสีดำ อันตรายไหม?

    ไม่อันตราย เป็นสีปกติของธาตุเหล็กที่ร่างกายขับออกมาทางอุจจาระ ไม่ใช่อาการตกเลือดในลำไส้

    Q2 : กินยาบำรุงเลือดแล้วท้องผูกทำอย่างไร?

    ดื่มน้ำตามมาก ๆ รับประทานผักผลไม้ที่มีใยอาหารสูง และออกกำลังกายสม่ำเสมอ เนื่องจากอาการท้องผูกเป็นผลข้างเคียงที่พบบ่อยของยาเสริมธาตุเหล็ก 

    Q3 : เป็นพาหะธาลัสซีเมีย ต้องกินยาบำรุงเลือดไหม?

    ไม่จำเป็น โดยผู้ที่มีพาหะธาลัสซีเมียทั่วไปและไม่มีโรคร่วม ร่างกายมักมีธาตุเหล็กอยู่ในระดับปกติหรือสูงกว่าปกติอยู่แล้ว การรับประทานยาบำรุงเลือดหรือยาเสริมธาตุเหล็กเพิ่มจึงไม่มีประโยชน์ และอาจสะสมจนเป็นอันตรายได้ แต่สามารถรับประทาน กรดโฟลิก (Folic Acid) เสริมได้ เพราะร่างกายมีการหมุนเวียนเม็ดเลือดแดงเร็วกว่าคนปกติ จึงต้องการได้รับโฟลิกมากกว่ายาบำรุงเลือด 

    Q4 : ยาบํารุงเลือด ต้องกินนานแค่ไหน?

    ระยะเวลากินยาบำรุงเลือดไม่ได้กำหนดตายตัว ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและการขาดสารอาหาร แต่โดยทั่วไป หากโลหิตจางจากขาดธาตุเหล็ก ระยะเวลาในการรับประทานต่อเนื่องจะอยู่ช่วง 3-6 เดือน หรือจนกว่าผลเลือด CBC และ Ferritin กลับสู่ระดับปกติ และแพทย์ยืนยันให้หยุดยาได้

    อ้างอิง
    • คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. ยาบำรุงเลือด FBC และ folic acid มีข้อบ่งใช้เหมือนกันหรือไม่. สารคลังข้อมูลยา. https://pharmacy.mahidol.ac.th/dic/QA_full.php?id=2519
    • Kwandao, M., Chaikledkaew, U., Talungchit, P., Youngkong, S., Udomsinprasert, W., Limwongse, C., & Jittikoon, J. (2026). Prevalence of severe thalassemia and performance of prenatal screening tests among pregnant women at Siriraj Thalassemia Center in Thailand. Clinical and Translational Science, 19(2), e70485. https://doi.org/10.1111/cts.70485
    • World Health Organization. (2023). Anaemia in women and children: WHO global anaemia estimates. World Health Organization.  https://www.who.int/data/gho/data/themes/topics/anaemia_in_women_and_children
    • Taher, A. T., Weatherall, D. J., & Cappellini, M. D. (2018). Thalassaemia. The Lancet, 391(10116), 155–167. https://doi.org/10.1016/S0140-6736(17)31827-0
    อัลบั้มภาพ
    Picture of ทีม Mega We care
    ทีม Mega We care

    เพื่อนคู่คิดที่พร้อมดูแลสุขภาพแบบองค์รวมไปกับคุณ เรามุ่งมั่นส่งมอบความรู้ที่ถูกต้อง ทันสมัย และผ่านการกลั่นกรองจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ พร้อมถ่ายทอดด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เพื่อให้คุณนำไปปรับใช้ดูแลตัวเองและคนที่คุณรักในชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจ ตอบโจทย์การสร้างรากฐานสุขภาพที่ดีสำหรับทุกคนในทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน

    ข่าวสุขภาพอื่นๆ

    บำรุงร่างกายทั่วไป

    ประโยชน์ของวิตามินอี

    บำรุงร่างกายทั่วไป

    เวย์โปรตีนสำหรับผู้ป่วย