หน้าเป็นฝ้าเกิดจากอะไร รักษาอย่างไร

ฝ้า กระ
ฝ้าเกิดจาก อะไร

Key takeaway / Summary of topic answer

ฝ้า เกิดจากการทำงานของเซลล์เม็ดสีเมลานินที่แปรปรวน โดยมีปัจจัยกระตุ้นหลักคือแสงแดดและการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกาย การดูแลปัญหาผิวในปัจจุบันมีหลายแนวทาง ตั้งแต่การทาครีม การทำหัตถการทางการแพทย์ เช่น เมโสหรือเลเซอร์ ไปจนถึงการรับประทานยา ซึ่งแต่ละวิธีมีข้อดีและข้อควรระวังที่แตกต่างกัน และต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ นอกจากนี้ยังมีการศึกษาเกี่ยวกับบทบาทของสารอาหารบางชนิดต่อกระบวนการสร้างเม็ดสีผิวตามปกติ เช่น สารสกัดจากเปลือกสนมาริไทม์ฝรั่งเศส (French Maritime Pine Bark Extract) วิตามินซี วิตามินอี สารสกัดจากข้าว และสารสกัดจากมะเขือเทศ ซึ่งล้วนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่พบได้ในอาหารตามธรรมชาติ ทั้งนี้ ควรควบคู่กับการรับประทานอาหารให้หลากหลายครบ 5 หมู่ และหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นต่าง ๆ

Table of Contents

    ปัญหา ‘ฝ้า’ หนึ่งในปัญหาผิวหน้าที่กวนใจหลายคนโดยเฉพาะสาวๆ ซึ่ง ฝ้าเกิดจาก หลายสาเหตุด้วยกันและเราเชื่อว่าผู้ที่มีปัญหาฝ้าบนใบหน้าต่างหาวิธีแก้ปัญหาเพื่อทำให้ตัวเองกลับมาหน้าใส ไร้ฝ้า เหมือนเดิม แต่ความเป็นจริงแล้วหลายคนยังรักษาฝ้าไม่ถูกวิธี จึงทำให้ผลการรักษาไม่มีประสิทธิภาพ

    ฝ้าเกิดจากอะไร

    ฝ้าเกิดจาก การที่เซลล์ผิวหน้าไม่แข็งแรงและเสื่อมสภาพลง จึงเกิดการเกาะกลุ่มของเซลล์เม็ดสีเมลานิน และมีการทำงานที่ผิดปกติไป ทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นเกิดเป็นรอยปื้นสีน้ำตาลอ่อนหรือเข้มมาก ซึ่งปัจจัยหลักที่กระตุ้นทำให้หน้าเป็นฝ้ามักเกิดจาก แสงแดด ระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงในร่างกาย สารเคมีจากเครื่องสำอาง พันธุกรรม พักผ่อนไม่เพียงพอ การขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย รวมถึงผู้ที่ชอบอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือจอมือถือ

    ฝ้าบนใบหน้า มีกี่ประเภท

    ฝ้า (Melasma) แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่

    1. ฝ้าตื้น: มีสีน้ำตาลเข้ม มีขอบชัดเจน มองเห็นได้ชัดเพราะอยู่ที่เซลล์ผิวชั้นบน หรือเกิดบนชั้นหนังกำพร้า

    2. ฝ้าลึก: มีสีเข้มออกน้ำเงินอมม่วงหรือเทาอ่อน ขอบเขตไม่ชัดเจน อยู่ที่ผิวหนัง ชั้นลึกลงไป รักษาได้ยาก ซึ่งเกิดพบชั้นหนังแท้

    3. ฝ้าผสม: มีทั้งฝ้าตื้นและฝ้าลึก สีจางๆ เกิดอยู่ร่วมกันในบริเวณต่างๆ

    วิธีแก้ปัญหาฝ้า ทำได้อย่างไร

    ทาครีมบำรุง

    • ข้อดี สะดวกสามารถทำเองได้ที่บ้าน ปัจจุบันมีครีมบำรุงที่ช่วยแก้ปัญหาฝ้าให้เลือกหลากหลายยี่ห้อตั้งแต่ราคาถูกไปจนถึงราคาแพง ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจในการซื้อส่วนบุคคล โดยส่วนใหญ่ครีมรักษาฝ้าจะมีส่วนผสมของ วิตามินซี อาร์บูติน (Arbutin) กรดโคจิก (Kojic) ที่สามารถทำให้ฝ้าจางลงได้
    • ข้อเสีย การรักษาฝ้าด้วยครีมบำรุง ต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นผลลัพธ์ ให้ผลลัพธ์ในระยะสั้น ผู้ที่เลือกใช้วิธีนี้หลายรายจะมีปัญหาฝ้าซ้ำได้อีกเมื่อเลิกใช้ครีม และมีความเสี่ยงที่จะเจอครีมรักษาฝ้ายี่ห้อที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือมีส่วนผสมหลักเป็นสารฟอกขาวที่ทำให้พื้นที่สีเข้มของฝ้าดูจางลง ซึ่งอาจทำให้เกิดการระคายเคือง หรือเกิดอาการแพ้ได้ ที่สำคัญควรเลือกในผลิตภัณฑ์ที่ส่วนผสมของมอยร์เจอไรเซอร์ร่วมด้วย เพื่อลดโอกาสเกิดปัญหาผิวบาง

    ฉีดเมโสรักษาฝ้า (Mesotherapy)

    • ข้อดี เห็นผลลัพธ์รวดเร็วทันใจ เพราะเป็นการฉีดผิวด้วยวิตามินซีเข้าไปในชั้นผิวหนังบริเวณที่เป็นฝ้า เพื่อกระจายตัวยาที่ใช้รักษาเข้าสู่เซลล์ผิวหนังที่มีปัญหาได้อย่างตรงจุด
    • ข้อเสีย เห็นผลลัพธ์ในระยะสั้น ทำให้ต้องรักษาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ (ฉีดซ้ำทุกๆ 1-2 สัปดาห์) การรักษาฝ้าด้วยวิธีนี้จะช่วยให้ฝ้าดูจางลงได้แต่อาจมีผลข้างเคียงตามมา เช่น มีอาการแพ้ ระคายเคือง เกิดการอักเสบ หรือหน้าลอกได้

    การทำเลเซอร์ (Fraxel)

    • ข้อดี เห็นผลลัพธ์รวดเร็วทันใจ เพราะเป็นเลเซอร์ที่ใช้พลังงานความร้อนมากระตุ้นเซลล์ผิวให้มีการผลัดเซลล์ผิวได้ไวยิ่งขึ้น และทำให้ส่วนที่เป็นฝ้าถูกผลัดออกไปด้วย
    • ข้อเสีย ให้ผลลัพธ์ในระยะสั้น และมีผลข้างเคียง คือ อาการใบหน้าบวมแดงหลังจากทำเซเลอร์ ไม่สามารถแก้ปัญหาฝ้าได้อย่างถาวร นอกจากนี้ความร้อนจากการทำเลเซอร์ยังมีส่วนทำให้เซลล์ผิวอ่อนแอ ไวต่อความร้อน และอาจไปกระตุ้นการสร้างเม็ดสีผิวผิดปกติได้ ทำร้ายชั้นผิวหนังให้อ่อนแอลง มีผลให้กลับมาเป็นซ้ำได้ง่ายมากขึ้นกว่าเดิม และอาจเป็นมากขึ้นอีกด้วย

    กินยารักษาฝ้าทรานซามิน (Tranexamic acid)

    • ข้อดี การกินยาเพื่อรักษาฝ้าเมื่อออกฤทธิ์จะสามารถยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ที่ใช้สร้างเม็ดสีเมลานินได้ จึงมีผลทำให้ฝ้าจางลง
    • ข้อเสีย ยาตัวนี้มีผลข้างเคียงที่น่ากังวลหลายประการ เช่น มีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน เจ็บหน้าอก และยังส่งผลให้เกิดหลอดเลือดฝอยในตาอุดตันจนอาจเสี่ยงต่อการตาบอดได้ อีกทั้งยังไม่มีรายงานด้านความปลอดภัยเมื่อใช้ในระยะยาว

    เสริมสารอาหาร ‘ฟื้นฟูผิวให้แข็งแรง’ ป้องกันฝ้าจากภายใน 

    สารสกัดจากเปลือกสนมาริไทม์ฝรั่งเศส: สารสกัดจากเปลือกสนมาริไทม์ฝรั่งเศส เป็นสารสกัดจากธรรมชาติที่นิยมและเป็นที่ยอมรับในแถบยุโรป มีบทบาทช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวและปรับโครงสร้างผิวเพื่อให้เกิดความสมดุลในการสร้างเม็ดสี ลดการสร้างเม็ดสีเมลานินที่ผิดปกติ ทำให้เซลล์เม็ดสีมีการกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอและทำให้ผิวกระจ่างใสขึ้น

    มีการศึกษาพบว่า การรับประทานสารสกัดจากเปลือกสนมาริไทม์ ฝรั่งเศส วันละ 75 มก. ต่อเนื่อง 4 สัปดาห์ พบว่าพื้นที่ของฝ้าลดลง กว่า 80% นอกจากนี้มีการศึกษาค้นคว้าสูตรรวมพิเศษ MSCC Complex ที่พบว่า รับประทานต่อเนื่อง 6 สัปดาห์ พื้นที่ของฝ้าลดลง และผู้ใช้มีความพึงพอใจในผลลัพธ์ที่ได้ กว่า 90%  แก้ปัญหาฝ้าได้ถึง 80% และ 75% พื้นที่ผิวขาวขึ้น  ซึ่งสารอาหารที่มีบทบาทในสูตรดังกล่าวนั้น ได้แก่ สารสกัดจากเปลือกสนมาริไทม์ฝรั่งเศส วิตามินซี วิตามินอี สารสกัดจากข้าว สารสกัดจากสาหร่าย ดี ซาลีนา และสารสกัดจากมะเขือเทศ  โดยสารอาหารดังกล่าว มีบทบาทในการช่วยแก้ปัญหาเรื่องฝ้า ด้วย 3 ขั้นตอน ได้แก่

    ลดเลือน  : ลดความเข้มของฝ้า หรือเม็ดสีเมลานิน

    บำรุงผิว  : เป็นการเร่งฟื้นฟูผิว ให้กลับมาแข็งแรงเร็วขึ้น เพราะ ปัญหาของการเกิดฝ้ามากที่สุด คือผิวไม่แข็งแรงนั่นเอง

    ป้องกัน  : การป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ ด้วยการปกป้องแสงแดด ด้วยสารอาหารจากธรรมชาติ เสมือนการทาครีมกันแดด

    สมุนไพรฟื้นฟูหน้าเป็น ฝ้า เกิดจาก ผิวไม่แข็งแรง
    อ้างอิง

    -

    อัลบั้มภาพ
    Picture of ทีม Mega We care
    ทีม Mega We care

    เพื่อนคู่คิดที่พร้อมดูแลสุขภาพแบบองค์รวมไปกับคุณ เรามุ่งมั่นส่งมอบความรู้ที่ถูกต้อง ทันสมัย และผ่านการกลั่นกรองจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ พร้อมถ่ายทอดด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เพื่อให้คุณนำไปปรับใช้ดูแลตัวเองและคนที่คุณรักในชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจ ตอบโจทย์การสร้างรากฐานสุขภาพที่ดีสำหรับทุกคนในทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน

    ข่าวสุขภาพอื่นๆ

    ผิวแห้งและริ้วรอย

    เรื่องริ้วรอย...ไม่ว่าใครก็คอยไม่ได้

    ผิวแห้งและริ้วรอย

    ความเชื่อผิดๆ ของการกินคอลลาเจนสำหรับผิว