Key takeaway / Summary of topic answer
วิตามินบำรุงสายตาไม่สามารถแก้ค่าสายตาสั้น เอียง หรือยาวให้หายขาดได้ แต่มีบทบาทสำคัญในการบำรุงและปกป้องดวงตา ลดอาการตาแห้ง ตาล้า และชะลอความเสื่อมของการมองเห็น โดยเฉพาะในผู้ที่ใช้สายตาหนักจากหน้าจอ ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ได้รับสารอาหารบำรุงดวงตาไม่เพียงพอ ดังนั้น การเลือกวิตามินบำรุงสายตาที่มีสารสำคัญตรงกับปัญหา ใช้ในปริมาณเหมาะสม และผลิตจากแหล่งที่ได้มาตรฐาน จะช่วยดูแลสุขภาพดวงตาได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืนในระยะยาว
ปัจจุบันปัญหาเรื่อง ‘สายตา’ เป็นสิ่งที่หลายคนกำลังเจอ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการใช้สายตาหนักเกินไป ไม่ว่าจะเป็นการจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ตเป็นเวลานาน การขับรถในที่แสงจ้า หรือการใช้สายตาในสภาพแสงที่ไม่เหมาะสม รวมไปถึงอายุที่เพิ่มขึ้นและสภาพแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อดวงตา ซึ่งการดูแลและบำรุงดวงตาอย่างถูกวิธี โดยเฉพาะการได้รับ “วิตามินบำรุงสายตา” อย่างสม่ำเสมอ สามารถช่วยป้องกันและลดความรุนแรงของอาการที่ไม่พึงประสงค์ได้
จากการรวบรวมข้อมูลของ MEGA We care พบว่า “อาการที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพสายตาของคนไทยบ่อยมากขึ้น คือ ปัญหาตาแห้ง ตาพร่ามัว และตาล้า” เรามาดูกันว่าอาการเหล่านี้เกิดจากอะไร และมีวิตามินบำรุงสายตาชนิดไหนบ้างที่จะช่วยดูแลสุขภาพดวงตาของเราได้ พร้อมคำแนะนำดี ๆ ในการเลือกวิตามินและการปรับพฤติกรรมเพื่อสายตาที่แข็งแรงขึ้น
ยาบำรุงสายตา หรือวิตามินบำรุงสายตา คือผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยดูแลสุขภาพดวงตาโดยเฉพาะ ผ่านการเสริมสารอาหารที่มีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของดวงตา เช่น จอประสาทตา เลนส์ตา กล้ามเนื้อตา และระบบไหลเวียนเลือดที่ไปเลี้ยงดวงตา
สารอาหารเหล่านี้ไม่ได้มีหน้าที่รักษาโรคตาโดยตรง แต่ช่วยลดปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ดวงตาเสื่อมเร็ว เช่น ความเสียหายจากแสงสีฟ้า รังสี UV และอนุมูลอิสระ รวมถึงช่วยสนับสนุนการทำงานของเซลล์รับภาพให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามปกติ
ยาหยอดตา มักใช้เพื่อบรรเทาอาการเฉพาะหน้า เช่น เพิ่มความชุ่มชื้น ลดการระคายเคือง หรือช่วยลดการอักเสบในระยะสั้น ขณะที่วิตามินบำรุงดวงตาทำงานจากภายใน ช่วยเสริมโครงสร้างและกลไกการทำงานของดวงตาในระยะยาว
ดังนั้น การดูแลสายตาที่เหมาะสมจึงไม่ควรเลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ควรใช้ทั้งการดูแลภายนอกและการบำรุงจากภายในควบคู่กัน
การมองเห็น จำเป็นต้องอาศัยพลังงานและสารอาหารหลายชนิดเพื่อรักษาประสิทธิภาพในการทำงาน และปกป้องเซลล์ดวงตาที่จะถูกทำลายจากปัจจัยภายนอก เช่น แสงแดด รังสี UV แสงสีฟ้าจากหน้าจอ และอนุมูลอิสระ หากละเลยการดูแลดวงตาเป็นเวลานาน อาจส่งผลใคุณภาพสายตาเสื่อมลง หรือเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคทางตาบางชนิดได้
อาการตาแห้ง (Dry Eye Syndrome) เกิดจากการที่ต่อมน้ำตาผลิตน้ำตาไม่เพียงพอหรือน้ำตามีคุณภาพไม่ดี ทำให้ไม่สามารถเคลือบผิวดวงตาได้อย่างเหมาะสม โดยปัจจัยที่ทำให้ตาแห้งมีหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการจ้องหน้าจอเป็นเวลานาน อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีลมแรง หรืออากาศแห้ง การใส่คอนแทกต์เลนส์ การใช้ยาบางชนิด และอายุที่เพิ่มขึ้น โดยอาการที่พบได้ เช่น แสบตา ระคายเคือง รู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมในตา และตาพร่ามัวเป็นช่วง ๆ หากปล่อยไว้นานอาจส่งผลต่อคุณภาพการมองเห็นและการใช้ชีวิตประจำวัน
การมองเห็นไม่ชัดเจน หรืออาการตาพร่ามัว มักเกิดจากความล้าของกล้ามเนื้อตาที่จ้องมองวัตถุใกล้ ๆ เป็นเวลานาน รวมถึงพบบ่อยในคนที่มีค่าสายตาผิดปกติ เช่น สายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง นอกจากนี้อาการเลนส์ตาขุ่นมัวตามวัย ต้อกระจก หรือจอประสาทตาเสื่อมตามอายุ ยังส่งผลให้การมองเห็นพร่ามัวมากขึ้น ทำให้ผู้ที่มีอาการตาพร่าอาจรู้สึกมองเห็นไม่คมชัด บางคนอาจเห็นภาพซ้อน มองเห็นแสงจ้าเป็นวงแหวน (Halo) หรือมองเห็นสีผิดเพี้ยนไปได้
ตาล้า (Eye Strain) คือ อาการเมื่อยล้าดวงตาที่เกิดจากการใช้สายตาหนักอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพบได้บ่อยในคนทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานานโดยไม่พักสายตา การอ่านหนังสือในที่ ๆ แสงไม่เหมาะสม การขับรถระยะทางไกล หรือการจ้องมองวัตถุที่มีรายละเอียดเล็ก ๆ เป็นต้น ส่งผลให้รู้สึกปวดตา ปวดศีรษะ วิงเวียน มองเห็นไม่ชัดชั่วคราว และมีอาการตาแห้งร่วมด้วย หากเกิดซ้ำบ่อย ๆ อาจส่งผลต่อสมาธิและประสิทธิภาพการทำงาน
อ่านต่อ : 3 โรคตา ที่ต้องระวังของคนทำงานหน้าจอ
วิตามินและแร่ธาตุจากสารอาหารที่สำคัญจะช่วยป้องกันความเสี่ยงการเกิดปัญหาสายตาและชะลอความเสื่อมของดวงตาได้ ซึ่งวิตามินบำรุงสายตาที่มีประโยชน์มีหลากหลายชนิดด้วยกัน ดังนี้

ลูทีน (Lutein) เป็นสารกลุ่มแคโรทีนอยด์ที่พบมากในจอประสาทตา และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่งที่ช่วยป้องกันจอประสาทตาเสื่อม โดยจะทำงานร่วมกันกับซีแซนทีน (Zeaxanthin) ในการปกป้องเซลล์รับภาพจากความเสียหาย
แหล่งที่พบ : ผักสีเขียวเข้ม ผักและผลไม้สีเหลือง ไข่แดง หรือสารสกัดดอกดาวเรือง (Zeaxanthin from Marigold)
บิลเบอร์รี (Bilberry) เป็นผลไม้ตระกูลเบอร์รีมีสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanins) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ กลุ่มฟลาโวนอยด์ มีคุณสมบัติช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของเส้นเลือดฝอยในดวงตา จึงมักนำมาใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญของวิตามินบำรุงสายตา โดยประโยชน์ของบิลเบอร์รีสกัด ได้แก่
แหล่งที่พบ : ผลบิลเบอร์รีสด และสารสกัดจากบิลเบอร์รี (Bilberry Extract) ที่พบในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
เป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันความเสียหายต่อเซลล์ตา ไม่ว่าจะเป็น
นอกจากนี้ แคโรทีนอยด์อื่น ๆ เช่น อัลฟาแคโรทีน และไลโคปีน ก็มีบทบาทสำคัญในการบำรุงสายตาเช่นกัน
แหล่งที่พบ : แครอท คะน้า บรอกโคลี ผักเคล พริกหวาน มะเขือเทศ มะละกอสุก ฯลฯ
แอสตาแซนธิน (Astaxanthin) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มแคโรทีนอยด์จากธรรมชาติที่ออกฤทธิ์แรงกว่าวิตามินซีและวิตามินอี มีคุณสมบัติในการปกป้องเซลล์จากอนุมูลอิสระ นอกจากมีประโยชน์ในการบำรุงผิวพรรณแล้ว ยังช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหาย และเป็นส่วนประกอบสำคัญในวิตามินบำรุงสายตาด้วยคุณสมบัติ ดังนี้
แหล่งที่พบ : ปลาแซลมอน กุ้ง เคย หรือสาหร่ายสีแดง (Haematococcus pluvialis) เป็นแหล่งแอสตาแซนธินที่เข้มข้น มักเป็นสารสกัดที่อยู่ในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
วิตามินซี และวิตามินอี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีบทบาทสำคัญในการป้องกันความเสียหายจากการเกิดออกซิเดชันในเลนส์ตาและจอประสาทตา นอกจากนี้ยังเป็นวิตามินบำรุงดวงตาที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงของการเกิดโรคต้อกระจก และเสริมสร้างความแข็งแรงของเส้นเลือดฝอยในดวงตา รวมทั้งมีบทบาทสำคัญในเซลล์ตา เช่น
แหล่งที่พบ :

แม้ว่าวิตามินบำรุงสายตาจะช่วยเสริมได้ดี แต่การดูแลสายตาที่เหมาะสมควรเริ่มจากอาหารในชีวิตประจำวัน เช่น
วิตามินบำรุงดวงตาเหมาะกับคนที่มีพฤติกรรมและอาการเหล่านี้
ผู้ที่ใช้สายตาหนักตลอดวัน เช่น คนทำงานออฟฟิศ นักเรียน นักศึกษา เกมเมอร์ หรือผู้ที่ต้องจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์และมือถือเป็นเวลานาน คนกลุ่มนี้มักมีอาการตาล้า ตาแห้ง แสบตา หรือมองเห็นไม่ชัดชั่วคราว วิตามินบำรุงสายตาจะช่วยลดความล้าของกล้ามเนื้อตา และช่วยปกป้องเซลล์ดวงตาจากแสงสีฟ้าและอนุมูลอิสระ
เมื่ออายุมากขึ้น เซลล์จอประสาทตาและเลนส์ตาจะมีการเสื่อมตามธรรมชาติ เสี่ยงต่อภาวะตาพร่ามัว จอประสาทตาเสื่อม หรือการมองเห็นลดลง การเสริมวิตามินบำรุงดวงตาอย่างเหมาะสมจะช่วยชะลอความเสื่อม และดูแลสุขภาพสายตาในระยะยาว
หากในชีวิตประจำวันได้รับลูทีน ซีแซนทีน วิตามินเอ หรือสารต้านอนุมูลอิสระจากอาหารไม่เพียงพอ อาจส่งผลให้ดวงตาอ่อนล้าได้ง่าย วิตามินบำรุงสายตาจึงเป็นตัวช่วยเสริมสารอาหารสำคัญให้ร่างกายได้รับอย่างสม่ำเสมอ
ผู้ที่มีอาการตาแห้ง ตาพร่ามัว หรือระคายเคืองตา โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในห้องแอร์นาน ๆ ใส่คอนแทกต์เลนส์ หรือทำงานในสภาพแวดล้อมที่แสงไม่เหมาะสม วิตามินบำรุงสายตาบางชนิดจะช่วยลดการอักเสบ และมีส่วนช่วยดูแลความชุ่มชื้นของดวงตาได้
เพื่อให้การกินวิตามินบำรุงสายตาได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ควรปฏิบัติตามคำแนะนำนี้
การเลือกอาหารเสริมบํารุงสายตา ยี่ห้อไหนดี ไม่ควรดูแค่ชื่อยี่ห้อหรือราคา แต่ควรพิจารณาจากองค์ประกอบและความเหมาะสมกับปัญหาสายตาของแต่ละคน โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้
ควรเลือกผลิตภัณฑ์อาหารเสริมบํารุงสายตาที่มีสารสำคัญ ซึ่งมีบทบาทชัดเจนต่อสุขภาพดวงตา เช่น ลูทีน ซีแซนทีน แอสตาแซนธิน สารสกัดบิลเบอร์รี รวมถึงวิตามินเอ วิตามินซี และวิตามินอี ซึ่งช่วยปกป้องเซลล์ดวงตาจากแสงสีฟ้าและอนุมูลอิสระ พร้อมสนับสนุนการทำงานของจอประสาทตาในระยะยาว
ควรดูฉลากโภชนาการว่า อาหารเสริมบํารุงสายตานั้นให้ปริมาณสารอาหาร “เพียงพอต่อความต้องการต่อวัน” ตามคำแนะนำของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ เช่น ลูทีนไม่น้อยกว่า 10 มิลลิกรัม ซีแซนทีนประมาณ 2-4 มิลลิกรัม หรือสารสกัดบิลเบอร์รีที่มีแอนโทไซยานินไม่น้อยกว่า 25% เพื่อให้เกิดผลในการบำรุงสายตาอย่างแท้จริง
หากมีอาการตาล้า ปวดกระบอกตา หรือใช้สายตากับหน้าจอเป็นเวลานาน ควรเน้นสูตรที่มีลูทีน ซีแซนทีน และแอสตาแซนธิน แต่หากมีอาการตาแห้ง ระคายเคือง หรืออักเสบง่าย อาจพิจารณาสูตรที่มีสารต้านอนุมูลอิสระและไขมันดีเสริม เพื่อช่วยลดการอักเสบและเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตา
อ่านต่อ : ตาล้า ปวดกระบอกตา ดูแลด้วย ลูทีนและแอสตาแซนธิน
นอกจากสารหลักที่ช่วยบำรุงสายตาแล้ว ควรมีวิตามินและแร่ธาตุที่ช่วยเสริมการทำงานของเอนไซม์ในดวงตา เช่น วิตามินเอ วิตามินอี สังกะสี และทองแดง (Copper) ซึ่งมีบทบาทในการมองเห็นและการซ่อมแซมเซลล์
บรรจุภัณฑ์ควรสามารถป้องกันแสง ความร้อน และความชื้นได้ดี เพื่อคงประสิทธิภาพของสารอาหารตลอดอายุการใช้งาน โดยเฉพาะวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระที่ไวต่อสภาพแวดล้อม
ควรเลือกผลิตภัณฑ์อาหารเสริมบํารุงสายตาที่ได้รับการรับรองจาก อย. และผลิตภายใต้มาตรฐานการผลิตยาระดับสากล เช่น GMP (Good Manufacturing Practice) รวมถึงมาตรฐานจากหน่วยงานกำกับดูแลด้านสุขภาพในต่างประเทศ เช่น BfArM หรือ TGA เพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพ ความปลอดภัย และความสม่ำเสมอของผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ MEGA We care ที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานการผลิตและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นหัวใจหลัก
การดูแลสุขภาพดวงตา ไม่ใช่เรื่องที่ควรรอให้มีอาการรุนแรงก่อนเริ่มใส่ใจ เพราะตาแห้ง ตาล้า หรือการมองเห็นที่พร่ามัว ล้วนเป็นสัญญาณเตือนว่าดวงตาต้องมีการบำรุงอย่างเหมาะสม ดังนั้น การเลือกรับประทานวิตามินบำรุงสายตาที่มีสารอาหารสำคัญครบถ้วน ผลิตภายใต้มาตรฐานที่เชื่อถือได้ ควบคู่ไปกับการรับประทานอาหารที่ดีต่อดวงตา และการปรับพฤติกรรมการใช้สายตาในชีวิตประจำวัน จะช่วยเสริมการมองเห็น ลดความเสื่อมของดวงตา และดูแลสุขภาพสายตาให้แข็งแรงในระยะยาว
หากคุณกำลังมองหาทางเลือกในการดูแลดวงตาอย่างรอบด้าน การเลือกผลิตภัณฑ์อาหารเสริมบํารุงสายตาจากแหล่งที่มีความน่าเชื่อถือและให้ความสำคัญกับคุณภาพและความปลอดภัย คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญของการดูแลสายตาในวันนี้ เพื่อการมองเห็นที่ชัดเจนและมั่นใจในอนาคต
A: วิตามินบำรุงสายตาไม่สามารถแก้ค่าสายตาสั้น สายตาเอียง หรือสายตายาว ให้กลับมาเป็นปกติได้ เนื่องจากเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของดวงตา อย่างไรก็ตาม วิตามินบำรุงดวงตามีส่วนช่วยลดอาการตาล้า ตาพร่ามัว และชะลอความเสื่อมของดวงตา ซึ่งช่วยให้การมองเห็นมีประสิทธิภาพดีขึ้นและลดความไม่สบายตาในชีวิตประจำวัน
A: ผู้ที่ใช้หน้าจอเป็นเวลานาน ควรเลือกอาหารเสริมบำรุงสายตาที่ช่วยปกป้องดวงตาจากแสงสีฟ้าและลดอาการตาล้า โดยควรมองหาสารอาหารหลัก เช่น
– ลูทีน และซีแซนทีน ช่วยกรองแสงสีฟ้า
– แอสตาแซนธิน ช่วยลดความล้าของกล้ามเนื้อตา
– วิตามินซีและวิตามินอี ช่วยต้านอนุมูลอิสระ
โดยควรเลือกสูตรที่รับประทานง่ายและใช้ต่อเนื่องได้ในระยะยาว
A: วิตามินบำรุงสายตาสามารถช่วยบรรเทาอาการตาแห้งได้ โดยเฉพาะสูตรที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินเอ วิตามินอี หรือกรดไขมันจำเป็น ซึ่งช่วยดูแลผิวตาและต่อมน้ำตา อย่างไรก็ตาม วิตามินไม่สามารถทดแทนยาหยอดตาได้ ควรใช้ควบคู่กับการพักสายตาและการดูแลรอบดวงตา
A: ไม่แนะนำให้รับประทานวิตามินบำรุงสายตาหลายสูตรซ้ำซ้อนพร้อมกัน เพราะอาจได้รับสารอาหารบางชนิดเกินความจำเป็น และเพิ่มความเสี่ยงต่อผลข้างเคียง ควรเลือกสูตรที่มีสารอาหารครบและตรงกับปัญหาสายตาของตนเอง หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนรับประทานหลายผลิตภัณฑ์ร่วมกัน
A: ผู้ที่ใส่คอนแทกต์เลนส์เป็นประจำ มักมีความเสี่ยงต่ออาการตาแห้งและตาล้ามากกว่าปกติ การรับประทานวิตามินบำรุงสายตาที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบ และบำรุงผิวตา จะช่วยดูแลดวงตาได้ดีขึ้น ควบคู่ไปกับการดูแลความสะอาดของคอนแทกต์เลนส์และการพักสายตาอย่างเหมาะสม
เพื่อนคู่คิดที่พร้อมดูแลสุขภาพแบบองค์รวมไปกับคุณ เรามุ่งมั่นส่งมอบความรู้ที่ถูกต้อง ทันสมัย และผ่านการกลั่นกรองจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ พร้อมถ่ายทอดด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เพื่อให้คุณนำไปปรับใช้ดูแลตัวเองและคนที่คุณรักในชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจ ตอบโจทย์การสร้างรากฐานสุขภาพที่ดีสำหรับทุกคนในทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน
โรคตา 4 โรคที่คนทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ต้องระวัง!
ตาล้า ปวดกระบอกตา … ดูแลด้วย ลูทีนและแอสตาแซนธิน
ตาแห้ง ตาล้า จอประสาทตาเสื่อม 3 ภัยสุขภาพดวงตาของคนไทยยุคนี้