ไตรกลีเซอไรด์สูง (มากกว่า 150 mg/dL) เกิดจากการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง แป้ง น้ำตาล และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ สมอง และตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน โดยการ ลดไตรกลีเซอไรด์ อย่างถูกวิธีนั้นจะช่วยควบคุมระดับไขมันในเลือดได้โดยไม่ต้องใช้ยารักษา
ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) คือ ไขมันในกระแสเลือดชนิดหนึ่งที่ร่างกายใช้เป็นแหล่งพลังงานสำรอง โดยร่างกายสามารถสังเคราะห์ไขมันไตรกลีเซอไรด์ได้เองจากตับ หรือจากการรับประทานอาหารประเภทไขมันโดยตรง เช่น น้ำมัน เนื้อสัตว์ติดมัน เนย กะทิ ของทอด ฯลฯ หากร่างกายได้รับมากเกินความจำเป็น ร่างกายจะแปลงจากพลังงานในอาหารเหล่านี้ เป็นไตรกลีเซอไรด์และสะสมไว้ในเซลล์ไขมันเพื่อเป็นแหล่งพลังงานสำรอง เมื่อร่างกายต้องการพลังงาน ฮอร์โมนจะสั่งให้ปลดปล่อยไตรกลีเซอไรด์ออกมาใช้เป็นพลังงาน โดยปกติแล้วไขมันไตรกลีเซอไรด์มีประโยชน์ในการดูดซึมวิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค แต่หากมีระดับไตรกลีเซอไรด์สูง และมีระดับไขมันคอเลสเตอรอลชนิดร้าย (LDL) สูง จะยิ่งทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันและโรคหลอดเลือดสมองได้
หากต้องการทราบว่าตนเองมีภาวะไขมันในเลือดสูงและจำเป็นต้องลดไตรกลีเซอไรด์หรือไม่? สามารถทำได้ด้วยการตรวจเลือด ซึ่งผลการตรวจค่าไตรกลีเซอไรด์ในเลือด แบ่งได้ตามเกณฑ์ดังต่อไปนี้
| ระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ (mg/dL) | |
| ปกติ | น้อยกว่า 150 |
| ค่อนข้างสูง | 150-199 |
| สูง | 200-499 |
| สูงมาก | 500 ขึ้นไป |
อย่างไรก็ตาม ร่างกายจะกำจัดไตรกลีเซอไรด์ออกจากร่างกายภายใน 2-3 ชั่วโมง หากงดน้ำและอาหารแล้ว ตรวจเลือดพบว่ามีไขมันไตรกลีเซอไรด์สูงเกิน 150 mg/dL อาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ จึงจำเป็นต้องลดไตรกลีเซอไรด์และควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
หากต้องการลดไตรกลีเซอไรด์ในช่วงเริ่มต้น ควรเริ่มด้วยวิธีการที่ไม่ใช้ยา ด้วยการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารในชีวิตประจำวันที่เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ที่ส่งผลต่อระดับไขมันในเลือด
1. เลือกรับประทาน Complex Carbs
วิธีที่ดีที่สุดในการ ลดไตรกลีเซอไรด์ ไม่จำเป็นต้องลดหรืออดข้าว แป้ง หรือ น้ำตาลเพียงอย่างเดียวเท่านนั้น แต่วิธีที่ยั่งยืนกว่า คือการเลือกรับประทานอย่างสมดุลด้วยการเปลี่ยนมารับประทาน Complex Carbs หรือ คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ซึ่งส่งผลดีต่อการลดไตรกลีเซอไรด์จากการที่มีใยอาหารสูง ดัชนีน้ำตาลต่ำ และลดการสังเคราะห์ไขมันใหม่ โดยอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ได้แก่ ข้าวไม่ขัดสี ข้าวโอ๊ต ควินัว และธัญพืชเต็มเมล็ด เป็นต้น
2. ลดการรับประทานไขมันทรานส์
ไขมันทรานส์ หรือ Trans fat ที่นอกจากจะขัดขวางการกำจัดไตรกลีเซอไรด์แล้ว ยังกระตุ้นให้ตับผลิตไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ ส่งผลให้ระดับไขมันเลว (LDL) สูงขึ้น และ ลดระดับไขมันดี (HDL) ลงไปด้วย โดยไขมันทรานส์มักพบใน ของทอด เบเกอรี อาหารฟาสต์ฟู้ด ครีมเทียม จึงควรหลีกเลี่ยงไขมันกลุ่มนี้ และเน้นการรับประทานไขมันไม่อิ่มตัวแทน เช่น อะโวคาโด น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว น้ำมันปลาที่มีโอเมก้า 3 สูง ที่มีส่วนช่วยให้เอนไซม์ที่ทำหน้าที่เผาผลาญไขมันทำงานได้ดีขึ้น รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการเผาผลาญไขมันและส่งผลให้การสะสมไขมันลดลง
3. เสริมการได้รับ Omega-3
Omega-3 หรือโอเมก้า 3 เป็นกรดไขมันชนิดหนึ่งที่อุดมไปด้วย EPA และ DHA ที่มีบทบาทสำคัญในการลดการอักเสบ ช่วยดูแลระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงช่วยในการทำงานของสมองและระบบประสาท พบมากในปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาซาร์ดีน ปลาทูน่า ปลาแซลมอน ปลาแอนโชวี่ (Anchovy) หรือ สารสกัดจาก น้ำมันปลาเข้มข้น (Fish Oil) โดยมีงานวิจัยที่พบว่าการเสริมโอเมก้า 3 มีส่วนสำคัญในการลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดและหัวใจ โดยลดการสังเคราะห์ไตรกลีเซอไรด์ในตับ เพิ่มการเผาผลาญไขมันในเซลล์ และช่วยเร่งการกำจัดไขมันออกจากเลือดได้ดีขึ้น คนที่ต้องการเสริมโอเมก้า 3 จากน้ำมันปลา สามารถเลือกรับประทานน้ำมันปลาสูตรเข้มข้น 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือ หากต้องการการดูดซึมที่ดีขึ้นและเป็นเม็ดเล็กกลืนง่าย สามารถเลือกแบบ 500 มิลลิกรัม 2 เม็ดต่อวันได้เช่นกัน
อ่านต่อ : Fish Oil ช่วยอะไร วิธีเลือกผลิตภัณฑ์น้ำมันปลา และการรับประทานที่ถูกต้อง
4. ออกกำลังกายเพื่อกระตุ้นการเผาผลาญ
การออกกำลังกายคือหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพในการลดไตรกลีเซอไรด์ เพราะช่วยกระตุ้นเอนไซม์ Lipoprotein Lipase (LPL) ซึ่งทำหน้าที่ดึงไขมันออกจากกระแสเลือดมาใช้เป็นพลังงาน โดยการออกกำลังกายที่เหมาะสม ได้แก่
5. จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์และงดสูบบุหรี่
การสูบบุหรี่ทำให้ร่างกายดื้ออินซูลิน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ตับผลิตไตรกลีเซอไรด์ออกมามากผิดปกติ รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังเป็นตัวแปรที่ส่งผลต่อระดับไขมันในเลือดอย่างรวดเร็ว ซึ่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้พลังงานสูง และมักกลายเป็นพลังงานส่วนเกินที่ร่างกายจะเปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอไรด์ การหยุด ลด ละ เลิก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์สามารถลดค่าไตรกลีเซอไรด์ลงได้ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ สำหรับผู้ที่มีค่าไตรกลีเซอไรด์สูงมาก การงดดื่มอาจลดไตรกลีเซอไรด์ได้ถึง 50% หรือ มากกว่านั้นโดยไม่จำเป็นต้องใช้ยา

ไตรกลีเซอไรด์ไม่ลดแม้ออกกำลังกายเป็นประจำ อาจเกิดจากการเลือกรับประทานทานอาหารที่มีน้ำตาลสูง หรือ รับประทานผลไม้รสหวานมากเกินไป เช่น ทุเรียน ขนุน ลำไย มะม่วงสุก รวมถึงความบกพร่องทางพันธุกรรมที่ทำให้ร่างกายกำจัดไตรกลีเซอไรด์ได้ช้ากว่าปกติ
สามารถเลือกเสริมโอเมก้า 3 จากพืชได้ เช่น เมล็ดแฟลกซ์ เมล็ดเจีย หรือ น้ำมันสาหร่าย (Algal oil) ที่อุดมไปด้วย EPA และ DHA ได้
ไม่ได้ เพราะน้ำมันตับปลา (Cod Liver Oil) สกัดมาจากตับของปลา ซึ่งเน้นให้ วิตามิน A และวิตามิน D ในปริมาณสูง แต่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 (EPA และ DHA) ซึ่งเป็นตัวหลักในการช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ น้อยกว่า น้ำมันปลา (Fish Oil) อย่างมาก
ค่าไตรกลีเซอไรด์ปกติควรน้อยกว่า 150 mg/dL หากสูงระหว่าง 150-199 เรียกว่าเริ่มสูง และหากมากกว่า 500 mg/dL จะมีความเสี่ยงสูงและอันตรายต่อการเกิดโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน
ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาเป็นประจำ
ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนรับประทาน
เพื่อนคู่คิดที่พร้อมดูแลสุขภาพแบบองค์รวมไปกับคุณ เรามุ่งมั่นส่งมอบความรู้ที่ถูกต้อง ทันสมัย และผ่านการกลั่นกรองจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ พร้อมถ่ายทอดด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เพื่อให้คุณนำไปปรับใช้ดูแลตัวเองและคนที่คุณรักในชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจ ตอบโจทย์การสร้างรากฐานสุขภาพที่ดีสำหรับทุกคนในทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน
Krill Oil (คริลล์ออย) ตัวช่วยลดภาวะไขมันในเลือดสูง