เสียงแหบเกิดจากอะไร ? กู้เสียงด้วยเทคนิคแก้เสียงแหบเร่งด่วน

เจ็บคอ ระคายคอ
เสียงแหบเกิดจากอะไร ? เกิดจากความผิดปกติของเส้นเสียง ทำให้เสียงแหบพร่า เบาลง หรือเปลี่ยนโทน

Key takeaway / Summary of topic answer

เสียงแหบเกิดจากอะไร ? เสียงแหบเกิดจากการทำงานผิดปกติของเส้นเสียงเมื่อมีการอักเสบ บวม หรือถูกระคายเคือง จึงควรพักเสียงทันที ดื่มน้ำอุ่น รวมถึงใช้วิธีแก้เสียงแหบเร่งด่วน เช่น สูดไอน้ำหรือกลั้วคอด้วยน้ำเกลือ และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เพิ่มการระคายเคือง โดยหากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 สัปดาห์หรือมีสัญญาณเตือนรุนแรง ควรพบแพทย์ ส่วนการป้องกันระยะยาวรวมถึงการวอร์มเสียง ควรใช้เทคนิคการหายใจที่ถูกต้อง รักษาความชุ่มชื้น และปรับสภาพแวดล้อมและการกินเพื่อหลีกเลี่ยงการกำเริบซ้ำ

Table of Content

    เคยไหม ? วันที่มีนัดสำคัญ ต้องพรีเซนต์งาน หรืออยากจะร้องเพลงให้สุดเสียง แต่กลับกลายเป็นว่าเสียงพร่า ๆ หรือมีความรู้สึกระคายคอมาขัดจังหวะ อาการเสียงแหบหรือเสียงหายไม่ใช่แค่เรื่องของความรำคาญใจ แต่เป็นสัญญาณเตือนว่า “เส้นเสียง” และ “ลำคอ” ของคุณกำลังทำงานหนักเกินไป หรือกำลังเผชิญกับการอักเสบเข้าให้แล้ว 

    การดูแลคอให้กลับมาสดใสไม่ใช่เรื่องยาก หากเราเข้าใจสาเหตุและรู้วิธีปรนนิบัติอย่างถูกจุด เพื่อให้คุณกลับมาใช้เสียงได้อย่างมั่นใจในทุกกิจกรรมโปรดอีกครั้ง

    เสียงแหบเกิดจากอะไร ? เข้าใจสาเหตุก่อนแก้

    เสียงแหบคืออะไร เกิดขึ้นกับเส้นเสียงอย่างไร ? 

    เสียงแหบเกิดจากอะไร ? ความจริงแล้วสาเหตุมีหลากหลาย เสียงแหบ (Hoarseness) ไม่ใช่โรค แต่เป็นอาการที่เกิดจากความผิดปกติของ “เส้นเสียง” ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อสองแถบที่อยู่ภายในกล่องเสียง โดยปกติเมื่อเราพูด เส้นเสียงจะสั่นสะเทือนเข้าหากันเพื่อให้เกิดเสียง แต่เมื่อเกิดการอักเสบ บวม หรือมีอะไรมาขวางกั้น ทำให้เส้นเสียงปิดไม่สนิทหรือสั่นสะเทือนได้ไม่เต็มที่ เสียงที่ออกมาจึงแหบพร่า เบาลง หรือเปลี่ยนโทนไปจากเดิม

    กลุ่มสาเหตุหลักของเสียงแหบ

    การติดเชื้อและการเจ็บป่วย เช่น หวัดและกล่องเสียงอักเสบ

    สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือ การติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด หรือกล่องเสียงอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งส่งผลให้เยื่อบุทางเดินหายใจบวมแดงและระคายเคือง ทำให้เกิดอาการเสียงหาย เสียงแหบ 

    การใช้เสียงมากเกินไป หรือใช้เสียงผิดวิธี

    กลุ่มคนที่ต้องใช้เสียงเยอะ เช่น ครู นักร้อง หรือพนักงานขาย มักประสบปัญหาเส้นเสียงล้าจากการตะโกน ตะเบ็ง หรือพูดติดต่อกันนานเกินไปโดยไม่ได้พัก

    การระคายเคืองจากสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรม

    การสูบบุหรี่ การอยู่ในพื้นที่ที่มีฝุ่นควันเยอะ หรือแม้แต่การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และคาเฟอีน ล้วนทำให้เยื่อบุลำคอแห้งและระคายเคืองได้ง่าย

    กรดไหลย้อนและโรคอื่น ๆ

    กรดจากกระเพาะอาหารที่ไหลย้อนขึ้นมาถึงบริเวณกล่องเสียง สามารถกัดกร่อนและทำให้เส้นเสียงอักเสบเรื้อรัง จนเกิดอาการเสียงแหบโดยเฉพาะในช่วงเช้าหลังตื่นนอน

    เสียงหาย เสียงแหบ ควรทําอย่างไรให้เสียงกลับมาเร็วที่สุด ?

    หลักดูแลตัวเองเบื้องต้น (ทำได้ทันทีที่รู้สึกเสียงแหบ)

    หากคุณกำลังมองหาวิธีแก้เสียงแหบแบบเร่งด่วน เพื่อให้เสียงกลับมาใช้งานได้โดยเร็ว มีหลักการดูแลตัวเองเบื้องต้นที่ควรทำทันที ดังนี้

    • พักเสียงทันที : ลดการพูดและใช้เสียงให้เหลือน้อยที่สุด งดการร้องเพลง ตะโกน หรือใช้เสียงในโทนสูง
    • ดื่มน้ำอุ่นบ่อย ๆ : เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่เยื่อบุลำคอและเส้นเสียง ควรดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 8-10 แก้วต่อวัน
    • นอนหลับพักผ่อน : การนอนให้ได้ 7-9 ชั่วโมง ช่วยให้ร่างกายซ่อมแซมและฟื้นฟูเส้นเสียงได้ดีขึ้น

    ทริกแก้เสียงแหบเร่งด่วนที่บ้าน

    นอกจากการดื่มน้ำแล้ว การสูดดมไอน้ำร้อน (Steam Inhalation) หรือการกลั้วคอด้วยน้ำเกลืออ่อน ๆ สามารถช่วยลดการบวมและเพิ่มความชุ่มชื้นในลำคอได้ทันที วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการแก้เสียงแหบเร่งด่วน ก่อนมีกิจกรรมสำคัญ

    สิ่งที่ควรเลี่ยงทันทีเมื่อเริ่มเสียงแหบ

    • งดการกระซิบ : หลายคนเข้าใจผิดว่าการกระซิบช่วยพักเสียง แต่จริง ๆ แล้วการกระซิบต้องใช้แรงเค้นเส้นเสียงมากกว่าปกติ
    • เลี่ยงอาหารรสจัดและของทอด : เพราะจะทำให้อาการระคายเคืองหรืออักเสบในลำคอเพิ่มขึ้น
    • งดการขยับคอหรือกระแอมไอ : เพราะเป็นการกระแทกเส้นเสียงโดยตรง

    เจ็บคอเสียงแหบ ไม่มีไข้อันตรายไหม ควรเช็กอะไรบ้าง ? 

    อาการเจ็บคอเสียงแหบ แต่ไม่มีไข้ ส่วนใหญ่มักเกิดจากการใช้เสียงมากเกินไป (Vocal Strain) หรืออาการระคายเคืองจากภูมิแพ้และฝุ่นควัน ซึ่งมักจะดีขึ้นเองได้หากได้รับการดูแลที่เหมาะสม 

    อย่างไรก็ตาม อาการ เจ็บคอเสียงแหบแต่ไม่มีไข้นั้นไม่ได้หมายความว่าไม่จำเป็นต้องดูแล เพียงแค่หมายความว่าอาจไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อที่มีไข้ร่วมด้วยเท่านั้น

    สัญญาณที่ยังพอดูแลตัวเองได้

    • หากเสียงเริ่มแหบหลังจากการใช้เสียงหนัก ๆ เช่น ไปร้องคาราโอเกะ หรือเชียร์กีฬา
    • อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อได้พักเสียงและดื่มน้ำอุ่น
    • ไม่มีอาการกลืนลำบาก หรือหายใจติดขัด

    สัญญาณเตือนที่ควรพบแพทย์ด่วน

    • หากเสียงแหบติดต่อกันนานเกิน 2-3 สัปดาห์
    • มีอาการเจ็บคออย่างรุนแรง หรือกลืนลำบาก
    • ไอเป็นเลือด หรือรู้สึกเหมือนมีก้อนในลำคอ
    • เสียงแหบร่วมกับอาการหายใจลำบาก หรือหายใจมีเสียงดัง

    เป็นหวัดเสียงหายเสียงแหบจากหวัด ดูแลยังไงให้หายเร็ว ?

    ทำไมเวลาเป็นหวัดแล้วเสียงหาย ?

    อาการเป็นหวัดเสียงหาย เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ เพราะเมื่อร่างกายติดเชื้อไวรัส ระบบภูมิคุ้มกันจะส่งเลือดมาเลี้ยงบริเวณทางเดินหายใจมากขึ้น ทำให้เนื้อเยื่อบวมแดงและมีเสมหะปกคลุมเส้นเสียง ทำให้การสั่นสะเทือนผิดปกติไปจนเสียงหายในที่สุด โดยการเป็นหวัดเสียงหาย มักจะมาพร้อมกับอาการอื่น ๆ เช่น ไอ น้ำมูกไหล และเจ็บคอ

    แนวทางดูแลเสียงหายจากหวัด

    เมื่อเป็นหวัดเสียงหาย ควรดูแลตัวเองดังนี้

    1. กำจัดเสมหะ : ดื่มน้ำสะอาดเยอะ ๆ เพื่อช่วยละลายเสมหะ ไม่ให้เหนียวข้นเกินไป การสูดดมไอน้ำร้อนก็ช่วยได้ดี
    2. ลดการอักเสบ : เลือกใช้สารสกัดจากธรรมชาติที่มีฤทธิ์ช่วยลดการอักเสบ บวมแดง ในลำคอ เช่น สารสกัดจากคาโมมายล์ โพรโพลิส
    3. รักษาสุขอนามัยช่องปาก : เพื่อลดจำนวนเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของการอักเสบ ควรแปรงฟันอย่างสม่ำเสมอ และกลั้วคอด้วยน้ำเกลืออุ่น
    4. พักผ่อนให้เพียงพอ : ร่างกายต้องการพลังงานในการสู้กับเชื้อไวรัส การนอนหลับอย่างเพียงพอจะช่วยเร่งการฟื้นฟู

    เสียงแหบ กินอะไรหาย? อาหาร-เครื่องดื่มที่ช่วยฟื้นฟูและที่ควรเลี่ยง

    เสียงแหบกินอะไรหาย ? อาหาร-เครื่องดื่มที่ช่วยบรรเทาเสียงแหบ และอาหารที่ควรเลี่ยง

    อาหารและเครื่องดื่มที่ช่วยบรรเทาเสียงแหบ

    คำถามที่หลายคนสงสัยคือ เมื่อเสียงแหบแล้วกินอะไรหายบ้าง ? คำตอบคือการเลือกอาหารและเครื่องดื่มที่เหมาะสม ดังนี้

    • น้ำอุ่น หรือน้ำผสมน้ำผึ้ง ช่วยเคลือบลำคอ เพิ่มความชุ่มชื้น ลดการระคายคอ ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่ไม่แพ้น้ำผึ้งและไม่มีข้อห้ามด้านสุขภาพ
    • ชาสมุนไพร เช่น ชาคาโมมายล์ ชาขิง ช่วยลดการอักเสบและอุ่นคอ
    • ซุปไก่อุ่น ๆ ให้ทั้งความอบอุ่น ความชุ่มชื้น และสารอาหารที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน
    • ผักผลไม้ที่มีกากใยและสารต้านอนุมูลอิสระสูง เช่น ผักใบเขียว บรอกโคลี แครอท ช่วยลดการอักเสบและช่วยระบบย่อยอาหาร ลดโอกาสกรดไหลย้อน
    • กล้วยหอม นุ่ม ไม่ระคายคอ และให้พลังงาน

    อาหารและพฤติกรรมการกินที่ควรเลี่ยง

    นอกจากสิ่งที่กินจะช่วยบรรเทาเสียงแหบแล้ว ก็ยังมีอาหารและพฤติกรรมการกินที่ควรเลี่ยงด้วยเช่นกัน ได้แก่

    • เลี่ยงของทอด ของมัน อาหารรสจัด เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เพราะจะกระตุ้นกรดไหลย้อนและระคายคอ ทำให้เสียงแหบเรื้อรัง
    • ลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และคาเฟอีน รวมถึงน้ำอัดลม เพราะทำให้คอแห้งและระคายเคือง
    • หลีกเลี่ยงการกินมื้อใหญ่ดึก ๆ เพื่อลดโอกาสกรดไหลย้อนตอนนอน
    • งดอาหารและเครื่องดื่มเย็นจัด เพราะอาจทำให้เส้นเสียงหดตัวและอักเสบมากขึ้น
    • ลดนมและผลิตภัณฑ์นม สำหรับบางคนที่พบว่าทำให้เสมหะข้นขึ้น

    บรรเทาเสียงแหบแห้งด้วยสเปรย์สมุนไพร

    การใช้สเปรย์พ่นในช่องปากและลำคอที่มีส่วนผสมของสมุนไพรธรรมชาติ 7 ชนิด สามารถช่วยบรรเทาอาการได้ตรงจุด โดยสมุนไพรที่นิยมใช้และมีประสิทธิภาพ ได้แก่

    • สารสกัดจากดอกคาโมมายล์ : ช่วยลดการอักเสบ บรรเทาการระคายเคือง และให้ความรู้สึกผ่อนคลาย
    • โพรโพลิส : สารสกัดจากผึ้ง ช่วยฆ่าเชื้อโรค ป้องกันการติดเชื้อซ้ำ และเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
    • น้ำจากใบว่านหางจระเข้ : ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น บรรเทาการระคายเคือง และเร่งการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
    • น้ำมันหอมระเหยเปปเปอร์มินต์ : ให้ความรู้สึกเย็น สดชื่น ช่วยบรรเทาอาการคันคอและระคายเคือง
    • ยูคาลิปตอล : ช่วยให้หายใจโล่ง ลดความอึดอัดในลำคอ และมีฤทธิ์ต้านเชื้อ
    • สารสกัดจากรากชะเอมเทศ : ช่วยละลายเสมหะและบรรเทาอาการไอ ทำให้การขับเสมหะง่ายขึ้น
    • น้ำผึ้ง : ช่วยชุ่มคอและลดการระคายเคือง เคลือบลำคอด้วยชั้นป้องกันตามธรรมชาติ

    การใช้สเปรย์สมุนไพรเหล่านี้จะช่วยให้ได้รับสารสำคัญเข้าสู่บริเวณที่มีอาการโดยตรง ทำให้รู้สึกดีขึ้นเร็วกว่าการรับประทานยาทั่วไป และไม่มีน้ำตาลหรือสารเคมีที่อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียง

    การดื่มน้ำบ่อย ๆ เป็นวิธีแก้เสียงแหบเร่งด่วนเพื่อรักษาความชุ่มชื้นของเส้นเสียง

    ปรับพฤติกรรมและการใช้เสียง ป้องกันไม่ให้เสียงแหบซ้ำ

    เทคนิคใช้เสียงให้ปลอดภัยสำหรับคนที่ต้องใช้เสียงเยอะ

    เมื่อเข้าใจแล้วว่าเสียงหาย เสียงแหบ ควรทำอย่างไร สิ่งสำคัญคือการป้องกันไม่ให้อาการกลับมาซ้ำ โดยมีเทคนิคการใช้เสียงดังนี้

    • วอร์มเสียงก่อนใช้เสียงนาน ๆ เช่น ครู นักร้อง พิธีกร ควรทำการฮัมเพลง ผ่อนคลายกล้ามเนื้อคอและขากรรไกร เพื่อลดการกระแทกของเส้นเสียง
    • พูดด้วยระดับเสียงปกติ ใช้ไมโครโฟนช่วยแทนการตะโกน และพักเสียงเป็นช่วง ๆ ระหว่างวัน ไม่ควรพูดติดต่อกันเกิน 2-3 ชั่วโมงโดยไม่พัก
    • หายใจจากกะบังลม ไม่ใช่จากคอ จะช่วยให้เสียงมีพลังมากขึ้นโดยไม่ทำร้ายเส้นเสียง
    • ดื่มน้ำบ่อย ๆ โดยเฉพาะขณะที่กำลังใช้เสียงเยอะ เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของเส้นเสียง

    ดูแลสิ่งแวดล้อมรอบตัวให้เหมาะกับเส้นเสียง

    • เพิ่มความชื้นในอากาศ หากต้องอยู่ในห้องแอร์นาน ๆ ควรมีเครื่องเพิ่มความชื้นเพื่อไม่ให้คอแห้ง ควรรักษาความชื้นในห้องไว้ที่ 40-60%
    • หลีกเลี่ยงฝุ่นละอองและควันบุหรี่ ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นการอักเสบเรื้อรัง สวมหน้ากากอนามัยในสถานที่ที่มีฝุ่นมาก
    • เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ไม่ระคายเคือง หลีกเลี่ยงสารเคมีที่มีกลิ่นแรงซึ่งอาจระคายต่อทางเดินหายใจ
    • รักษาอุณหภูมิห้องให้เหมาะสม ไม่เย็นหรือร้อนจัดเกินไป

    การจัดการความเครียด

    ความเครียดสามารถทำให้กล้ามเนื้อคอและไหล่ตึง ส่งผลต่อการใช้เสียง ดังนั้นจึงควรปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังนี้

    • ฝึกการหายใจเพื่อผ่อนคลาย ช่วยลดความตึงเครียดในกล้ามเนื้อ
    • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ช่วยลดความเครียดและเพิ่มความแข็งแรงของร่างกาย
    • นอนหลับให้เพียงพอ ร่างกายและเส้นเสียงต้องได้รับการพักฟื้นอย่างเต็มที่

    คืนความสดใสให้เส้นเสียงด้วยการดูแลจากธรรมชาติ

    สุดท้ายแล้ว การดูแลเสียงให้คงความกังวานและสุขภาพดีอยู่เสมอ ไม่เพียงขึ้นอยู่กับการรักษาตอนที่เจ็บป่วยเท่านั้น แต่ยังต้องปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันให้เหมาะสม เช่น

    • การพักผ่อนให้เพียงพอ 7-9 ชั่วโมง เพื่อให้เส้นเสียงได้ฟื้นฟู
    • การเลี่ยงอาหารรสจัดที่อาจกระตุ้นการอักเสบ และเลือกรับประทานอาหารที่ช่วยบำรุงคอ
    • การดื่มน้ำสะอาดอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 8-10 แก้วต่อวัน
    • การใช้เสียงอย่างถูกวิธี พักเสียงเป็นระยะ และไม่ใช้เสียงหนักเกินไป
    • การเลือกตัวช่วยจากธรรมชาติอย่างสเปรย์พ่นคอที่มีส่วนผสมของสมุนไพร 7 ชนิด เช่น โพรโพลิส คาโมมายล์ และน้ำผึ้ง เพื่อช่วยลดการสะสมของเชื้อโรค บรรเทาอาการระคายเคือง และเติมความชุ่มชื้นโดยไม่พึ่งพาสารเคมีหรือน้ำตาล

    เพียงเท่านี้ “เสียง” ที่เป็นเอกลักษณ์ของคุณก็จะกลับมาพร้อมลุยในทุกสถานการณ์อย่างปลอดภัยและยั่งยืน อย่าลืมว่าการดูแลเสียงเป็นการลงทุนระยะยาวที่คุ้มค่า เพราะเสียงของคุณคือเครื่องมือสื่อสารที่สำคัญที่สุดในชีวิตประจำวัน ทั้งในการทำงาน การสร้างสัมพันธ์ และการแสดงออกถึงความเป็นตัวคุณ

    คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเสียงแหบและการดูแลเส้นเสียง (FAQs)

    Q: เสียงแหบต้องกินยาปฏิชีวนะทุกครั้งไหม ?

    A: ส่วนใหญ่เสียงแหบจากหวัดหรือการใช้เสียงมาก ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ เพราะมักเกิดจากไวรัสหรือการอักเสบ ไม่ใช่แบคทีเรีย ยาปฏิชีวนะจะมีประสิทธิภาพเฉพาะกับเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น การใช้ยาปฏิชีวนะควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เท่านั้น เพื่อลดปัญหาเชื้อดื้อยา แนะนำให้เริ่มจากการพักเสียง ดื่มน้ำอุ่นเยอะ ๆ และใช้สเปรย์พ่นคอที่มีสารสกัดจากสมุนไพรธรรมชาติ หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 3-5 วัน หรือมีไข้สูง เจ็บคอรุนแรง จึงควรพบแพทย์

    Q: การกระซิบเวลาคอแหบช่วยถนอมเสียงจริงไหม ?

    A: การกระซิบทำให้เส้นเสียงเกร็งและเสียดสีกันมากกว่าการพูดเสียงธรรมดา อาจยิ่งทำให้เส้นเสียงระคายเคืองและอักเสบมากขึ้น เพราะการกระซิบต้องใช้แรงดึงเส้นเสียงให้ตึงมากกว่าปกติ ซึ่งสวนทางกับการพักเสียงที่ต้องการ หากต้องพูด แนะนำให้พูดเสียงเบาในโทนปกติ และลดเวลาในการพูดแทน หรือดีที่สุดคือการเขียนสื่อสารแทนการพูดในช่วงที่เส้นเสียงกำลังฟื้นฟู

    Q: ใช้ยาพ่นสเตียรอยด์รักษาโรคปอด/หอบหืด ทำให้เสียงแหบได้ไหม ?

    A: การใช้ยาพ่นสเตียรอยด์บางชนิดเป็นเวลานาน อาจทำให้ระคายเส้นเสียงและเสียงแหบได้ในบางราย เนื่องจากสเตียรอยด์ที่ตกค้างในบริเวณกล่องเสียง อาจทำให้เกิดการอักเสบเล็กน้อยหรือมีเชื้อราในช่องปาก ดังนั้น ควรบ้วนปากและกลั้วคอทุกครั้งหลังพ่นยา เพื่อชะล้างสารยาที่ตกค้าง และปรึกษาแพทย์หากมีเสียงแหบรบกวนชีวิตประจำวัน แพทย์อาจปรับขนาดยาหรือแนะนำวิธีการใช้ยาที่เหมาะสมกับคุณมากขึ้น

    Q: เสียงแหบตอนเช้าเป็นประจำ เกี่ยวกับกรดไหลย้อนหรือเปล่า ?

    A: หลายคนที่มีกรดไหลย้อนมักเสียงแหบตอนเช้า เจ็บคอ หรือไอเรื้อรังจากกรดที่ไหลย้อนขึ้นมาขณะนอน โดยเฉพาะผู้ที่นอนราบหรือกินมื้อเย็นดึก กรดจากกระเพาะอาหารสามารถไหลขึ้นมากัดกร่อนเส้นเสียงได้ตลอดคืน การปรับพฤติกรรมการกินมื้อเย็นให้เบาและเว้นอย่างน้อย 3 ชั่วโมงก่อนนอน ช่วยลดอาการได้ นอกจากนี้ ควรยกหัวเตียงสูงประมาณ 15-20 ซม. เลี่ยงอาหารรสจัด ของทอด และเครื่องดื่มคาเฟอีนในช่วงเย็น หากปรับพฤติกรรมแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจและรักษาโรคกรดไหลย้อนอย่างเหมาะสม

    Q: เด็กเล็กเสียงแหบบ่อยควรกังวลไหม ?

    A: เด็กที่ติดหวัดบ่อยหรือชอบตะโกนเล่น อาจมีเสียงแหบช่วงสั้น ๆ แล้วหายเองเมื่อพักเสียงและหายหวัด เพราะเส้นเสียงของเด็กยังไม่แข็งแรงเท่าผู้ใหญ่ การตะโกน ร้องไห้นาน ๆ หรือร้องเพลงเสียงดังอาจทำให้เส้นเสียงอักเสบได้ง่าย แต่หากเด็กหายใจมีเสียงวี้ด หอบ เหนื่อย กินได้น้อย หรือเสียงแหบนานเกิน 2 สัปดาห์ ควรรีบพาไปพบกุมารแพทย์หรือหมอหูคอจมูก เพราะอาจเป็นสัญญาณของปัญหาที่ร้ายแรงกว่า เช่น การติดเชื้อในกล่องเสียง หรือความผิดปกติของเส้นเสียงที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม

    อัลบั้มภาพ
    Picture of ทีม Mega We care
    ทีม Mega We care

    เพื่อนคู่คิดที่พร้อมดูแลสุขภาพแบบองค์รวมไปกับคุณ เรามุ่งมั่นส่งมอบความรู้ที่ถูกต้อง ทันสมัย และผ่านการกลั่นกรองจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ พร้อมถ่ายทอดด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เพื่อให้คุณนำไปปรับใช้ดูแลตัวเองและคนที่คุณรักในชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจ ตอบโจทย์การสร้างรากฐานสุขภาพที่ดีสำหรับทุกคนในทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน

    ข่าวสุขภาพอื่นๆ

    หวัด ภูมิแพ้

    ยาแก้แพ้ กับเรื่องที่ต้องรู้

    หวัด ภูมิแพ้

    รคภูมิแพ้แก้ได้ เรื่องง่ายๆ ที่ใครก็คิดว่ายาก

    ภูมิคุ้มกัน

    หลักการกินสมุนไพรฟ้าทะลายโจรเพื่อรักษาโรคโควิด-19 และโรคหวัด