ระบบเผาผลาญพัง ตัวการสำคัญทำลดหุ่นไม่ได้ผล

ลดน้ำหนัก กระชับสัดส่วน
ระบบเผาผลาญพัง ลดน้ำหนักไม่ลง

สาเหตุ ระบบเผาผลาญพัง และวิธีกู้ร่างกายให้เผาผลาญไขมันได้ดีขึ้น

Key takeaway / Summary of topic answer

ภาวะน้ำหนักนิ่งแม้จะคุมอาหารและออกกำลังกาย อาจมีสาเหตุจากพฤติกรรมสะสม เช่น การจำกัดพลังงานมากเกินไปเป็นเวลานาน ความเครียดเรื้อรัง และการพักผ่อนไม่เพียงพอ การดูแลร่างกายอย่างรอบด้านควรเริ่มจากการปรับพฤติกรรมพื้นฐาน ได้แก่ นอนหลับให้ตรงเวลาและเพียงพอ รับประทานโปรตีนคุณภาพสูงให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เลือกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (Low GI) รับประทานผักก่อนมื้ออาหาร เสริมด้วยไขมันดีและชาเขียว ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน (Resistance Training) สลับกับคาร์ดิโออย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการเพื่อรับการประเมินและคำแนะนำที่เหมาะสมกับสุขภาพของแต่ละบุคคล

Table of Contents


    หลายคนที่กำลังควบคุมน้ำหนัก ลดไขมัน มักประสบปัญหาภาวะน้ำหนักตัวคงที่ (Weight Loss Plateau) แม้จะจำกัดการบริโภคอาหารอย่างเข้มงวด หรือ พยายามออกกำลังกายอย่างหนักแต่กลับไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน ภาวะนี้อาจเป็นผลมาจาก ระบบเผาผลาญพัง ที่เกิดจากระบบเมทาบอลิซึมไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในคนที่อดอาหาร ลดหุ่นเร่งด่วนแบบผิดวิธี หรือแม้กระทั่งคนที่นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอมาเป็นเวลานาน

    ระบบเผาผลาญ คืออะไร?

    ระบบเผาผลาญ (Metabolism) คือ กระบวนการทางเคมีที่ซับซ้อนในร่างกาย ซึ่งทำหน้าที่เปลี่ยนสารอาหาร ทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน ให้กลายเป็นพลังงานเพื่อหล่อเลี้ยงเซลล์ต่างๆ พลังงานนี้ถูกใช้ตั้งแต่กิจกรรมพื้นฐาน (Basal Metabolic Rate: BMR) เช่น การเต้นของหัวใจ การทำงานของสมอง การหายใจ ไปจนถึงการเคลื่อนไหวหนักๆ หากระบบนี้ทำงานได้สมบูรณ์ ร่างกายจะสามารถ เผาผลาญไขมัน ได้อย่างต่อเนื่องแม้ในขณะนอนหลับ แต่ในทางกลับกัน หากระบบเผาผลาญพัง ร่างกายจะเผาผลาญพลังงานได้น้อยลง ส่งผลให้ไขมันสะสมมากขึ้นและลดน้ำหนักได้ยากขึ้น

    ระบบเผาผลาญพัง เกิดจากอะไร?

    อาการที่ระบบเผาผลาญทำงานผิดปกติ หรือ “ระบบเผาผลาญพัง” ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่เป็นผลสะสมจากหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการรักษาพลังงานในร่างกาย ได้แก่

    1. อายุที่มากขึ้น
    เมื่ออายุมากขึ้น โดยเฉพาะหลังวัย 30 ปี ร่างกายจะเริ่มสูญเสียมวลกล้ามเนื้อหากขาดการเสริมสร้างกล้ามเนื้อที่เหมาะสม เนื่องจากกล้ามเนื้อเป็นเนื้อเยื่อที่มีอัตราการใช้พลังงานสูง (Metabolically Active Tissue) การลดลงของกล้ามเนื้อจึงส่งผลโดยตรงให้อัตราการเผาผลาญพื้นฐาน (BMR) ต่ำลง ทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้น้อยลงในแต่ละวัน

    2. ความเครียด
    ความเครียดเรื้อรังกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ในระดับสูง ซึ่งส่งผลให้ต่อมไทรอยด์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการเผาผลาญทำงานผิดปกติ นอกจากนี้ยังทำให้ร่างกายสะสมไขมันที่หน้าท้องได้ง่ายขึ้น ทำให้รู้สึกหิวง่าย และอยากของหวานมากขึ้นเพื่อลดความเครียด

    3. พฤติกรรมการอดอาหารหรือควบคุมอาหารแบบผิดวิธี
    ทำให้เกิดกลไก Adaptive Thermogenesis ที่เมื่อมีการจำกัดแคลอรี่ที่เข้มงวดเกินไปหรือลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วผิดวิธี ร่างกายจะรับรู้ว่าเป็นสภาวะขาดแคลนอาหาร (Famine Response) และจะตอบสนองด้วยการลดการทำงานของระบบที่ไม่จำเป็น เช่น ระบบสืบพันธุ์ และปรับลดอัตราการเผาผลาญลงอย่างมีนัยสำคัญเพื่อรักษาชีวิต (Metabolic Adaptation) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้น้ำหนักนิ่ง และเกิดโยโย่เอฟเฟกต์ (Yo-Yo Effect) เมื่อกลับมารับประทานอาหารตามปกติ

    4. สารเคมีและสิ่งเจือปนตกค้าง
    สารเคมีตกค้างจากสิ่งแวดล้อม เช่น สารเคมีกำจัดศัตรูพืช หรือสารในพลาสติก (BPA/Phthalates) ที่ปนเปื้อนในอาหาร ส่งผลกระทบต่อระบบต่อมไร้ท่อ (Endocrine Disruptors) โดยสามารถเข้าไปเลียนแบบหรือรบกวนการทำงานของฮอร์โมนธรรมชาติในร่างกาย โดยเฉพาะฮอร์โมนที่ควบคุมความหิวและความอิ่ม (Leptin & Ghrelin) จึงทำให้สัญญาณการเผาผลาญพลังงานผิดเพี้ยนไปจากปกติ

    5. ฮอร์โมนไม่สมดุล 

    • โกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) เป็นฮอร์โมนแห่งการซ่อมแซมและเผาผลาญไขมันจะหลั่งออกมามากที่สุดในช่วงที่หลับสนิท (Deep Sleep) ระหว่างเวลา 22.00 – 02.00 น. หากนอนน้อย พักผ่อนไม่เพียงพอ จะส่งผลให้ระบบเผาผลาญพังได้แม้จะควบคุมการรับประทานอาหารเป็นอย่างดีแล้วก็ตาม
    • ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) หรือฮอร์โมนเพศหญิงทำหน้าที่ควบคุมการกระจายไขมันไปยังบริเวณหน้าท้อง สะโพก ต้นขา และหน้าอก เมื่อฮอร์โมนนี้ไม่สมดุล ร่างกายจะสะสมไขมันมากขึ้น ประจำเดือนมาไม่ปกติ บวมน้ำง่าย 
    • ฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) มีหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและทำงานสัมพันธ์กับฮอร์โมนเอสโตรเจน หากร่างกายได้รับแป้งหรือน้ำตาลมากเกินไป น้ำตาลในเลือดจะถูกเปลี่ยนไปเป็นไขมันสะสมที่หน้าท้องแทน ทำให้หิวบ่อย น้ำหนักขึ้นๆ ลงๆ เป็นต้น

    ระบบเผาผลาญพัง สังเกตได้อย่างไร?

    1. ควบคุมอาหารและออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่น้ำหนักไม่ลดลง

    แม้จะพยายามควบคุมอาหารและออกกำลังกายอย่างหนักต่อเนื่องนานกว่า 4-6 สัปดาห์ แต่น้ำหนักและสัดส่วนกลับไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากร่างกายปรับลดอัตราการใช้พลังงานลงเพื่อเข้าสู่โหมดรักษาพลังงานสำรอง

    2. น้ำหนักขึ้นง่าย แต่ลดยาก

    เมื่อระบบเผาผลาญทำงานช้าลง ร่างกายจะไวต่อแคลอรี่ที่ได้รับเพิ่มขึ้น แม้จะกลับมารับประทานอาหารปกติเพียงเล็กน้อย แต่น้ำหนักอาจพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว 1-2 กิโลกรัม และการลดน้ำหนักในครั้งต่อไปจะทำได้ยากยิ่งขึ้น

    3. รู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีแรง และอารมณ์แปรปรวนบ่อย

    การขาดแคลนพลังงานสำรองที่ดึงออกมาใช้ได้ทันที ทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนแรง และสมองล้า ตลอดทั้งวัน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงานและการควบคุมอารมณ์

    4. ปวดหัวและหน้ามืดบ่อยครั้ง

    เมื่อระบบเผาผลาญพัง กระบวนการสร้างความร้อนในร่างกายจะลดลงด้วย ส่งผลให้มีอาการมือเท้าเย็นผิดปกติ หรือ มีอาการหน้ามืดวิงเวียนเนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดและการไหลเวียนโลหิตไม่คงที่

    5. นอนหลับยากหรือง่วงนอนตลอดเวลาแม้พักผ่อนเพียงพอ

    ฮอร์โมนควบคุมการเผาผลาญทำงานสัมพันธ์กับฮอร์โมนการนอน (Melatonin) หากระบบนี้รวน อาจทำให้รู้สึกง่วงนอนในเวลากลางวันแต่กลับสดชื่นผิดปกติในช่วงดึก นำไปสู่ภาวะพักผ่อนไม่เพียงพอซึ่งจะกลับมาซ้ำเติมระบบเผาผลาญให้พังยิ่งขึ้น

    6. มีความผิดปกติของฮอร์โมนและผิวพรรณ

    เมื่อระบบเผาผลาญพังอาจสังเกตได้ว่า ผิวพรรณแห้งกร้าน ผมร่วงผิดปกติ เนื่องจากร่างกายขาดสารอาหารไปหล่อเลี้ยงเซลล์ รวมถึงความผิดปกติของระบบสืบพันธุ์ เช่น ประจำเดือนมาไม่ปกติในสตรี หรือความต้องการทางเพศที่ลดลงในผู้ชาย

    วิธีแก้ ระบบเผาผลาญพัง

    ระบบเผาผลาญพัง แก้ยังไง? วิธีฟื้นฟูร่างกายอย่างยั่งยืน

    ระบบเผาผลาญพัง เปรียบเสมือนวงจรสุขภาพที่ผิดเพี้ยน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ ทั้งพฤติกรรมการบริโภค การออกกำลังกาย คุณภาพการนอนหลับ และความไม่สมดุลของฮอร์โมน วิธีฟื้นฟู  ระบบเผาผลาญพัง แก้ยังไง?  จึงไม่ใช่เพียงการเลือกทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่คือการปรับสมดุลวงจรชีวิตแบบองค์รวม ดังนี้

    1. การปรับฮอร์โมนให้สมดุลเพื่อกระตุ้นการเผาผลาญ

    เนื่องจาก “ฮอร์โมน” เปรียบเสมือนผู้ควบคุมคำสั่งการเผาผลาญในร่างกาย หากฮอร์โมนสมดุล ร่างกายจะใช้พลังงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ดังนั้นเมื่อระบบเผาผลาญพัง วิธีแก้ที่สำคัญและไม่ควรมองข้าม คือ การปรับฮอร์โมนให้สมดุล โดยการเข้านอนก่อน 23.00 น.เพื่อให้ร่างกายเข้าสู่ช่วง Deep Sleep ได้ทันเวลาที่โกรทฮอร์โมนจะหลั่งออกมาซ่อมแซมและดึงไขมันไปใช้ รวมถึง งดรับประทานอาหารก่อนนอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมงเพื่อไม่ให้ฮอร์โมนอินซูลินสูงขณะนอนหลับ

    2. ปรับนิสัยการรับประทานอาหาร

    พฤติกรรมการกินไม่ใช่แค่เรื่องของแคลอรี่ แต่คือการส่งสัญญาณให้ร่างกายรู้วิธีจัดการกับพลังงาน

    • รับประทานอาหารให้ตรงเวลา เมื่อระบบเผาผลาญพัง หนึ่งในสาเหตุหลัก คือ นาฬิกาชีวภาพของร่างกาย (Circadian Rhythm) ถูกรบกวน ทำให้เซลล์ตับ ตับอ่อน และลำไส้ส่งสัญญาณเผาผลาญผิดเวลา ทำให้ร่างกายไวต่ออินซูลินลดลงและอัตราการเผาผลาญกลูโคสแย่ลง แม้จะบริโภคอาหารชนิดเดิมและปริมาณเท่าเดิมก็ตาม 
    • แบ่งรับประทานอาหารมื้อย่อย โดยปกติเราจะรับประทานอาหารมื้อหลัก 2-3 มื้อ ให้เพิ่มมื้อย่อย 1-2 มื้อต่อวัน เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายเผาผลาญตลอดทั้งวัน อย่างไรก็ตามแม้จะเพิ่มมื้ออาหารแต่ควรควบคุมพลังงานต่อวันให้เหมาะสม และหลีกเลี่ยงขนมขบเคี้ยว ของหวาน หรือ อาหารแคลอรีสูง 
    • เลือกคาร์โบไฮเดรตน้ำตาลต่ำ เนื่องจากระบบเผาผลาญพังส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับภาวะดื้ออินซูลิน (Insulin Resistance) ที่เกิดจากการบริโภคน้ำตาลและแป้งขัดขาวสะสมมานาน การลดคาร์โบไฮเดรตและเลือกชนิดที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low GI) เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต หรือควินัว ที่ย่อยช้าและไม่ทำให้น้ำตาลพุ่งสูง จะช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานรวมได้ 209-278 แคลอรี่ต่อวัน โดยไม่ต้องลดแคลอรี่เพิ่มเติม ซึ่งกลไกหลัก คือ การลดระดับอินซูลินเรื้อรัง ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สั่งให้ร่างกายสะสมไขมันและหยุดเผาผลาญนั่นเอง
    • เทคนิค Vegetable-First Approach หรือการรับประทานผักเป็นลำดับแรก โดยก่อนเริ่มมื้ออาหารให้จัดลำดับการรับประทาน คือ ผัก ตามด้วยโปรตีนและไขมันดี  ปิดท้ายด้วยคาร์โบไฮเดรตเป็นลำดับสุดท้าย วิธีนี้จะทำให้ใยอาหารในผักจะสร้างชั้นป้องกันในลำไส้ ชะลอการดูดซึมน้ำตาลจากคาร์โบไฮเดรต จึงช่วยลดระดับน้ำตาลและอินซูลินหลังอาหารได้ โดยไม่ต้องอดอาหาร
    • ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อวัน น้ำสะอาดมีความสำคัญต่อร่างกายและระบบเผาผลาญอย่างมาก อีกทั้งยังเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาเคมีในร่างกาย การดื่มน้ำ 500 มิลลิลิตร สามารถเพิ่มอัตราการเผาผลาญได้ถึง 30% ในแต่ละวันจึงควรดื่มให้ได้ 2.5 – 3 ลิตรต่อวัน โดยเฉพาะหลังตื่นนอนจะช่วยให้ระบบต่างๆ ของร่างกายทำงานได้ดี นอกจากนี้การดื่มน้ำก่อนมื้ออาหารยังช่วยลดปริมาณแคลอรี่ที่บริโภคได้เฉลี่ย 13% ต่อมื้อ อีกด้วย

    3. เสริมโปรตีนคุณภาพเพื่อซ่อมแซมกล้ามเนื้อ

    โปรตีน เป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยสร้างมวลกล้ามเนื้อและกระตุ้นระบบเผาผลาญ มีงานวิจัยพบว่าการบริโภคโปรตีนในสัดส่วนที่เหมาะสม สามารถเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานได้ถึง 20-30% โดยโปรตีนคุณภาพดี ได้แก่ อกไก่ ปลา ไข่ขาว หรือโปรตีนพืช มีส่วนสำคัญในการรักษาความหนาแน่นของกล้ามเนื้อ และยังมีค่าการเผาผลาญอาหาร TEF (Thermic Effect of Food) ที่สูง ช่วยให้อิ่มนาน สำหรับผู้ที่ต้องการ ลดหุ่นเร่งด่วน สามารถเลือกอาหารมื้อทดแทนที่มีโปรตีนสูงและแคลอรี่ต่ำ เพื่อลดความอยากอาหารและควบคุมพลังงานที่รับเข้าไปได้อย่างยั่งยืน

    4. เลือกรับประทานไขมันดี

    การรับประทานไขมันไม่อิ่มตัว (Unsaturated Fat) มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงโรคเมตาบอลิก (Metabolic Syndrome) ได้อย่างมีนัยสำคัญ และยังช่วยเพิ่มความไวต่ออินซูลิน (Insulin Sensitivity) ซึ่งเป็นรากฐานของระบบเผาผลาญที่ทำงานได้ดี เช่น อะโวคาโด น้ำมันมะกอก โอเมก้า 3,6 หรือ สารสกัดจากเมล็ดทานตะวันที่อุดมไปด้วย Conjugated Linoleic Acid (CLA) ที่ร่างกายไม่สามารถผลิตเองได้ มีประโยชน์ในการยับยั้งการสะสมไขมันใหม่และช่วยเร่งการเผาผลาญไขมันเก่าที่สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายได้

    5. ชาเขียวช่วยเพิ่มการเผาผลาญ

    ชาเขียว เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้ดีขึ้น เนื่องจากในชาเขียวมีสาร “คาเทชิน” (Catechins) ซึ่งเป็นสารโพลีฟีนอลที่มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระและ EGCG (Epigallo catechin Gallate) ที่ช่วยเพิ่มการเผาผลาญไขมันและพลังงานรวมได้ การเสริมการบริโภคชาเขียวควบคู่ไปกับการออกกำลังกายและรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ จะให้ประโยชน์ในการลดรอบเอวและน้ำหนักตัวได้ดีขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากสารสกัดของชาเขียว จึงควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและวิธีการรับประทานที่ถูกต้อง หากมีโรคประจำตัวควรปรึกษาเภสัชกรก่อนบริโภค 

    ปรึกษาเภสัชกรฟรี

    6. เพิ่มระบบเผาผลาญ ด้วยการสร้างกล้ามเนื้อ

    กุญแจสำคัญของการ ฟื้นฟูระบบเผาผลาญ คือ การเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ เพราะกล้ามเนื้อเป็นเนื้อเยื่อที่เผาผลาญพลังงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง แม้ในขณะที่เรากำลังพักผ่อน โดยวิธีเสริมสร้างกล้ามเนื้อที่มีประสิทธิภาพ คือ การออกกำลังกายด้วยการ Resistance Training ควบคู่กับ Cardio

    จากการศึกษาพบว่า การฝึกด้วยน้ำหนัก (Resistance Training) อย่างการออกกำลังกายที่เน้นให้กล้ามเนื้อทำงานต้านกับแรงภายนอกอย่างสม่ำเสมอ ช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อได้เฉลี่ย 1.1 กิโลกรัมใน 10 สัปดาห์ และกล้ามเนื้อทุก 1 กิโลกรัมที่เพิ่มขึ้นจะเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้นประมาณ 13 แคลอรี่ต่อวันในขณะพัก (Resting Metabolic Rate) ซึ่งเมื่อสะสมระยะยาวส่งผลต่อการเผาผลาญอย่างมีนัยสำคัญ 

    • Resistance Training เช่น การยกดัมเบล การเล่นบาร์เบล ยางยืด การทำบอดี้เวทหรือใช้เครื่องเล่นเวท เป็นการออกกำลังกายฟื้นฟูระบบเผาผลาญด้วยการเสริมสร้างกล้ามเนื้อที่แข็งแรงและยังช่วยดึงน้ำตาลในกระแสเลือดมาใช้เป็นพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยควรทำอย่างน้อย 2-4 วันต่อสัปดาห์ สลับกลุ่มกล้ามเนื้อให้ครบทุกส่วน ทั้งส่วนบน ส่วนล่าง และกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว 
    • Cardio อย่างการวิ่ง ปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำ เพื่อช่วย เผาผลาญไขมัน โดยตรงและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด ให้เลือดสูบฉีดหล่อเลี้ยงร่างกายได้ดีขึ้น ควรทำสลับกับ Resistance Training หรือ ประมาณ 30-60 นาทีต่อวัน 

    เคล็ดลับ หากต้องการกู้ระบบเผาผลาญพังไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายหนักเกินไปในช่วงแรก เริ่มจากความเข้มข้นปานกลางแล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นทีละน้อย เพื่อให้ร่างกายปรับตัวได้อย่างเหมาะสม

    อ้างอิง
    • Halton, T. L., & Hu, F. B. (2004). The effects of high protein diets on thermogenesis, satiety and weight loss: A critical review. Journal of the American College of Nutrition. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4258944/
    • Hursel, R., Viechtbauer, W., & Westerterp-Plantenga, M. S. (2009). The effects of green tea on weight loss and weight maintenance: A meta-analysis. International Journal of Obesity. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/19597519/
    • Harvard Medical School. (n.d.). Understanding the stress response. https://www.health.harvard.edu/staying-healthy/understanding-the-stress-response
    • Müller, M. J., Bosy-Westphal, A., & Heymsfield, S. B. (2010). Is there evidence for a set point that regulates human body weight?. Journal of Clinical Endocrinology & Metabolism. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3673773/
    • Imai S, Kajiyama S, Kitta K, Miyawaki T, Matsumoto S, Ozasa N, Kajiyama S, Hashimoto Y, Fukui M. Eating vegetables first regardless of eating speed has a significant reducing effect on postprandial blood glucose and insulin in young healthy women: randomized controlled cross-over study. Nutrients. 2023.https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC10005673/
    • Dulloo, A.G. et al. (1999). Efficacy of a green tea extract rich in catechin polyphenols and caffeine in increasing 24-h energy expenditure and fat oxidation in humans. American Journal of Clinical Nutrition. https://doi.org/10.1093/ajcn/70.6.1040
    • Westcott, W.L. (2012). Resistance training is medicine: Effects of strength training on health. Current Sports Medicine Reports, 11(4), 209–216. https://doi.org/10.1249/JSR.0b013e31825dabb8
    อัลบั้มภาพ
    Picture of ทีม Mega We care
    ทีม Mega We care

    เพื่อนคู่คิดที่พร้อมดูแลสุขภาพแบบองค์รวมไปกับคุณ เรามุ่งมั่นส่งมอบความรู้ที่ถูกต้อง ทันสมัย และผ่านการกลั่นกรองจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ พร้อมถ่ายทอดด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เพื่อให้คุณนำไปปรับใช้ดูแลตัวเองและคนที่คุณรักในชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจ ตอบโจทย์การสร้างรากฐานสุขภาพที่ดีสำหรับทุกคนในทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน

    ข่าวสุขภาพอื่นๆ

    ลดน้ำหนัก กระชับสัดส่วน

    ระบบเผาผลาญพัง ตัวการสำคัญทำลดหุ่นไม่ได้ผล

    เสริมสร้างกล้ามเนื้อ

    7 คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเวย์โปรตีน

    เสริมสร้างกล้ามเนื้อ

    ทุกเรื่องเวย์โปรตีนที่คุณต้องรู้