คู่มือเลือกซื้อ วิตามินบีรวม วิธีรับประทาน และข้อควรระวัง

บำรุงสมองเสริมความจำ
ตอบคำถามที่คนมักสงสัยเกี่ยวกับการกินวิตามินบีรวม กินตอนไหนดี กินกี่เม็ดต่อวัน

Key takeaway / Summary of topic answer
วิตามินบีรวม (Vitamin B Complex) เป็นวิตามินสำคัญที่ช่วยสร้างพลังงาน บำรุงสมอง และลดความเครียดในชีวิตประจำวัน การเลือกวิตามินบีรวมควรดูสัดส่วนของแต่ละชนิดให้สมดุล และรับประทานให้ถูกเวลา โดยทั่วไปวิตามินบีรวมกินตอนหลังอาหารเช้าดีที่สุด เพื่อให้ดูดซึมได้ดีและช่วยเพิ่มพลังงาน ส่วนคำถามยอดนิยมวิตามินบีรวมกินวันละกี่เม็ด ส่วนใหญ่คือวันละ 1 แคปซูลตามฉลากกำหนด และหากกินวิตามินบีแล้วฉี่เหลืองก็ไม่ต้องกังวล เพราะเป็นการขับวิตามินบี 2 ส่วนเกินออกจากร่างกาย ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ

Table of Content

    ในยุคที่ผู้คนใช้ชีวิตเร่งรีบและเต็มไปด้วยความเครียด หลายคนหันมาดูแลสุขภาพจากภายในด้วยการเสริมวิตามินบีรวม (Vitamin B Complex) ซึ่งช่วยบำรุงสมอง ระบบประสาท และเพิ่มพลังงานให้ร่างกาย แต่เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ควรรู้ว่าวิตามินบีรวมกินตอนไหนดี และวิตามินบีรวมกินวันละกี่เม็ด บทความนี้รวบรวมคำตอบและแนวทางการเลือกวิตามินบีรวมอย่างถูกวิธี เพื่อให้คุณดูแลร่างกายได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัยในทุกวัน

    วิตามินบีรวม (Vitamin B Complex) ใน 1 เม็ดประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ?

    วิตามินบีรวม หรือ Vitamin B Complex คือ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่รวมเอาวิตามินบีหลายชนิดเข้าด้วยกัน โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้ผู้บริโภคได้รับวิตามินบีที่จำเป็นต่อร่างกายในครั้งเดียว โดยไม่ต้องรับประทานวิตามินบีแต่ละชนิดแยกกัน

    วิตามินบี 10 ชนิด ในวิตามินบีรวม

    วิตามินบีรวมมักประกอบด้วยวิตามินบี 1, บี 2, บี 3, บี 4, บี 5, บี 6, บี 7, บี 8, บี 9, และวิตามินบี 12 ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างพลังงาน การทำงานของสมองและระบบประสาท การสร้างเม็ดเลือดแดง รวมถึงการดูแลสุขภาพผิว ผม และเล็บ 

    • วิตามินบี 1 (Thiamine) มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตให้เป็นพลังงาน และจำเป็นต่อการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ รวมถึงหัวใจ 
    • วิตามินบี 2 (Riboflavin) โคเอนไซม์สำคัญในกระบวนการสร้างพลังงานและการเจริญเติบโตของเซลล์ 
    • วิตามินบี 3 (Niacin): ช่วยในกระบวนการเผาผลาญอาหารและบำรุงสุขภาพผิว รวมถึงช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล
    • วิตามินบี 4 (Choline) สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาสมองและการทำงานของระบบประสาท
    • วิตามินบี 5 (Pantothenic acid) มีบทบาทในการสร้างฮอร์โมน สารสื่อประสาท และการเผาผลาญไขมัน
    • วิตามินบี 6 (Pyridoxine) มีส่วนสำคัญต่อการทำงานของสมอง ระบบภูมิคุ้มกัน และการผลิตเม็ดเลือดแดง
    • วิตามินบี 7 (Biotin) มีบทบาทสำคัญในการเผาผลาญไขมันและคาร์โบไฮเดรต ช่วยบำรุงสุขภาพของผิวหนัง เส้นผม และเล็บ
    • วิตามินบี 8 (Inositol) มีส่วนช่วยในการทำงานของสารสื่อประสาท ทำให้มีคุณสมบัติช่วยลดความเครียดและอาการวิตกกังวล
    • วิตามินบี 9 (Folic acid หรือ Folate) จำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง และการผลิต DNA โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์
    • วิตามินบี 12 (Cobalamin) มีบทบาทสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง การทำงานของระบบประสาท และการสังเคราะห์ DNA

    การรับประทานวิตามินบีรวมช่วยอะไร มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร ?

    วิตามินบีรวม มีบทบาทในการสนับสนุนการทำงานของร่างกายในหลายด้าน โดยวิตามินบีแต่ละชนิดจะทำงานเสริมกัน ช่วยดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวันอย่างสมดุล ดังนี้

    ช่วยเปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงาน ลดอาการอ่อนล้า

    วิตามินบีมีส่วนสำคัญในกระบวนการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน ช่วยให้ร่างกายนำพลังงานจากอาหารมาใช้ได้ดีขึ้น ลดความรู้สึกเหนื่อยง่ายระหว่างวัน

    สนับสนุนการทำงานของสมองและระบบประสาท

    วิตามินบีหลายชนิดเกี่ยวข้องกับการสร้างและควบคุมสารสื่อประสาท มีส่วนช่วยให้สมองปลอดโปร่ง สมาธิดีขึ้น และดูแลความสมดุลทางอารมณ์

    ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดงและการทำงานระดับเซลล์

    วิตามินบีบางชนิดมีบทบาทต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง ช่วยให้ร่างกายลำเลียงออกซิเจนไปยังส่วนต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม ส่งผลต่อความสดชื่นและพลังงานโดยรวม

    ช่วยให้ร่างกายรับมือกับความเครียดได้ดีขึ้นในบางกลุ่ม

    วิตามินบีเกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบประสาทและฮอร์โมนที่เกี่ยวกับความเครียด จึงอาจช่วยสนับสนุนการจัดการความเครียดเมื่อดูแลร่วมกับการพักผ่อนที่เพียงพอ

    โดยรวมแล้ว วิตามินบีรวมไม่ได้ให้ผลลัพธ์แบบทันที แต่ทำหน้าที่เป็นตัวช่วยดูแลพื้นฐานสุขภาพในระยะยาว การรับประทานอย่างเหมาะสมควบคู่กับอาหารที่หลากหลาย การนอนหลับ และการดูแลไลฟ์สไตล์ จะช่วยให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากวิตามินบีรวมได้อย่างเต็มที่และปลอดภัย

    อ่านต่อ : วิตามินบี (Vitamin B) สำคัญต่อร่างกายอย่างไร 

    วิตามินบีรวมช่วยลดอาการเหนื่อยล้า เพิ่มพลังสมอง คลายความเครียด ป้องกันเมาค้าง

    10 คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับการรับประทานวิตามินบีรวมให้มีประสิทธิภาพที่สุด

    หลายคนที่ต้องการเสริมการรับประทานวิตามินบีรวม อาจมีข้อสงสัยเกี่ยวกับวิตามินกลุ่มนี้อยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็น วิธีการรับประทานวิตามินบีรวม ผลข้างเคียง ปริมาณ และการเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินบีรวม ฯลฯ MEGA We care จึงได้รวบรวมคู่มือการเลือกรับประทานวิตามินบีรวม พร้อมตอบข้อสงสัยที่จะช่วยให้หลายคนตัดสินใจเลือกได้ง่ายขึ้น

    คำถามที่ 1: วิตามินบีรวมมีวิธีรับประทานอย่างไร กินตอนไหนดีที่สุด ?

    การรับประทานวิตามินบีรวม ที่มีทั้งวิตามินบี 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9, และ 12 มีวิธีรับประทานเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดโดยควรเป็นตอนเช้าหลังอาหารเช้าทันที เนื่องจากวิตามินบีมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงาน การรับประทานในตอนเช้าจะช่วยให้มีพลังงานเพียงพอสำหรับการทำกิจกรรมตลอดทั้งวัน โดยการรับประทานพร้อมอาหารจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมวิตามินบีได้ดีขึ้น 

    สำหรับผู้ที่ต้องการป้องกันอาการเมาค้าง แนะนำให้รับประทานก่อนดื่มแอลกอฮอล์ 30 นาที 1 เม็ด และรับประทานหลังตื่นนอน 1 เม็ด เพื่อให้สมองปลอดโปร่ง

    วิตามินบีรวมสามารถรับประทานต่อเนื่องได้ตามเป้าหมายการดูแลสุขภาพ เช่น ช่วงที่ทำงานหนัก พักผ่อนน้อย หรือมีความเครียดสะสม แต่ควรสังเกตอาการของร่างกายร่วมด้วย และไม่แนะนำให้รับประทานก่อนนอน เพราะอาจทำให้รู้สึกตื่นตัวและนอนหลับยากในบางคน

    คำถามที่ 2: วิตามินบีรวมควรรับประทานวันละกี่เม็ด?

    ปริมาณการรับประทาน ควรยึดตามคำแนะนำบนฉลากของผลิตภัณฑ์เป็นหลัก เนื่องจากความเข้มข้นของวิตามินในแต่ละสูตรไม่เท่ากัน ไม่ควรเพิ่มปริมาณเองโดยไม่จำเป็น เช่น ผลิตภัณฑ์แนท-บี (NAT B) จาก MEGA We care มีขนาดรับประทาน ครั้งละ 1 แคปซูล หรือตามแพทย์สั่ง โดยหากเป็นผู้มีโรคประจำตัว ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือรับประทานยาเป็นประจำ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนเริ่มรับประทาน

    คำถามที่ 3: สามารถรับประทานวิตามินบีรวมร่วมกับวิตามินหรือยาอื่นได้หรือไม่ ?

    โดยทั่วไปวิตามินบีรวมสามารถรับประทานร่วมกับวิตามินพื้นฐานอื่นได้ แต่ควรระวังการซ้ำซ้อนของวิตามินในสูตรที่มีหลายชนิดรวมกัน หากรับประทานยาประจำบางประเภท เช่น ยาลดกรด หรือยาที่มีผลต่อการดูดซึม ควรสอบถามผู้เชี่ยวชาญเพื่อจัดเวลาการรับประทานให้เหมาะสม

    คำถามที่ 4: โดยปกติแล้วร่างกายเสี่ยงต่อการขาดวิตามินบีหรือไม่ ?

    แม้ว่าวิตามินบีจะพบได้ในอาหารหลากหลายชนิด แต่ในชีวิตจริง หลายคนยังมีความเสี่ยงต่อการขาดวิตามินบีจากปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อทั้งปริมาณวิตามินบีที่ได้รับ และการดูดซึมของร่างกายโดยสาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่

    • การได้รับวิตามินบีไม่เพียงพอจากการรับประทานอาหารไม่หลากหลาย หรือรับประทานมังสวิรัติอย่างเคร่งครัดเป็นเวลานาน จึงอาจทำให้ขาดวิตามินบี 12 ที่ส่วนใหญ่พบในเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ได้
    • การรับประทานอาหารบางประเภทมากเกินไป เช่น ชา กาแฟ และแอลกอฮอล์เป็นประจำซึ่งมีส่วนทำให้วิตามินบี 1 ถูกทำลายและขัดขวางการดูดซึมวิตามินบีชนิดอื่น ๆ 
    • โรคทางเดินอาหาร โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้หรือผ่านการผ่าตัดกระเพาะอาหาร จะทำให้ร่างกายดูดซึมวิตามินบีได้น้อยลงและขาดวิตามินบีได้
    • การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร หรือยาสำหรับโรคเบาหวานบางชนิด อาจลดการดูดซึมวิตามินบี 12 ได้
    • ภาวะสุขภาพ เช่น ผู้สูงอายุที่มีกรดในกระเพาะอาหารลดลง ทำให้การดูดซึมวิตามินบี 12 ลดลงตามไปด้วย ผู้หญิงตั้งครรภ์มีความต้องการวิตามินบี 9 เพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ ตลอดจนผู้ที่มีความเครียดสูงจะมีความต้องการวิตามินบีเพิ่มขึ้น หากได้รับไม่เพียงพออาจเกิดการขาดและมีอาการอ่อนเพลียตามมาได้

    อ่านต่อ : สัญญาณเตือนเมื่อตื่นนอนตอนเช้าที่บอกว่าร่างกาย ขาดวิตามิน B12

    คำถามที่ 5: วิตามินบี พบในแหล่งอาหารใดบ้าง?

    การศึกษาใน Food Chemistry (2020) พบว่าในเนื้อสัตว์ให้วิตามิน B12 ที่ร่างกายดูดซึมได้ 85-95% พบมากใน 

    • เนื้อวัว เนื้อหมู ตับ 
    • ปลาและสัตวทะเล เช่น  ปลาแซลมอน ปลาทูน่า หอยแมลงภู่ กุ้ง 
    • ไข่ นม และผลิตภัณฑ์จากนม

    ส่วนในพืชมีวิตามินบีประมาณ 20-30% เช่น 

    • ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ควินัว เต้าเจี้ยว
    • เต้าหู้ ถั่วเหลือง ถั่วลิสง อัลมอนด์
    • ผักโขม บรอกโคลี กล้วย อะโวคาโด 

    การจะได้รับสารอาหารกลุ่มวิตามินบีที่เพียงพอ ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และหลากหลาย อย่างไรก็ตาม วิตามินบี 12 พบได้เฉพาะในเนื้อสัตว์เท่านั้น ผู้ที่รับประทานทานมังสวิรัติหรือผู้สูงอายุที่มีปัญหาการย่อยอาหาร จึงจำเป็นต้องเสริมจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร วิตามินบีรวม (Vitamin B Complex) เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินบีหลักอย่างครบถ้วน

    คำถามที่ 6: ใครบ้างที่ควรรับประทานวิตามินบีรวม?

    คนทั่วไปที่ไม่มีปัญหาสุขภาพสามารถรับประทานอาหารจากแหล่งธรรมชาติที่หลากหลายและอุดมไปด้วยวิตามินบี ส่วนคนกลุ่มต่อไปนี้อาจแนะนำให้เสริมการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินบีรวมเพิ่มเติม

    • คนวัยทำงาน และนักเรียน นักศึกษา ที่ทำงานหนักมีความเครียด การเสริมวิตามินบีรวม ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่มีความเครียดเป็นประจำ เพราะเมื่อเกิดความเครียดร่างกายจะดึงวิตามินบีออกมาใช้ วิตามินจึงมีปริมาณที่ลดลงเรื่อย ๆ จนเหลือน้อยและเกิดภาวะขาดวิตามินบี ซึ่งแสดงออกมาจากอาการอ่อนเพลีย ไม่สดชื่น วิตกกังวล และมีความเครียดเพิ่มมากขึ้น
    • ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ การดื่มแอลกอฮอล์สามารถทำให้วิตามินบีลดได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากเมื่อดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปร่างกายต้องการพลังงานที่จะเผาผลาญ ร่างกายจึงดึงเกลือแร่และวิตามินออกมาใช้ในปริมาณมากกว่าปกติ แสดงออกมาโดยอาการเดินเซ ปวดเมื่อยตามตัว หรือมีอาการแฮ้งค์ หรือเมาค้าง
    • ผู้ที่มีอาการชาปลายมือ ปลายเท้า สาเหตุหนึ่งของอาการชาปลายมือ ปลายเท้าคือเกิดความเสื่อมของเส้นประสาท และระบบสัญญาณสื่อประสาทจากการขาดวิตามินบี จนทำให้การส่งกระแสประสาทช้าลง การเสริมวิตามินบีอย่างเพียงพอในแต่ละวัน จะช่วยในการสร้างสารสื่อประสาทอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่เกิดการทำลายปลายประสาทและอาการชาตามปลายมือปลายเท้าได้
    • ผู้ที่ต้องการวิตามินบีเพิ่มขึ้น ได้แก่ ผู้สูงอายุ (อายุ 50 ปีขึ้นไป) ผู้หญิงตั้งครรภ์ และให้นมบุตร ผู้ป่วยโรคเบาหวาน รวมถึงผู้ที่รับประทานมังสวิรัติ โดยเฉพาะวีแกน

    คำถามที่ 7: วิตามินบีรวม สามารถลดความเครียดได้จริงไหม?

    วิตามินบีรวมช่วยลดความเครียดได้ โดยการเข้าไปมีบทบาทสำคัญในกระบวนการทำงานของระบบประสาทและสมองโดยตรง โดยเฉพาะในด้านการสร้างสารสื่อประสาทและช่วยรักษาสมดุลของฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็น 

    • วิตามินบีรวมช่วยให้สมองและร่างกายมีพลังงานเพียงพอสำหรับการทำงาน ทำให้สมองสามารถจัดการกับความเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
    • การผลิตฮอร์โมนจากต่อมหมวกไต โดยวิตามินบี 5 (กรดแพนโทเทนิก) มีส่วนช่วยในการผลิตฮอร์โมนจากต่อมหมวกไต ซึ่งรวมถึงฮอร์โมนที่ช่วยจัดการกับความเครียด
    • การสังเคราะห์สารสื่อประสาทหลักที่ช่วยควบคุมอารมณ์ เช่น เซโรโทนิน (Serotonin) และ โดพามีน (Dopamine) 

    คำถามที่ 8: วิตามินบีรวม มีผลข้างเคียง และข้อควรพิจารณาหรือไม่?

    โดยทั่วไปแล้ว วิตามินบีรวม ไม่ได้มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เนื่องจากเป็นวิตามินละลายน้ำ (Water-soluble Vitamin) ที่ร่างกายสามารถขับออกทางปัสสาวะ และเหงื่อได้ง่าย จึงไม่สะสมจนเกิดโทษในร่างกาย

    อย่างไรก็ตาม ก่อนเริ่มเสริมวิตามินบีรวมควรทำความเข้าใจข้อควรพิจารณาและข้อห้ามในการใช้ เพื่อให้เหมาะกับสุขภาพของแต่ละบุคคล ยกตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์แนท-บี (NAT B) จะมีข้อห้ามในการใช้ระบุไว้ชัดเจนสำหรับบางกลุ่ม ได้แก่ ผู้ที่แพ้วิตามินบีหรือส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคไต โรคตับ หรือผู้ที่อยู่ระหว่างการใช้ยาบางกลุ่มที่อาจมีผลต่อการดูดซึมหรือการทำงานของวิตามินบี ซึ่งกรณีเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทานเสมอ

    นอกจากนี้ วิตามินบีรวมไม่แนะนำให้รับประทานก่อนนอน เนื่องจากวิตามินบีมีบทบาทในการกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทและการสร้างพลังงาน อาจทำให้รู้สึกตื่นตัว นอนหลับยากในบางคน

    คำถามที่ 9: ทำไมกินวิตามินบีแล้วฉี่เหลือง?

    การที่ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้มขึ้นหลังรับประทานวิตามินบีรวม สาเหตุหลักมาจากวิตามินบี 2 (Riboflavin) ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสีเหลืองเรืองแสงในตัวเอง เมื่อร่างกายได้รับวิตามินบี 2 เข้าไปในปริมาณที่เพียงพอแล้ว ส่วนที่เหลือจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะมีสีเหลืองชัดเจน บ่งบอกว่าร่างกายได้ดูดซึมวิตามินไปใช้แล้ว และส่วนที่เหลือก็กำลังถูกกำจัดออก ซึ่งเป็นเรื่องปกติและไม่อันตรายต่อสุขภาพ แต่ในทางกลับกันหากรับประทานวิตามินบีรวมแล้วปัสสาวะไม่เปลี่ยนสี อาจหมายถึงร่างกายไม่ได้ดูดซึมวิตามินไปใช้หรือในผลิตภัณฑ์นั้นมีปริมาณวิตามินบี 2 น้อยมากนั่นเอง

    คำถามที่ 10: วิตามินบีรวม 10 ชนิด ยี่ห้อไหนดีควรเลือกซื้ออย่างไร ?

    การเลือกวิตามินบีรวม ควรพิจารณาจากสูตรที่มีส่วนประกอบชัดเจน ปริมาณเหมาะสม รูปแบบที่รับประทานง่าย และมาตรฐานการผลิตที่น่าเชื่อถือ 

    • ปริมาณและสัดส่วนของวิตามิน (Formulation) โดยอาจเลือกสูตรวิตามินบีรวมที่ครบถ้วนทั้ง 10 ชนิด เนื่องจากวิตามินบีแต่ละชนิดทำงานร่วมกัน นอกจากนี้ควรตรวจสอบปริมาณของวิตามินบีแต่ละชนิดในผลิตภัณฑ์ว่ามีปริมาณที่เหมาะสมหรือไม่ โดยวิตามินบีแต่ละชนิดควรมีปริมาณที่เท่ากัน เพื่อป้องกันการขัดขวางการดูดซึม
    • รูปแบบของวิตามิน (Form) วิตามินบีบางชนิดมีหลายรูปแบบ เช่น วิตามินบี 12 แบบ Methylcobalamin จะดูดซึมได้ดีกว่า Cyanocobalamin ในบางกลุ่มคน หรือควรเลือกรูปแบบที่ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้ง่าย เช่น วิตามินบีรวมชนิดแคปซูลนิ่ม
    • แหล่งที่มาและมาตรฐานการผลิต ควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา (อย.) หรือมาตรฐานการผลิตยาระดับสากลอื่น ๆ เช่น BfArM TGA GMP (Good Manufacturing Practice) เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัย

    หากไม่มั่นใจแนะนำให้สอบถามเภสัชกรหรือผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงเลือกซื้อวิตามินบีรวมจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ

    ปรึกษาเภสัชกร/ ผู้เชี่ยวชาญ ฟรี

    คำถามพี่พบบ่อยเกี่ยวกับการเลือก วิธีรับประทาน และข้อควรระวังเกี่ยวกับวิตามินบีรวม (Vitamin B)

    Q: หากหยุดรับประทานวิตามินบีรวม จะมีผลกับร่างกายหรือไม่ ?

    A: หากหยุดรับประทานวิตามินบีรวม แต่ยังคงได้รับวิตามินบีจากอาหารครบถ้วนและดูแลสุขภาพได้ดี โดยทั่วไปจะไม่ส่งผลเสียต่อร่างกาย อย่างไรก็ตาม ในผู้ที่มีความเครียดสะสม พักผ่อนน้อย หรือมีข้อจำกัดด้านโภชนาการ อาการอ่อนเพลีย สมองตื้อ หรือเหนื่อยง่ายอาจค่อย ๆ กลับมาได้ เนื่องจากร่างกายไม่ได้รับวิตามินบีอย่างสม่ำเสมอ

    Q: เด็กและวัยรุ่นสามารถรับประทานวิตามินบีรวมได้ไหม ?

    A: โดยทั่วไป วิตามินบีรวมในท้องตลาดจะออกแบบสำหรับผู้ใหญ่ แต่ในบางกรณี เช่น เด็กที่มีภาวะเครียดจากการเรียน พักผ่อนไม่พอ หรือรับประทานอาหารไม่ครบหมู่ แพทย์อาจแนะนำวิตามินบีในขนาดต่ำได้ วัยรุ่นที่อายุเกิน 15 ปีสามารถรับประทานสูตรผู้ใหญ่ได้หากไม่มีโรคประจำตัว แต่ควรอยู่ในปริมาณตามฉลากและภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ

    Q: นักกีฬาหรือผู้ที่ออกกำลังกายหนัก ควรเสริมวิตามินบีรวมไหม ?

    A: ควรพิจารณาเสริม เพราะคนกลุ่มนี้ใช้พลังงานมาก วิตามินบีมีบทบาทในการเปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงานและช่วยลดความเหนื่อยล้า การขาดวิตามินบีอาจทำให้สมรรถภาพร่างกายลดลงได้ อย่างไรก็ตาม หากรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ ธัญพืชไม่ขัดสี และผักใบเขียว อาจเพียงพอโดยไม่จำเป็นต้องเสริมเพิ่มเติมทุกวัน

    Q: การเก็บรักษาวิตามินบีรวม และอายุการใช้งานควรดูอย่างไร ?

    A: ควรดูวิธีการเก็บรักษาและวันยาสิ้นอายุที่บรรจุภัณฑ์ เก็บในที่แห้ง เย็น พ้นแสงแดด ปิดฝาสนิท และใช้ก่อนวันสิ้นอายุ หากเม็ดเปลี่ยนสี หรือมีกลิ่นผิดปกติควรหลีกเลี่ยงการใช้

    อ้างอิง
    1. ดวงธิดา ช่างย้อม และคณะ. (2018). พฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้สูงอายุที่ติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน. วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางการพยาบาล, 24(3). https://www.rama.mahidol.ac.th/ramanursej/sites/default/files/Public/journal-files/RNJ-V24-N03-SEP-DEC-2018-09.pdf
    2. Choline Fact Sheet for Health Professionals. https://ods.od.nih.gov/factsheets/Choline-HealthProfessional/
    3. Folate Fact Sheet for Health Professionals. https://ods.od.nih.gov/factsheets/Folate-HealthProfessional/
    4. The Nutrition Source: B Vitamins. https://www.hsph.harvard.edu/nutritionsource/vitamins/b-vitamins/
    5. Lonsdale, D. (2006). A review of the effects of thiamine on the nervous system, with special reference to nerve and muscle function. Physiology & Behavior, 88(3), 299-311. https://doi.org/10.1016/j.physbeh.2006.05.006
    6. Vitamin B6 Fact Sheet for Health Professionals. https://ods.od.nih.gov/factsheets/VitaminB6-HealthProfessional/
    7. Stough, C., Scholey, A., Lloyd, J., Spong, J., Myers, S., & Downey, L. A. (2011). The effect of 90 day administration of a high dose vitamin B-complex on work stress.
    8. ฐานข้อมูล MEGA We care
    อัลบั้มภาพ
    Picture of ทีม Mega We care
    ทีม Mega We care

    เพื่อนคู่คิดที่พร้อมดูแลสุขภาพแบบองค์รวมไปกับคุณ เรามุ่งมั่นส่งมอบความรู้ที่ถูกต้อง ทันสมัย และผ่านการกลั่นกรองจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ พร้อมถ่ายทอดด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เพื่อให้คุณนำไปปรับใช้ดูแลตัวเองและคนที่คุณรักในชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจ ตอบโจทย์การสร้างรากฐานสุขภาพที่ดีสำหรับทุกคนในทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน

    ข่าวสุขภาพอื่นๆ

    ภาวะนอนไม่หลับ

    วาเลอเรียน สมุนไพรที่ช่วยให้นอนหลับอย่างมีคุณภาพ

    ภาวะนอนไม่หลับ

    นอนไม่หลับ สมองไม่หยุดคิด แก้ไขอย่างไร

    ภาวะนอนไม่หลับ

    การนอนไม่หลับ ปัญหาสุขภาพวัยสูงอายุ