ฮอร์โมนไม่สมดุล สาเหตุน้ำหนักขึ้นไว ลดน้ำหนักไม่ได้ผล

ฮอร์โมนเพศหญิง
ฮอร์โมนไม่สมดุล สาเหตุน้ำหนักขึ้นไว

ฮอร์โมนไม่สมดุล อาการ และสารอาหารที่ดีต่อฮอร์โมน

หากออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หรือ ควบคุมอาหารอย่างจริงจัง แต่การลดน้ำหนักก็ยังไม่ถึงเป้าหมาย หรือน้ำหนักขึ้นๆลงๆ เป็นวงจรซ้ำๆ ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่วินัย แต่อาจเป็นเพราะ ฮอร์โมนไม่สมดุล เนื่องจากฮอร์โมนในร่างกายทำหน้าที่เหมือน “ผู้ส่งคำสั่ง” ที่ควบคุมเกือบทุกกระบวนการในร่างกาย ทั้งการเผาผลาญพลังงาน ความหิว การนอนหลับ อารมณ์ และการสะสมไขมัน หากฮอร์โมนทำงานผิดปกติร่างกายจะเข้าสู่โหมดกักเก็บพลังงานสำรอง ส่งผลต่อน้ำหนักตัว และสุขภาพในระยะยาวได้

ฮอร์โมนไม่สมดุล คืออะไร และทำไมถึงส่งผลต่อน้ำหนัก?

ฮอร์โมนไม่สมดุล (Hormonal Imbalance) คือ สภาวะที่ร่างกายผลิตฮอร์โมนชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป หรือ น้อยเกินไปจนรบกวนการทำงานของระบบอวัยวะต่างๆ ซึ่งฮอร์โมนเป็นตัวควบคุมทั้งการเผาผลาญพลังงาน ความหิว การนอนหลับ อารมณ์ และการสะสมไขมัน เมื่อเกิดภาวะฮอร์โมนไม่สมดุล ร่างกายจะกักเก็บพลังงานสำรองทันที จึงส่งผลให้น้ำหนักขึ้นผิดปกติ น้ำหนักขึ้นๆ ลงๆ หรือตัวบวมง่าย เป็นต้น โดยผู้หญิงมีความเสี่ยงต่อภาวะฮอร์โมนไม่สมดุลสูงกว่าผู้ชายถึง 8 เท่า เนื่องจากความซับซ้อนของวงจรฮอร์โมนรอบเดือน การตั้งครรภ์ และวัยหมดประจำเดือน

ฮอร์โมนอะไรบ้างที่ส่งผลต่อน้ำหนัก?

ร่างกายของเราประกอบไปด้วยฮอร์โมนหลายร้อยชนิดที่ทำหน้าที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นฮอร์โมนควบคุมการนอนหลับ ฮอร์โมนควบคุมความหิว หรือฮอร์โมนไทรอยด์ แต่ฮอร์โมนกลุ่มหลักที่ส่งผลโดยตรงต่อน้ำหนักตัวและการสะสมไขมัน ได้แก่

  1. ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) หรือฮอร์โมนเพศหญิง ทำหน้าที่ควบคุมการกระจายไขมันไปยังบริเวณหน้าท้อง สะโพก ต้นขา และหน้าอก เมื่อ เอสโตรเจนไม่สมดุล ร่างกายจะสะสมไขมันมากขึ้นเพื่อกักเก็บเป็นพลังงานสำรอง และการเผาผลาญพลังงานจะลดลงตามไปด้วย งานวิจัยจาก Menopause Journal (2018) พบว่าผู้หญิงที่ระดับเอสโตรเจนลดลงจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2-3 กิโลกรัม แม้พฤติกรรมการกินจะไม่เปลี่ยนแปลงก็ตาม นอกจากนี้ เมื่อเอสโตรเจนสูงเกินไป จะไปกระตุ้นฮอร์โมน Aldosterone ซึ่งทำหน้าที่ดึงโซเดียมและน้ำที่ไตเข้าสู่กระแสเลือด จะกระตุ้นให้ร่างกายกักเก็บน้ำและโซเดียมมากขึ้น ส่งผลให้รู้สึกตัวบวม อึดอัด โดยเฉพาะในช่วงก่อนมีประจำเดือน
  2. ฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) มีหน้าที่หลักในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ หากรับประทานอาหารจำพวกแป้งหรือน้ำตาลมากเกินไป น้ำตาลที่เหลือค้างในกระแสเลือดจะถูกเปลี่ยนไปเป็นไขมันสะสมที่หน้าท้องแทน อีกทั้งฮอร์โมนอินซูลินยังทำงานสัมพันธ์กับเอสโตรเจน เมื่อฮอร์โมนเอสโตรเจนไม่สมดุลจะทำให้เซลล์ดื้ออินซูลินได้ง่ายขึ้น และในทางกลับกัน ภาวะดื้ออินซูลินก็กระตุ้นให้ร่างกายผลิตเอสโตรเจนผิดปกติด้วย จึงกลายเป็นวงจรลดน้ำหนักไม่ได้ผล โดยสัญญาณที่บ่งชี้ว่าฮอร์โมนไม่สมดุล ได้แก่ อยากของหวานตลอดเวลา ง่วงหลังมื้ออาหารทุกมื้อ และมีไขมันสะสมที่หน้าท้องเพิ่มขึ้น
  3. ฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) หรือ “ฮอร์โมนความเครียด” เมื่อร่างกายเครียดเรื้อรัง อดนอน หรือ ออกกำลังกายหักโหมเกินไป คอร์ติซอลจะพุ่งสูงขึ้น ส่งผลหลายทาง คือ ร่างกายสะสมไขมันโดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง เพิ่มความอยากอาหารโดยเฉพาะของหวานและของมัน และสลายกล้ามเนื้อทำให้การเผาผลาญโดยรวมช้าลง จึงเป็นเหตุผลที่ผู้ที่ออกกำลังกายหนักมากแต่พักผ่อนไม่พอกลับมีน้ำหนักขึ้นๆ ลงๆ หรือบางรายน้ำหนักไม่ลดลงเลย

เช็กอาการ 7 สัญญาณที่บ่งบอกว่า ฮอร์โมนไม่สมดุล

อาการที่เป็นสัญญาณของฮอร์โมนไม่สมดุลเกิดขึ้นได้หลายประการ โดยอาจเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวหรือเกิดขึ้นเป็นวงจรซ้ำๆ ซึ่งอาจบ่งบอกถึงการทำงานของฮอร์โมนที่แปรปรวน 

  1. น้ำหนักขึ้นไวผิดปกติ แม้กินในปริมาณเท่าเดิมหรือน้อยลง
  2. ลดน้ำหนักได้ยาก แม้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 
  3. ตัวบวมง่าย รู้สึกบวมน้ำโดยเฉพาะช่วงเช้า หรือ ช่วงกลางรอบเดือน
  4. ไขมันสะสมบริเวณหน้าท้องและต้นขามากขึ้น แม้น้ำหนักโดยรวมไม่เพิ่มขึ้นก็ตาม
  5. ประจำเดือนมาไม่ปกติ อาจมีปริมาณมากหรือน้อยผิดปกติ หรือขาดหายไป
  6. อ่อนเพลียตลอดเวลา อารมณ์แปรปรวนบ่อย หงุดหงิดง่าย มีปัญหาการนอนหลับ
  7. มีสิวขึ้นซ้ำซาก ผมร่วงมากกว่าเดิม ในผู้หญิงอาจพบว่าหน้าอกเริ่มหย่อนคล้อย ผิวแห้งโทรม

หากอาการยังไม่รุนแรงและสามารถปรับพฤติกรรมได้อาจเริ่มต้นดูแลตนเองเพื่อปรับฮอร์โมนให้เป็นปกติ หรือหากกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ควรเข้าปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจระดับฮอร์โมนในร่างกาย

ดูแลตนเองอย่างไรให้ฮอร์โมนสมดุล

หากพบว่าตนเอง มีอาการของ ฮอร์โมนไม่สมดุล ทำให้น้ำหนักขึ้นไว สิ่งสำคัญไม่ใช่ฝืนอดอาหารหรือโหมออกกำลังกายหนักกว่าเดิม แต่เป็นการปรับฮอร์โมนให้กลับมาสมดุลก่อน การศึกษาใน Obesity Reviews (2020) พบว่าผู้หญิงที่ปรับสมดุลฮอร์โมนร่วมกับการปรับอาหารและออกกำลังกาย สามารลดน้ำหนักได้ดีกว่ากลุ่มที่ปรับอาหารและออกกำลังกายอย่างเดียวถึง 2.3 เท่า ในระยะ 6 เดือน โดยวิธีการดูแลตนเองสามารถเริ่มต้นด้วยการปรับพฤติกรรม ดังนี้

1. นอนหลับให้พอและมีคุณภาพ

การอดนอนเพียงคืนเดียวกระตุ้นให้ฮอร์โมนความเครียดเพิ่มได้ 37% และ เพิ่มความอยากอาหารได้ 24% ดังนั้นการนอนหลับ 7-9 ชั่วโมงต่อคืน จึงเป็นสิ่งสำคัญเป็นอันดับแรกในการแก้ปัญหาฮอร์โมนไม่สมดุล โดยเฉพาะการหลับลึก ในช่วง 22.00-02.00 น. ซึ่งเป็นเวลาที่ร่างกายซ่อมแซมกล้ามเนื้อและฟื้นฟูระดับฮอร์โมนต่างๆ แม้ว่าจะนอนชดเชยในช่วงเวลาอื่น ก็ไม่สามารถทดแทนกระบวนการฟื้นฟูนี้ได้

2. จัดการความเครียดอย่างจริงจัง

ความเครียดเรื้อรังเป็นหนึ่งในตัวการสำคัญที่ทำลายสมดุลฮอร์โมนโดยตรง เพราะทุกครั้งที่ร่างกายรับรู้ความเครียด คอร์ติซอลจะถูกหลั่งออกมาทันที และหากเกิดขึ้นซ้ำๆ เรื้อรัง ระดับฮอร์โมนโดยรวมจะแปรปรวนตามไปด้วย การฝึกสมาธิ การหายใจลึก หรือการใช้เวลากับธรรมชาติอย่างสม่ำเสมอเพียง 10-15 นาทีต่อวัน จะช่วยลดระดับคอร์ติซอล และปรับสมดุลฮอร์โมนได้ในระยะยาว

3. ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม สำหรับคนที่อยู่ในภาวะ ฮอร์โมนไม่สมดุล การออกกำลังกายหนักเกินไปคือสิ่งที่ต้องระวัง เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้ฮอร์โมนคอร์ติซอลพุ่งสูงและทำให้ฮอร์โมนแปรปรวนมากขึ้น แนวทางการออกกำลังกายที่ดีต่อสมดุลฮอร์โมน คือ Strength Training ความเข้มข้นเบาถึงปานกลาง 2-3 วันต่อสัปดาห์ สลับกับคาร์ดิโอเบาๆ เช่น เดินเร็วหรือโยคะ โดยจัดวันพักฟื้นอย่างน้อย 1-2 วันต่อสัปดาห์เสมอ เพื่อให้ร่างกายได้พักฟื้นอย่างเต็มที่

4. ลดการบริโภคน้ำตาลและแป้งขัดสี

การลดอาหารที่ทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูง จะช่วยให้ฮอร์โมนอินซูลินเริ่มปรับตัวให้สมดุลขึ้น โดยหลีกเลี่ยงน้ำตาลและแป้งขัดขาว หันมาเน้นการรับประทานอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ เช่น ข้าวไม่ขัดสี ธัญพืชเต็มเมล็ด เพื่อให้ระดับน้ำตาลค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างคงที่ ลดภาระการทำงานของตับอ่อน โดยวิธีที่ได้รับความนิยมในหมู่คนดูแลสุขภาพ คือ เทคนิค Food Sequencing หรือการจัดลำดับการรับประทานอาหาร โดยเริ่มต้นด้วยผัก ตามด้วยโปรตีน และปิดท้ายด้วยคาร์โบไฮเดรต วิธีนี้จะช่วยให้ไฟเบอร์และโปรตีนเคลือบผนังลำไส้ก่อน ชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด และ ลดระดับน้ำตาลหลังมื้ออาหารได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนชนิดหรือปริมาณอาหาร

5. เลือกรับประทานอาหารที่ครบถ้วนและหลากหลาย

การรับประทานอาหารเพื่อปรับสมดุลฮอร์โมน เป็นวิธีธรรมชาติที่ดีต่อร่างกายในระยะยาว หลักการพื้นฐาน คือ การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ในปริมาณที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย โดยเน้นอาหารที่อุดมไปด้วยใยอาหาร โปรตีนคุณภาพดี และกรดไขมันจำเป็น ซึ่งล้วนเป็นวัตถุดิบที่ร่างกายใช้ในการสังเคราะห์และควบคุมฮอร์โมน โดยอาหารที่เหมาะสำหรับคนที่ฮอร์โมนไม่สมดุล ได้แก่ ผักตระกูลกะหล่ำ ถั่วเหลือง หรือจมูกถั่วเหลือง ปลาทะเล เป็นต้น 

สารอาหารและแร่ธาตุที่ดีต่อฮอร์โมนในร่างกาย

นอกจากการปรับพฤติกรรมและโภชนาการแล้ว สารอาหารบางชนิดอาจช่วยสนับสนุนการดูแลสมดุลฮอร์โมนโดยรวมได้

  • จมูกถั่วเหลือง หรือสารสกัดเข้มข้นจากจมูกถั่วเหลืองที่อุดมไปด้วยไฟโตเอสโตรเจน (Phytoestrogens) โดยเฉพาะไอโซฟลาโวน Isoflavones ซึ่งมีโครงสร้างคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย เหมาะสำหรับผู้หญิงที่ฮอร์โมนเอสโตรเจนต่ำเกินไป เช่น หน้าอกหย่อนคล้อย ผิวแห้ง ระบบเผาผลาญแย่ลง ประจำเดือนมาไม่ปกติ รวมถึงอาการ วัยทองในผู้หญิง นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยใน Journal of Nutrition (2020) ที่พบว่า ช่วยลดอาการจากเอสโตรเจนแปรปรวนและรักษาน้ำหนักให้คงที่ได้ดีขึ้นอีกด้วย
  • วิตามินบี 8 หรือ Myo-Inositol มีการศึกษาที่พบว่าช่วยเพิ่มความไวของฮอร์โมนอินซูลิน และมีส่วนช่วยให้รอบเดือนปกติ รวมถึงช่วยลดเบาหวานขณะตั้งครรภ์และดูแลสุขภาพเมตาบอลิซึมโดยรวม พบมากใน ส้ม แคนตาลูป ถั่วเปลือกแข็ง และเนื้อสัตว์
  • เลซิตินจากถั่วเหลือง อุดมไปด้วย Phosphatidylserine (PS) สารในกลุ่มฟอสโฟไลปิดที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของเยื่อหุ้มเซลล์ประสาท ช่วยให้สมองส่งสัญญาณหยุดผลิตคอร์ติซอลได้เร็วขึ้น ทำให้ฮอร์โมนความเครียดไม่สูงค้างเรื้อรัง มีประโยชน์ต่อผู้หญิงที่เครียดเรื้อรัง หรือ ออกกำลังกายหักโหม
  • วิตามินดี 3 ทำงานคล้ายฮอร์โมนที่ส่งผลต่อเซลล์เกือบทุกส่วนในร่างกาย มีการศึกษาที่พบว่าผู้หญิงที่มีวิตามินดีต่ำมีแนวโน้มระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนแปรปรวนมากกว่ากลุ่มที่มีวิตามินดีเพียงพอ และยังพบว่ามีความเสี่ยงต่อภาวะดื้ออินซูลินสูงกว่าคนทั่วไปถึง 55% ร่างกายจึงควรได้รับวิตามินดี 3 เป็นประจำ โดยการออกแดดตอนเช้าหรือตอนเย็นเป็นประจำ 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ฮอร์โมนไม่สมดุล 

Q1 : ออกกำลังกายหนักแต่น้ำหนักไม่ลดเกี่ยวกับ ฮอร์โมนไม่สมดุล จริงไหม?

เกี่ยวโดยตรง การออกกำลังกายหักโหมโดยไม่พักเพียงพอทำให้ฮอร์โมนคอร์ติซอลพุ่งสูง กระตุ้นให้ร่างกายสะสมไขมันที่หน้าท้อง สลายกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น และเพิ่มความอยากอาหาร ทำให้ยิ่งออกกำลังกายหนักยิ่งน้ำหนักไม่ลด วิธีแก้คือ ลดความหนักของการออกกำลังกายลง เพิ่มวันพัก และให้ความสำคัญกับการนอนหลับให้มากขึ้นในเบื้องต้น

Q2 : ปรับฮอร์โมนแล้ว น้ำหนักจะลดเองเลยไหม?

ยังไม่ลดทันที แต่เป็นการปรับความพร้อมของร่างกายให้มีระบบเผาผลาญดีขึ้น ควบคุมความอยากอาหารได้ง่ายขึ้น มีพลังงานเพียงพอที่จะออกกำลังกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ การปรับสมดุลฮอร์โมนร่วมกับการปรับอาหารและออกกำลังกาย ช่วยให้การควบคุมน้ำหนักดีกว่ากลุ่มที่ปรับอาหารและออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว

Q3 : ยาปรับฮอร์โมนผู้หญิง ช่วยลดน้ำหนักได้ไหม?

ช่วยได้ ในกรณีที่น้ำหนักขึ้นจากฮอร์โมนไม่สมดุลโดยตรง เช่น ผู้ที่มีไทรอยด์ต่ำเมื่อได้รับยาทดแทนไทรอยด์ หรือผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่ใช้ฮอร์โมนบำบัด โดยยาปรับฮอร์โมนต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น ห้ามซื้อใช้เอง เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพหากใช้ไม่ถูกต้อง

อ้างอิง
  1. Al-Juraibani, R., & Algheshibri, H. M. (2020). The impact of hormonal imbalances associated with obesity... Frontiers in Endocrinology, 11, 345. https://doi.org/10.3389/fendo.2020.00345
  2. Lizcano, F., & Guzmán, G. (2014). Estrogen deficiency and the origin of obesity during menopause. BioMed Research International, 2014, Article 757461. https://doi.org/10.1155/2014/757461
  3. Van Cauter, E., Spiegel, K., Tasali, E., & Leproult, R. (2008). Metabolic consequences of sleep and sleep loss. https://doi.org/10.1016/S1389-9457(08)70013-3[2
  4. Sharon, M. P., Mellonie, P., Manivannan, A., Thangaraj, P., & Logeswari, B. M. (2024). The effectiveness of myo-inositol in women with polycystic ovary syndrome: A prospective clinical study. https://doi.org/10.7759/cureus.53951
  5. Mauvais-Jarvis, F., Clegg, D. J., & Hevener, A. L. (2015). Estrogen: An emerging regulator... Journal of Clinical Endocrinology & Metabolism, 100(10), 3679–3685. https://doi.org/10.1210/JC.2015-2676

 

อัลบั้มภาพ
Picture of ทีม Mega We care
ทีม Mega We care

เพื่อนคู่คิดที่พร้อมดูแลสุขภาพแบบองค์รวมไปกับคุณ เรามุ่งมั่นส่งมอบความรู้ที่ถูกต้อง ทันสมัย และผ่านการกลั่นกรองจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ พร้อมถ่ายทอดด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เพื่อให้คุณนำไปปรับใช้ดูแลตัวเองและคนที่คุณรักในชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจ ตอบโจทย์การสร้างรากฐานสุขภาพที่ดีสำหรับทุกคนในทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน

ข่าวสุขภาพอื่นๆ

ฮอร์โมนเพศหญิง

ช่องคลอดแห้ง ปัญหาใหญ่สุขภาพผู้หญิง

ฮอร์โมนเพศหญิง

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับน้ำมันอีฟนิงพริมโรส

ฮอร์โมนเพศหญิง

5 วิธี ชะลอวัย เมื่อวัยทองมาเยือน