Key takeaway / Summary of topic answer
วิตามินซี (Vitamin C) หรือกรดแอสคอร์บิค คือสารอาหารที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ แต่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและการบำรุงผิวพรรณ โดยวิตามินซีมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และปกป้องเซลล์จากการถูกทำลาย การรับประทานวิตามินซีในปริมาณที่เหมาะสม เช่น 1,000-2,000 มก. ต่อวัน ไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันหวัดและภูมิแพ้ แต่ยังเป็นเคล็ดลับการชะลอวัยให้สวยมาจากภายในสู่ภายนอกอย่างยั่งยืน
เป็นที่ทราบกันดีว่า วิตามินซี (Vitamin C) มีประโยชน์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระ และยังช่วยให้ผิวพรรณสดใสและสุขภาพดีอีกด้วย หลายคนจึงนิยมรับประทานวิตามินซีเพื่อช่วยในเรื่องผิวและความงาม ตลอดจนการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของวิตามินซีอีกด้วย แต่รู้ไหมว่า การรับประทานวิตามินแล้วสวย ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นประโยชน์ของวิตามินซีที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและอ่อนเยาว์อยู่เสมอ จึงเป็นความสวยที่มาจากภายใน
วิตามินซี (Vitamin C) หรือที่รู้จักกันในชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Ascorbic Acid เป็นสารอาหารสำคัญที่ร่างกายมนุษย์เราไม่สามารถสร้างขึ้นมาเองได้ แต่กลับมีบทบาทอย่างมากต่อการทำงานของระบบต่าง ๆ ตั้งแต่การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันไปจนถึงการบำรุงผิวพรรณ
วิตามินซีมีหลายชนิด ทั้งแบบเม็ด แบบชง แบบน้ำหรือแบบขวดพร้อมดื่ม โดยสามารถเลือกรับประทานรูปแบบที่เหมาะกับร่างกายตนเอง
อ่านต่อ: วิตามินซี แบบเม็ด แบบชง หรือแบบขวดแช่ เลือกกินแบบไหนดีกว่ากัน?
ทุกวันนี้เราพูดถึงประโยชน์ของวิตามินซีที่หลากหลาย ทำให้หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า “วิตามินซีช่วยอะไรบ้าง ?” และนี่คือประโยชน์หลัก ๆ ของวิตามินซีที่ทุกคนควรรู้
วิตามินซี (Vitamin C) เป็นเกราะป้องกันร่างกาย ที่ช่วยดูแลร่างกายใน 2 กลไกสำคัญ ดังนี้
การเสริมวิตามินซีจะช่วยทำให้ร่างกายฟื้นตัวได้ไวขึ้น โดยลดระยะเวลาและความรุนแรงของอาการหวัด บรรเทาอาการหอบหืด และทำให้ร่างกายสามารถต้านสารก่อภูมิแพ้ได้ดีกว่าเดิม
สำหรับเด็กที่เป็นหวัดบ่อย หรือเป็นภูมิแพ้ง่าย การได้รับวิตามินซีตั้งแต่ 10-100 มิลลิกรัมต่อวัน (ตามวัย) จะช่วยป้องกันภาวะขาดวิตามินซี (Ascorbic Acid Deficiency) รวมถึงช่วยเสริมภูมิต้านทานเพื่อป้องกันโรคหวัดและอาการภูมิแพ้ในเด็กได้อีกด้วย
อ่านต่อ: วิตามินซีเด็ก เลือกรับประทานแบบไหนดีที่สุด?
หลายคนคงที่เดินเลือกซื้อครีมบำรุงผิว อาจจะเห็นว่าหลายผลิตภัณฑ์มีส่วนผสมของวิตามินซีอยู่ด้วย และอาจสงสัยว่าวิตามินซีช่วยอะไรกับผิว ?
คำตอบคือ ช่วยให้ผิวสวย ดูอ่อนกว่าวัย โดยวิตามินซีมีคุณสมบัติในการกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน โดยเฉพาะคอลลาเจนชนิดที่ 1 (Collagen Type I) และคอลลาเจนชนิดที่ 3 (Collagen Type III) ที่ทำหน้าที่สร้างความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และความเรียบเนียนให้แก่ ผิวหนัง เส้นผม กระดูก เส้นเอ็น และผนังหลอดเลือด
เมื่อได้รับวิตามินซีอย่างเพียงพอจึงช่วยให้ผิวแน่นและยืดหยุ่น ไม่เหี่ยวย่นก่อนวัย ช่วยปกป้องผิวจากความเสียหายที่เกิดจากรังสียูวีและมลภาวะ รวมถึงมีส่วนช่วยในการสมานแผล เพิ่มการไหลเวียนเลือดในผิว ทำให้เซลล์ผิวได้รับสารอาหารมากขึ้นและผิวพรรณดูเปล่งปลั่งขึ้นนั่นเอง
คนที่สูบบุหรี่หรือที่ได้รับควันบุหรี่มือสอง มักมีระดับวิตามินซีในร่างกายต่ำกว่าปกติถึง 50% ของผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ ทำให้คนที่สูบบุหรี่มักดูมีอายุมากกว่าคนวัยเดียวกัน ดังนั้น คนที่สูบบุหรี่หรือได้รับควันบุหรี่มือสอง หากรับประทานวิตามินซี 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน จะสามารถปรับปรุงระบบไหลเวียนเลือดให้กลับมาใกล้เคียงกับคนปกติได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ วิตามินซียังช่วยลดความเสียหายจากอนุมูลอิสระที่เกิดจากควันบุหรี่ได้อีกด้วย
เนื่องจากวิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่ปกป้องเซลล์จากการถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ (Free Radicals) ที่เกิดจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น ความเครียด แสงแดด และมลภาวะ การได้รับวิตามินซีอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง จะช่วยลดความเสียหายของเซลล์และความผิดปกติที่อาจนำไปสู่โรคเรื้อรัง อย่างโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคที่มักมาพร้อมกับความแก่ชราอีกด้วย
ดวงตา เป็นอวัยวะที่ต้องเผชิญกับแสงแดดและรังสียูวีอยู่ตลอดเวลา ซึ่งทำให้เกิดอนุมูลอิสระในเลนส์ตา จนทำให้เกิดภาวะต้อกระจกได้ การรับประทานวิตามินซีจึงเป็นเกราะป้องกันในการปกป้องเลนส์ตาจากแสงแดดและมลภาวะ ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ผู้ที่รับประทานวิตามินซีในระยะยาวอย่างน้อย 10 ปีขึ้นไป สามารถลดโอกาสเกิดต้อกระจกได้ถึง 77%
รับประทานอะไรได้วิตามินซีสูง ? เพียงพอต่อความต้องการ
แม้ว่าร่างกายของเราจะไม่สามารถสร้างวิตามินซีได้เอง แต่อาหารที่อยู่รอบตัวเราก็อุดมไปด้วยวิตามินซี ซึ่งการเลือกรับประทานอาหารที่มีวิตามินซีสูง ก็จะได้ทั้งความอร่อยและประโยชน์แบบจัดเต็ม
| ผักและผลไม้ (100 กรัม) | ปริมาณวิตามินซี (มิลลิกรัม) |
| พริกหวานสีแดง ½ ถ้วย | 95 มิลลิกรัม |
| น้ำส้ม ¾ ถ้วย | 93 มิลลิกรัม |
| ส้ม ลูกกลาง | 70 มิลลิกรัม |
| กีวี ลูกกลาง | 64 มิลลิกรัม |
| บรอกโคลี ต้มสุก ½ ถ้วย | 51 มิลลิกรัม |
| สตรอว์เบอร์รีสด ½ ถ้วย | 49 มิลลิกรัม |
| น้ำมะเขือเทศ ¾ ถ้วย | 33 มิลลิกรัม |
| กะหล่ำปลี ปรุงสุก ½ ถ้วย | 28 มิลลิกรัม |
| ดอกกะหล่ำดิบ ½ ถ้วย | 26 มิลลิกรัม |
| มันฝรั่งอบ 1 หัวกลาง | 17 มิลลิกรัม |
ที่มา: National Institutes of Health, Office of dietary Supplements
ปริมาณวิตามินซีที่เหมาะสมในแต่ละวันจะแตกต่างกันไปตามช่วงวัยและสภาพร่างกายของแต่ละคน การเข้าใจว่าแต่ละวัย ร่างกายรับวิตามินซีได้เท่าไร ก็จะช่วยวางแผนการดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสม โดยแนะนำให้เด็ก ๆ ได้รับวิตามินซีจากอาหารเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปัจจุบันเราสามารถรับประทานวิตามินซีในรูปแบบอาหารเสริมได้ แต่การรับประทานวิตามินซีที่อยู่ในอาหารนั้นดีที่สุด เพราะในผักผลไม้ต่าง ๆ มีวิตามิน แร่ธาตุ รวมถึงกากใยอาหารอื่น ๆ ซึ่งช่วยให้การดูดซึมมีประสิทธิภาพมากขึ้น
แม้ว่าวิตามินซีเป็นวิตามินที่พบมากในผักผลไม้ แต่ด้วยวิถีชีวิตที่เร่งรีบ ประกอบกับไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบ อาจทำให้เรารับวิตามินไม่เพียงพอต่อความต้องการ และนี่คือสัญญาณเตือนว่าร่างกายกำลังขาดวิตามินซี ต้องเสริมทัพโดยด่วน
คนบางกลุ่มจำเป็นต้องรับประทานวิตามินซีเพื่อบำรุงร่างกายมากกว่าคนทั่วไป เป็นการทดแทนวิตามินที่ขาดหรือถูกทำลาย เช่น
นอกจากที่กล่าวมาแล้ว มีเรื่องที่ควรรู้ก่อนรับประทานวิตามินซีมาฝากกัน

เริ่มต้นดูแลตัวเองด้วยวิตามินซีตั้งแต่วันนี้
การเติมสิ่งดี ๆ อย่างวิตามินซีเข้าสู่ร่างกายอย่างสม่ำเสมอ คือจุดเริ่มต้นที่ง่ายและเห็นผลชัดเจนที่สุดอย่างหนึ่ง ไม่ว่าคุณจะเลือกรับประทานจากผักผลไม้สดตามฤดูกาล หรือเลือกใช้ตัวช่วยเสริมในวันที่ร่างกายเหนื่อยล้า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความต่อเนื่อง และความเหมาะสมต่อสภาพร่างกายของคุณ
หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับปริมาณที่เหมาะสม ต้องการวางแผนการดูแลสุขภาพให้ตรงจุด หรือต้องการคำปรึกษาเกี่ยวกับการเลือกวิตามินซีสำหรับเด็ก การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือเภสัชกรจะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่า ร่างกายจะได้รับประโยชน์จากวิตามินซีอย่างเต็มประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สุด เพื่อให้คุณมีสุขภาพที่แข็งแรงและผิวพรรณที่สดใสไปอีกนาน
การเลือกรับประทานวิตามินซีที่ดีที่สุด ควรมาจากแหล่งธรรมชาติ เนื่องจากในอาหารธรรมชาติมักพบวิตามินชนิดนี้ร่วมกับสารอาหารกลุ่มไบโอฟลาโวนอยด์ (Bioflavonoids) เช่น ผลไม้ตระกูลเบอร์รี ผักใบสีเขียวเข้ม แต่ในคนที่ขาดวิตามินซี การรับประทานผักและผลไม้อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เนื่องจากวิตามินซีเสื่อมสลายได้ง่ายเมื่อสัมผัสกับอากาศ ความร้อน หรือความชื้น การได้รับวิตามินซีในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนผสมของไบโอฟลาโวนอยด์จะช่วยเสริมการดูดซึมและช่วยให้วิตามินซีอยู่ในร่างกายได้นานขึ้น จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทดแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปริมาณวิตามินซีที่ควรได้รับในแต่ละวันนั้นแตกต่างกันตามวิถีชีวิต และความแข็งแรงของสุขภาพร่างกาย ดังนี้
ผู้ที่ต้องการเพิ่มการทำงานของเม็ดเลือดขาวและเสริมภูมิคุ้มกัน ควรรับประทาน 1,000-3,000 มิลลิกรัมต่อวัน
ผู้ที่มีอาการเป็นหวัด เป็นโรคภูมิแพ้ และร่างกายอ่อนแอ ควรรับประทาน 1,000-2,000 มิลลิกรัมต่อวัน
ผู้ที่อยู่ท่ามกลางมลภาวะที่เป็นพิษ มีความเครียดในร่างกาย และต้องการบำรุงสุขภาพ ควรรับประทาน 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน
ผู้ที่ต้องการปกป้องผิวจากแสงแดด ควรรับประทานขนาด 2,000 มิลลิกรัมร่วมกับวิตามินอี ปริมาณ 1,000 IU ต่อวัน
ผู้ที่ต้องการบำรุงผิวพรรณให้แลดูกระจ่างใสและเสริมคอลลาเจนให้ผิว ควรรับประทานขนาด 1,000- 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน
วิตามินซีควรกินตอนไหน เป็นคำถามที่พบมากที่สุด และเนื่องจาก วิตามินซีมีความเป็นกรด แม้ในรูปแบบเกลือจะมีความเป็นกรดลดลง ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่จึงแนะนำให้รับประทานพร้อมอาหารหรือหลังอาหารทันที เพื่อลดความเสี่ยงของการระคายเคืองกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติเป็นโรคกระเพาะหรือกรดไหลย้อน
เนื่องจากวิตามินซีมีฤทธิ์เป็นกรด หากรับประทานตอนท้องว่างอาจทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหารได้ วิธีแก้คือควรเปลี่ยนมารับประทานพร้อมอาหารหรือหลังอาหารทันที หรือเลือกวิตามินซีแบบชง ในรูปแบบแคลเซียมแอสคอร์เบท (Calcium Ascorbate) ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นกลาง ไม่กัดกระเพาะ และช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้ดีเช่นกัน
สามารถทำได้ในกรณีที่ร่างกายต้องการการฟื้นฟูเร่งด่วน เช่น ช่วงที่เป็นหวัดหนัก พักผ่อนน้อยมาก หรือสูบบุหรี่จัด อย่างไรก็ตาม ร่างกายรับวิตามินซีได้เท่าไร ในแต่ละครั้งนั้นมีขีดจำกัด หากรับประทานปริมาณสูงเกินไปในครั้งเดียวร่างกายจะขับออกทางปัสสาวะ แนะนำให้แบ่งรับประทานครั้งละ 1,000 มิลลิกรัม เช้า-เย็น จะช่วยให้ระดับวิตามินซีในเลือดคงที่และได้ประโยชน์มากกว่า
ในแง่โครงสร้างโมเลกุลนั้นเหมือนกัน แต่วิตามินซีจากแหล่งธรรมชาติจะได้สารอาหารอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ไบโอฟลาโวนอยด์และกากใย ซึ่งช่วยในการดูดซึม ส่วนอาหารเสริมจะได้เปรียบเรื่องความสะดวกและความเข้มข้นที่แน่นอน เหมาะสำหรับคนที่ไม่ได้รับประทานผักผลไม้สดทุกวัน การรับประทานทั้งสองอย่างควบคู่กันจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
วิตามินซีเป็นตัวช่วยหลักในการสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นโครงสร้างของเส้นเลือดและเนื้อเยื่อ เมื่อร่างกายมีวิตามินซีเพียงพอ เส้นเลือดจะแข็งแรง ไม่เปราะแตกง่าย ลดรอยฟกช้ำ และช่วยให้กลไกการซ่อมแซมบาดแผลทำงานได้เร็วขึ้น
โดยทั่วไป สามารถเสริมได้และส่งผลดี เนื่องจากวิตามินซีช่วยลดภาวะอักเสบและเสริมความแข็งแรงของหลอดเลือด อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลก่อน โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคไต หรือผู้ที่ต้องรับประทานยาละลายลิ่มเลือด เพื่อปรับขนาดการรับประทานให้ปลอดภัยต่อสภาพร่างกายมากที่สุด
เพื่อนคู่คิดที่พร้อมดูแลสุขภาพแบบองค์รวมไปกับคุณ เรามุ่งมั่นส่งมอบความรู้ที่ถูกต้อง ทันสมัย และผ่านการกลั่นกรองจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ พร้อมถ่ายทอดด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เพื่อให้คุณนำไปปรับใช้ดูแลตัวเองและคนที่คุณรักในชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจ ตอบโจทย์การสร้างรากฐานสุขภาพที่ดีสำหรับทุกคนในทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน
ยาแก้แพ้ กับเรื่องที่ต้องรู้
รคภูมิแพ้แก้ได้ เรื่องง่ายๆ ที่ใครก็คิดว่ายาก