วิตามินซี คืนความอ่อนเยาว์ สร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง

ภูมิคุ้มกัน
วิตามินซี เป็นวิตามินพื้นฐานที่ร่างกายต้องการทุกวัน

Key takeaway / Summary of topic answer

วิตามินซี (Vitamin C) หรือกรดแอสคอร์บิค คือสารอาหารที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ แต่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและการบำรุงผิวพรรณ โดยวิตามินซีมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และปกป้องเซลล์จากการถูกทำลาย การรับประทานวิตามินซีในปริมาณที่เหมาะสม เช่น 1,000-2,000 มก. ต่อวัน ไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันหวัดและภูมิแพ้ แต่ยังเป็นเคล็ดลับการชะลอวัยให้สวยมาจากภายในสู่ภายนอกอย่างยั่งยืน

Table of Contents

    เป็นที่ทราบกันดีว่า วิตามินซี (Vitamin C) มีประโยชน์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระ และยังช่วยให้ผิวพรรณสดใสและสุขภาพดีอีกด้วย หลายคนจึงนิยมรับประทานวิตามินซีเพื่อช่วยในเรื่องผิวและความงาม ตลอดจนการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของวิตามินซีอีกด้วย แต่รู้ไหมว่า การรับประทานวิตามินแล้วสวย ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นประโยชน์ของวิตามินซีที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและอ่อนเยาว์อยู่เสมอ จึงเป็นความสวยที่มาจากภายใน

    วิตามินซีคืออะไร ทำไมถึงเป็นวิตามินพื้นฐานที่จำเป็นต่อร่างกาย ?

    วิตามินซี (Vitamin C) หรือที่รู้จักกันในชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Ascorbic Acid เป็นสารอาหารสำคัญที่ร่างกายมนุษย์เราไม่สามารถสร้างขึ้นมาเองได้ แต่กลับมีบทบาทอย่างมากต่อการทำงานของระบบต่าง ๆ ตั้งแต่การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันไปจนถึงการบำรุงผิวพรรณ

    เราควรรับประทานวิตามินซีวันละเท่าไร ถึงช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรง ?

    • หากเรารับประทานวิตามินซีวันละ 1,000 มิลลิกรัม จะได้รับประโยชน์ในด้านการเสริมสร้างภูมิต้านทานและผิวพรรณที่เปล่งปลั่ง ซึ่งเป็นจุดเด่นในเรื่องการชะลอวัย 
    • หากรับประทานวิตามินซีวันละ 2,000 มิลลิกรัม จะได้ประโยชน์ในด้านการเสริมภูมิคุ้มกัน เหมาะสำหรับคนที่เป็นหวัดหรือภูมิแพ้บ่อย ๆ 

    วิตามินซีมีหลายชนิด ทั้งแบบเม็ด แบบชง แบบน้ำหรือแบบขวดพร้อมดื่ม โดยสามารถเลือกรับประทานรูปแบบที่เหมาะกับร่างกายตนเอง

    อ่านต่อ: วิตามินซี แบบเม็ด แบบชง หรือแบบขวดแช่ เลือกกินแบบไหนดีกว่ากัน?

    ประโยชน์วิตามินซีมีอะไรบ้าง ?

    ทุกวันนี้เราพูดถึงประโยชน์ของวิตามินซีที่หลากหลาย ทำให้หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า “วิตามินซีช่วยอะไรบ้าง ?” และนี่คือประโยชน์หลัก ๆ ของวิตามินซีที่ทุกคนควรรู้ 

    1. เสริมภูมิคุ้มกัน ป้องกันหวัดและภูมิแพ้

    วิตามินซี (Vitamin C) เป็นเกราะป้องกันร่างกาย ที่ช่วยดูแลร่างกายใน 2 กลไกสำคัญ ดังนี้

    • ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมต่อสู้กับเชื้อโรค 
    • ลดสารก่อภูมิแพ้ โดยการยับยั้งการหลั่งฮิสตามีน (Histamine) ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้เกิดอาการแพ้ น้ำมูกไหล หรือคันตามตัว  

    การเสริมวิตามินซีจะช่วยทำให้ร่างกายฟื้นตัวได้ไวขึ้น โดยลดระยะเวลาและความรุนแรงของอาการหวัด บรรเทาอาการหอบหืด และทำให้ร่างกายสามารถต้านสารก่อภูมิแพ้ได้ดีกว่าเดิม 

    สำหรับเด็กที่เป็นหวัดบ่อย หรือเป็นภูมิแพ้ง่าย การได้รับวิตามินซีตั้งแต่ 10-100 มิลลิกรัมต่อวัน (ตามวัย) จะช่วยป้องกันภาวะขาดวิตามินซี (Ascorbic Acid Deficiency) รวมถึงช่วยเสริมภูมิต้านทานเพื่อป้องกันโรคหวัดและอาการภูมิแพ้ในเด็กได้อีกด้วย

    อ่านต่อ: วิตามินซีเด็ก เลือกรับประทานแบบไหนดีที่สุด?

    2. ช่วยบำรุงผิวพรรณ ต่อต้านริ้วรอย

    หลายคนคงที่เดินเลือกซื้อครีมบำรุงผิว อาจจะเห็นว่าหลายผลิตภัณฑ์มีส่วนผสมของวิตามินซีอยู่ด้วย และอาจสงสัยว่าวิตามินซีช่วยอะไรกับผิว ? 

    คำตอบคือ ช่วยให้ผิวสวย ดูอ่อนกว่าวัย โดยวิตามินซีมีคุณสมบัติในการกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน โดยเฉพาะคอลลาเจนชนิดที่ 1 (Collagen Type I) และคอลลาเจนชนิดที่ 3 (Collagen Type III) ที่ทำหน้าที่สร้างความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และความเรียบเนียนให้แก่ ผิวหนัง เส้นผม กระดูก เส้นเอ็น และผนังหลอดเลือด 
    เมื่อได้รับวิตามินซีอย่างเพียงพอจึงช่วยให้ผิวแน่นและยืดหยุ่น ไม่เหี่ยวย่นก่อนวัย ช่วยปกป้องผิวจากความเสียหายที่เกิดจากรังสียูวีและมลภาวะ รวมถึงมีส่วนช่วยในการสมานแผล เพิ่มการไหลเวียนเลือดในผิว ทำให้เซลล์ผิวได้รับสารอาหารมากขึ้นและผิวพรรณดูเปล่งปลั่งขึ้นนั่นเอง

    3. ช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตในคนที่สูบบุหรี่

    คนที่สูบบุหรี่หรือที่ได้รับควันบุหรี่มือสอง มักมีระดับวิตามินซีในร่างกายต่ำกว่าปกติถึง 50% ของผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ ทำให้คนที่สูบบุหรี่มักดูมีอายุมากกว่าคนวัยเดียวกัน ดังนั้น คนที่สูบบุหรี่หรือได้รับควันบุหรี่มือสอง หากรับประทานวิตามินซี 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน จะสามารถปรับปรุงระบบไหลเวียนเลือดให้กลับมาใกล้เคียงกับคนปกติได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ วิตามินซียังช่วยลดความเสียหายจากอนุมูลอิสระที่เกิดจากควันบุหรี่ได้อีกด้วย

    4. ป้องกันโรคเรื้อรัง

    เนื่องจากวิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่ปกป้องเซลล์จากการถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ (Free Radicals) ที่เกิดจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น ความเครียด แสงแดด และมลภาวะ การได้รับวิตามินซีอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง จะช่วยลดความเสียหายของเซลล์และความผิดปกติที่อาจนำไปสู่โรคเรื้อรัง อย่างโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคที่มักมาพร้อมกับความแก่ชราอีกด้วย

    5. ป้องกันความเสี่ยงโรคต้อกระจก (Authoritativeness)

    ดวงตา เป็นอวัยวะที่ต้องเผชิญกับแสงแดดและรังสียูวีอยู่ตลอดเวลา ซึ่งทำให้เกิดอนุมูลอิสระในเลนส์ตา จนทำให้เกิดภาวะต้อกระจกได้ การรับประทานวิตามินซีจึงเป็นเกราะป้องกันในการปกป้องเลนส์ตาจากแสงแดดและมลภาวะ ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ผู้ที่รับประทานวิตามินซีในระยะยาวอย่างน้อย 10 ปีขึ้นไป สามารถลดโอกาสเกิดต้อกระจกได้ถึง 77%

    รับประทานอะไรได้วิตามินซีสูง ? เพียงพอต่อความต้องการ 

    แม้ว่าร่างกายของเราจะไม่สามารถสร้างวิตามินซีได้เอง แต่อาหารที่อยู่รอบตัวเราก็อุดมไปด้วยวิตามินซี ซึ่งการเลือกรับประทานอาหารที่มีวิตามินซีสูง ก็จะได้ทั้งความอร่อยและประโยชน์แบบจัดเต็ม 

    ผลไม้และผักที่ให้วิตามินซีสูง

    ผักและผลไม้ (100 กรัม)ปริมาณวิตามินซี (มิลลิกรัม)
    พริกหวานสีแดง ½ ถ้วย95 มิลลิกรัม
    น้ำส้ม ¾ ถ้วย93 มิลลิกรัม
    ส้ม ลูกกลาง 70 มิลลิกรัม
    กีวี ลูกกลาง64 มิลลิกรัม
    บรอกโคลี ต้มสุก ½ ถ้วย51 มิลลิกรัม
    สตรอว์เบอร์รีสด ½ ถ้วย49 มิลลิกรัม
    น้ำมะเขือเทศ ¾ ถ้วย33 มิลลิกรัม
    กะหล่ำปลี ปรุงสุก ½ ถ้วย28 มิลลิกรัม
    ดอกกะหล่ำดิบ ½ ถ้วย26 มิลลิกรัม
    มันฝรั่งอบ 1 หัวกลาง17 มิลลิกรัม

    ที่มา: National Institutes of Health, Office of dietary Supplements

    วิตามินซีสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ในแต่ละวัย  

    ปริมาณวิตามินซีที่เหมาะสมในแต่ละวันจะแตกต่างกันไปตามช่วงวัยและสภาพร่างกายของแต่ละคน การเข้าใจว่าแต่ละวัย ร่างกายรับวิตามินซีได้เท่าไร ก็จะช่วยวางแผนการดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสม โดยแนะนำให้เด็ก ๆ ได้รับวิตามินซีจากอาหารเป็นหลัก 

    • เด็กอายุ 1-8 ปี ควรได้รับ 20-40 มิลลิกรัมต่อวัน
    • เด็กอายุ 9-18 ปี ควรได้รับ 60-100 มิลลิกรัมต่อวัน 
    • ผู้ใหญ่อายุ 19 ปีขึ้นไป ควรได้รับ 85-100 มิลลิกรัมต่อวัน 

    อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปัจจุบันเราสามารถรับประทานวิตามินซีในรูปแบบอาหารเสริมได้ แต่การรับประทานวิตามินซีที่อยู่ในอาหารนั้นดีที่สุด เพราะในผักผลไม้ต่าง ๆ มีวิตามิน แร่ธาตุ รวมถึงกากใยอาหารอื่น ๆ ซึ่งช่วยให้การดูดซึมมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

    เมื่อไรที่ควรเริ่มเสริมวิตามินซีเพิ่มจากอาหาร ?

    แม้ว่าวิตามินซีเป็นวิตามินที่พบมากในผักผลไม้ แต่ด้วยวิถีชีวิตที่เร่งรีบ ประกอบกับไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบ อาจทำให้เรารับวิตามินไม่เพียงพอต่อความต้องการ และนี่คือสัญญาณเตือนว่าร่างกายกำลังขาดวิตามินซี ต้องเสริมทัพโดยด่วน 

    6 สัญญาณว่าร่างกายอาจขาดวิตามินซี

    • เป็นหวัดง่าย ป่วยบ่อย หายช้า หรือมีอาการภูมิแพ้กำเริบเป็นประจำ
    • เลือดออกตามไรฟัน มีเลือดออกขณะแปรงฟัน หรือเหงือกอักเสบง่าย
    • ผิวฟกช้ำง่าย เกิดรอยเขียวช้ำตามตัวได้ง่ายแม้โดนกระแทกเบา ๆ
    • แผลหายช้า ร่างกายใช้เวลานานในการซ่อมแซมแผล หรือรอยสิวหายยาก
    • ผิวแห้งกร้าน ผิวขาดความยืดหยุ่น ดูหมองคล้ำ ไม่สดใส
    • อ่อนเพลีย รู้สึกเหนื่อยง่าย ไม่มีแรง แม้จะพักผ่อนเพียงพอ

    กลุ่มที่ต้องเสริมวิตามินซีมากกว่าคนทั่วไป 

    คนบางกลุ่มจำเป็นต้องรับประทานวิตามินซีเพื่อบำรุงร่างกายมากกว่าคนทั่วไป เป็นการทดแทนวิตามินที่ขาดหรือถูกทำลาย เช่น

    • คนที่สูบบุหรี่หรือที่ได้รับควันบุหรี่มือสอง มักมีระดับวิตามินซีในร่างกายต่ำกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ จึงควรได้รับวิตามินซีเพิ่มขึ้นอีกวันละอย่างน้อย 35 มิลลิกรัม เพื่อต้านอนุมูลอิสระ นอกจากนี้ วิตามินซียังมีสารที่ช่วยลดความอยากนิโคตินและช่วยฟื้นฟูร่างกายที่ทรุดโทรมให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นอีกด้วย
    • คนที่มีความเครียดสะสม ความเครียดทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่ดึงวิตามินซีไปใช้จนหมดอย่างรวดเร็ว จึงต้องรับประทานวิตามินซีเสริม ในช่วงที่ทำงานหนัก
    • คนวัยทำงานที่พักผ่อนน้อย ร่างกายที่อ่อนแอต้องการวิตามินซีไปช่วยฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกัน
    • คนที่ไม่ชอบรับประทานผักผลไม้ กลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะขาดวิตามินจากแหล่งธรรมชาติ การเสริมวิตามินซีจะช่วยให้ร่างกายกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง 

    ข้อควรรู้เกี่ยวกับการรับประทานวิตามินซี

    นอกจากที่กล่าวมาแล้ว มีเรื่องที่ควรรู้ก่อนรับประทานวิตามินซีมาฝากกัน 

    • เนื่องจากวิตามินซีเสื่อมสลายได้ง่ายเมื่อสัมผัสกับความร้อน หากต้องการได้รับวิตามินซีจากการรับประทานผักหรือผลไม้จากแหล่งธรรมชาติ ควรหลีกเลี่ยงการปรุงด้วยความร้อน อาจเลือกรับประทานผลไม้สด หรือปรุงประกอบในเวลาสั้น ๆ เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากวิตามินซีให้ได้มากที่สุด
    • สำหรับผู้ที่เป็นโรคกระเพาะหรือกรดไหลย้อน ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานวิตามินที่มีความเข้มข้นสูง โดยอาจเลือกวิตามินซีรูปแบบแคลเซียมแอสคอร์เบท 100% หรือที่รู้จักกันในรูปแบบวิตามินซีแบบชงดื่ม เนื่องจากไม่มีความเป็นกรด จึงระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารน้อย ดูดซึมได้ง่าย และได้รับประโยชน์จากวิตามินซีเช่นเดียวกัน
    • การอมวิตามินซี โดยเฉพาะในเด็กอาจทำให้ฟันกร่อนได้ เพราะมีความเป็นกรดจึงทำให้สารเคลือบฟันถูกทำลาย จึงควรเลือกรับประทานจากผักผลไม้เป็นหลัก หรือเสริมด้วยวิตามินซีแบบชงดื่มพร้อมมื้ออาหาร 
    • หลายคนอาจกังวลว่า วิตามินซี กินทุกวันอันตรายไหม ? คำตอบคือ ไม่ วิตามินซีเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ ร่างกายจึงสามารถขับส่วนเกินออกทางปัสสาวะได้ตามปกติ แต่อย่างไรก็ตามหากมีปัญหาสุขภาพควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มเสริมวิตามินซีในปริมาณสูง
    วิตามินซีประโยชน์มีอะไรบ้าง ต้องกินวันละเท่าไร

    เริ่มต้นดูแลตัวเองด้วยวิตามินซีตั้งแต่วันนี้

    การเติมสิ่งดี ๆ อย่างวิตามินซีเข้าสู่ร่างกายอย่างสม่ำเสมอ คือจุดเริ่มต้นที่ง่ายและเห็นผลชัดเจนที่สุดอย่างหนึ่ง ไม่ว่าคุณจะเลือกรับประทานจากผักผลไม้สดตามฤดูกาล หรือเลือกใช้ตัวช่วยเสริมในวันที่ร่างกายเหนื่อยล้า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความต่อเนื่อง  และความเหมาะสมต่อสภาพร่างกายของคุณ

    หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับปริมาณที่เหมาะสม ต้องการวางแผนการดูแลสุขภาพให้ตรงจุด  หรือต้องการคำปรึกษาเกี่ยวกับการเลือกวิตามินซีสำหรับเด็ก การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือเภสัชกรจะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่า ร่างกายจะได้รับประโยชน์จากวิตามินซีอย่างเต็มประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สุด เพื่อให้คุณมีสุขภาพที่แข็งแรงและผิวพรรณที่สดใสไปอีกนาน

    ปรึกษาเภสัชกรเกี่ยวกับการรับประทานวิตามินซี 

    Vitamin C คุณภาพมาจากแหล่งไหน ?

    การเลือกรับประทานวิตามินซีที่ดีที่สุด ควรมาจากแหล่งธรรมชาติ เนื่องจากในอาหารธรรมชาติมักพบวิตามินชนิดนี้ร่วมกับสารอาหารกลุ่มไบโอฟลาโวนอยด์ (Bioflavonoids) เช่น ผลไม้ตระกูลเบอร์รี ผักใบสีเขียวเข้ม แต่ในคนที่ขาดวิตามินซี การรับประทานผักและผลไม้อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เนื่องจากวิตามินซีเสื่อมสลายได้ง่ายเมื่อสัมผัสกับอากาศ ความร้อน หรือความชื้น การได้รับวิตามินซีในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนผสมของไบโอฟลาโวนอยด์จะช่วยเสริมการดูดซึมและช่วยให้วิตามินซีอยู่ในร่างกายได้นานขึ้น จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทดแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร วิตามินซี ต้องรับประทานวันเท่าไร ?

    ปริมาณวิตามินซีที่ควรได้รับในแต่ละวันนั้นแตกต่างกันตามวิถีชีวิต และความแข็งแรงของสุขภาพร่างกาย ดังนี้
    ผู้ที่ต้องการเพิ่มการทำงานของเม็ดเลือดขาวและเสริมภูมิคุ้มกัน ควรรับประทาน 1,000-3,000 มิลลิกรัมต่อวัน
    ผู้ที่มีอาการเป็นหวัด เป็นโรคภูมิแพ้ และร่างกายอ่อนแอ ควรรับประทาน 1,000-2,000 มิลลิกรัมต่อวัน
    ผู้ที่อยู่ท่ามกลางมลภาวะที่เป็นพิษ มีความเครียดในร่างกาย และต้องการบำรุงสุขภาพ  ควรรับประทาน 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน
    ผู้ที่ต้องการปกป้องผิวจากแสงแดด ควรรับประทานขนาด 2,000 มิลลิกรัมร่วมกับวิตามินอี ปริมาณ 1,000 IU ต่อวัน
    ผู้ที่ต้องการบำรุงผิวพรรณให้แลดูกระจ่างใสและเสริมคอลลาเจนให้ผิว ควรรับประทานขนาด 1,000- 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน

    วิตามินซีควรกินตอนไหนถึงจะดีที่สุด

    วิตามินซีควรกินตอนไหน เป็นคำถามที่พบมากที่สุด และเนื่องจาก วิตามินซีมีความเป็นกรด แม้ในรูปแบบเกลือจะมีความเป็นกรดลดลง ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่จึงแนะนำให้รับประทานพร้อมอาหารหรือหลังอาหารทันที เพื่อลดความเสี่ยงของการระคายเคืองกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติเป็นโรคกระเพาะหรือกรดไหลย้อน

    ถ้ารับประทานวิตามินซีแล้วรู้สึกแสบกระเพาะ ควรทำอย่างไร?

    เนื่องจากวิตามินซีมีฤทธิ์เป็นกรด หากรับประทานตอนท้องว่างอาจทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหารได้ วิธีแก้คือควรเปลี่ยนมารับประทานพร้อมอาหารหรือหลังอาหารทันที หรือเลือกวิตามินซีแบบชง ในรูปแบบแคลเซียมแอสคอร์เบท (Calcium Ascorbate) ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นกลาง ไม่กัดกระเพาะ และช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้ดีเช่นกัน

    วิตามินซี 1000 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 2 เม็ดได้ไหม?

    สามารถทำได้ในกรณีที่ร่างกายต้องการการฟื้นฟูเร่งด่วน เช่น ช่วงที่เป็นหวัดหนัก พักผ่อนน้อยมาก หรือสูบบุหรี่จัด อย่างไรก็ตาม ร่างกายรับวิตามินซีได้เท่าไร ในแต่ละครั้งนั้นมีขีดจำกัด หากรับประทานปริมาณสูงเกินไปในครั้งเดียวร่างกายจะขับออกทางปัสสาวะ แนะนำให้แบ่งรับประทานครั้งละ 1,000 มิลลิกรัม เช้า-เย็น จะช่วยให้ระดับวิตามินซีในเลือดคงที่และได้ประโยชน์มากกว่า

    วิตามินซีจากผักผลไม้กับจากอาหารเสริม ให้ประโยชน์ต่างกันไหม ?

    ในแง่โครงสร้างโมเลกุลนั้นเหมือนกัน แต่วิตามินซีจากแหล่งธรรมชาติจะได้สารอาหารอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ไบโอฟลาโวนอยด์และกากใย ซึ่งช่วยในการดูดซึม ส่วนอาหารเสริมจะได้เปรียบเรื่องความสะดวกและความเข้มข้นที่แน่นอน เหมาะสำหรับคนที่ไม่ได้รับประทานผักผลไม้สดทุกวัน การรับประทานทั้งสองอย่างควบคู่กันจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

    วิตามินซีช่วยเรื่องแผลหายช้าหรือผิวฟกช้ำได้อย่างไร ?

    วิตามินซีเป็นตัวช่วยหลักในการสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นโครงสร้างของเส้นเลือดและเนื้อเยื่อ เมื่อร่างกายมีวิตามินซีเพียงพอ เส้นเลือดจะแข็งแรง ไม่เปราะแตกง่าย ลดรอยฟกช้ำ และช่วยให้กลไกการซ่อมแซมบาดแผลทำงานได้เร็วขึ้น

    คนที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวานหรือความดันสูง เสริมวิตามินซีได้หรือไม่ ?

    โดยทั่วไป สามารถเสริมได้และส่งผลดี เนื่องจากวิตามินซีช่วยลดภาวะอักเสบและเสริมความแข็งแรงของหลอดเลือด อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลก่อน โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคไต หรือผู้ที่ต้องรับประทานยาละลายลิ่มเลือด เพื่อปรับขนาดการรับประทานให้ปลอดภัยต่อสภาพร่างกายมากที่สุด

    อ้างอิง
    1. DePhillipo, N. N., et al. (2018). "Efficacy of Vitamin C Supplementation on Collagen Synthesis and Oxidative Stress After Musculoskeletal Injuries". The American Journal of Sports Medicine. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/30386805/
    2. Linus Pauling Institute. (2025). "Vitamin C and Immune Function". https://lpi.oregonstate.edu/mic/vitamins/vitamin-C
    3. National Institutes of Health (NIH) - Office of Dietary Supplements. Vitamin C Fact Sheet for Health Professionals. https://ods.od.nih.gov/factsheets/VitaminC-HealthProfessional/
    อัลบั้มภาพ
    Picture of ทีม Mega We care
    ทีม Mega We care

    เพื่อนคู่คิดที่พร้อมดูแลสุขภาพแบบองค์รวมไปกับคุณ เรามุ่งมั่นส่งมอบความรู้ที่ถูกต้อง ทันสมัย และผ่านการกลั่นกรองจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ พร้อมถ่ายทอดด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เพื่อให้คุณนำไปปรับใช้ดูแลตัวเองและคนที่คุณรักในชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจ ตอบโจทย์การสร้างรากฐานสุขภาพที่ดีสำหรับทุกคนในทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน

    ข่าวสุขภาพอื่นๆ

    หวัด ภูมิแพ้

    ยาแก้แพ้ กับเรื่องที่ต้องรู้

    หวัด ภูมิแพ้

    รคภูมิแพ้แก้ได้ เรื่องง่ายๆ ที่ใครก็คิดว่ายาก

    ภูมิคุ้มกัน

    หลักการกินสมุนไพรฟ้าทะลายโจรเพื่อรักษาโรคโควิด-19 และโรคหวัด