Key takeaway / Summary of topic answer
อาการตาสู้แสงไม่ได้ หรือภาวะตาแพ้แสง (Photophobia) เป็นสัญญาณเตือนว่าดวงตาเริ่มไวต่อแสงผิดปกติ ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การจ้องหน้าจอนานเกินไป ภาวะตาแห้ง หรืออาจเป็นข้อบ่งชี้ของโรคตาและระบบประสาทที่ซ่อนอยู่ การสังเกตสัญญาณเตือนร่วมกับการปรับพฤติกรรม สภาพแวดล้อม และการเลือกสารอาหารบำรุงสายตาที่เหมาะสม จึงเป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยถนอมดวงตาคู่สำคัญในระยะยาว
เวลาเดินออกไปเจอแสงแดดจัดตอนกลางวัน หรือนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ในห้องที่เปิดไฟสว่าง แล้วรู้สึกแสบตา ตาพร่า จนต้องคอยหรี่ตาหรือยกมือขึ้นบังบ่อย ๆ สิ่งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องกวนใจชั่วคราว แต่คืออาการ “ตาสู้แสงไม่ได้” หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า ภาวะอาการตาแพ้แสง (Photophobia) ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าดวงตาอาจกำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพบางอย่างอยู่
การทำความเข้าใจถึงสาเหตุ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เราดูแลและปกป้องดวงตาคู่สำคัญได้อย่างถูกวิธี ก่อนที่อาการจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน
ตาสู้แสงไม่ได้ หรือตาไวต่อแสง คือ ภาวะที่ดวงตามีความไวต่อสิ่งเร้าประเภทแสงมากกว่าปกติ ไม่ว่าจะเป็นแสงธรรมชาติอย่างแสงแดด หรือแสงสังเคราะห์จากหลอดไฟ หน้าจอสมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ และโทรทัศน์
เมื่อดวงตาสัมผัสกับแสงเหล่านั้น จะไปกระตุ้นเส้นประสาทรับความรู้สึกให้เกิดความระคายเคือง จนส่งผลให้ร่างกายแสดงปฏิกิริยาตอบสนองโดยอัตโนมัติ เช่น
ภาวะตาไม่สู้แสงแดด สามารถเกิดขึ้นได้จาก 3 ปัจจัยหลัก ดังนี้
การจ้องหน้าจอโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ติดต่อกันเป็นเวลานาน มีส่วนทำให้ความถี่ในการกะพริบตาลดลง ส่งผลให้ดวงตาแห้งและเกิดความระคายเคืองได้ง่าย รวมถึงการพักอาศัยหรือทำงานในห้องปรับอากาศที่มีอากาศแห้ง ตลอดจนการต้องเผชิญกับแสงแดดจัด ลม และฝุ่นควันเป็นประจำในชีวิตประจำวัน
กลุ่มอาการตาแห้งเรื้อรัง รวมถึงภาวะกระจกตาอักเสบ ม่านตาอักเสบ ต้อกระจก หรือในผู้ที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดทำเลสิก (LASIK) มาใหม่ ๆ ซึ่งโครงสร้างดวงตาอาจยังอยู่ในช่วงฟื้นฟูสภาพผิว จึงทำให้มีความไวต่อสิ่งกระตุ้นรอบตัวได้ง่ายกว่าปกติ
อาการตาแพ้แสงมักพบร่วมกับผู้ป่วยโรคไมเกรน เนื่องจากระบบประสาทมีความไวต่อสิ่งเร้ามากกว่าปกติ นอกจากนี้ โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิด เช่น ยาขยายม่านตา ก็ส่งผลให้ดวงตาปรับแสงลดลงชั่วคราวเช่นเดียวกัน
หากคุณพบอาการตาสู้แสงไม่ได้ หรือตาปรับแสงไม่ทัน ควบคู่กับอาการเหล่านี้ ควรเข้าพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจเช็กและเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสม
เพื่อป้องกันและบรรเทาความรุนแรงของอาการดังกล่าว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อถนอมสายตาจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยสามารถปฏิบัติตามแนวทางเบื้องต้น ดังนี้
ทุกครั้งที่ต้องเผชิญกับแดดจัด ควรเลือกสวมแว่นตากันแดดที่สามารถกรองรังสี UV ได้ เพื่อช่วยลดปริมาณความเข้มของแสงที่จะเข้าสู่ดวงตาโดยตรง
จัดความสว่างภายในห้องทำงานหรือห้องนอนให้อยู่ในระดับที่พอดี ไม่มืดหรือจ้าจนเกินไป พร้อมทั้งปรับลดค่าความสว่างของหน้าจออุปกรณ์ดิจิทัลให้อยู่ในระดับที่สบายตา
เมื่อจำเป็นต้องทำงานหน้าจออุปกรณ์ดิจิทัล ทุก ๆ 20 นาที ควรพักสายตาด้วยการมองออกไปที่ระยะไกลประมาณ 20 ฟุต เป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที เพื่อช่วยลดความอ่อนล้าของกล้ามเนื้อตา
หากมีภาวะตาแห้งร่วมด้วย การใช้น้ำตาเทียมหยอดตาเป็นระยะ จะช่วยเคลือบผิวหน้าดวงตาและบรรเทาอาการระคายเคืองได้
นอนหลับพักผ่อนให้เต็มอิ่มอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อให้ร่างกายและเนื้อเยื่อดวงตาได้รับการซ่อมแซมและฟื้นฟูตามธรรมชาติ
เลือกรับประทานอาหารที่มีสารอาหารสำคัญ เช่น ลูทีน ซีแซนทีน วิตามินเอ และสารสกัดจากบิลเบอร์รี่ ซึ่งมีส่วนช่วยสนับสนุนกระบวนการทำงาน และช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ดวงตาตามวัยอย่างเหมาะสม
วิตามินบำรุงดวงตา ตัวช่วยดูแลสุขภาพดวงตาอย่างเหมาะสม

อาการตาไวต่อแสงอาจเป็นเพียงอาการตาแห้งทั่วไป หรืออาจเป็นสัญญาณเตือนระยะแรกของโรคทางตาที่ซ่อนอยู่ ดังนั้น การหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ค้นหาวิธีแก้ตาแห้งที่เหมาะสม ตลอดจนเลือกรับประทานอาหารและวิตามินบำรุงดวงตาที่มีประโยชน์ จึงเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยถนอมดวงตาให้อยู่กับเราไปได้ยาวนาน
หากคุณกำลังมองหาข้อมูล ความรู้ และเคล็ดลับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันในด้านต่าง ๆ สามารถเลือกศึกษาบทความสาระน่ารู้เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ MEGA We care เพื่อก้าวสู่การมีสุขภาวะที่ดีร่วมกันอย่างยั่งยืน
ส่วนใหญ่เกิดจากภาวะตาแห้งเรื้อรังที่ทำให้ผิวหน้าดวงตาขาดความชุ่มชื้นจนระคายเคืองง่าย รวมถึงพฤติกรรมการจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ตโฟนติดต่อกันเป็นเวลานาน
ควรสวมแว่นตากันแดดที่กรองรังสี UV ทุกครั้งเมื่อออกแดด พักสายตาด้วยกฎ 20-20-20 หยอดน้ำตาเทียมเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น และปรับลดความสว่างของหน้าจออุปกรณ์ดิจิทัล
แนะนำการรับประทานผักผลไม้หลากสี หรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของวิตามินบำรุงดวงตา เช่น ลูทีน ซีแซนทีน วิตามินเอ และสารสกัดจากบิลเบอร์รี่ เพื่อช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ดวงตา
สามารถดีขึ้นหรือหายได้หากมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมหรือสิ่งแวดล้อม แต่หากเกิดจากโรคตาหรือระบบประสาทจำเป็นต้องรักษาที่ต้นเหตุควบคู่กัน
เพื่อนคู่คิดที่พร้อมดูแลสุขภาพแบบองค์รวมไปกับคุณ เรามุ่งมั่นส่งมอบความรู้ที่ถูกต้อง ทันสมัย และผ่านการกลั่นกรองจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ พร้อมถ่ายทอดด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เพื่อให้คุณนำไปปรับใช้ดูแลตัวเองและคนที่คุณรักในชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจ ตอบโจทย์การสร้างรากฐานสุขภาพที่ดีสำหรับทุกคนในทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน
โรคตา 4 โรคที่คนทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ต้องระวัง!
ตาล้า ปวดกระบอกตา … ดูแลด้วย ลูทีนและแอสตาแซนธิน
ตาแห้ง ตาล้า จอประสาทตาเสื่อม 3 ภัยสุขภาพดวงตาของคนไทยยุคนี้